ผลศึกษาเตือน “ประชากรกำลังล้นโลก” เกินขีดจำกัดอยู่อย่างยั่งยืน
สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ว่ามหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สของออสเตรเลียเปิดเผยผลการศึกษาข้อมูลประชากรโลกกว่าสองศตวรรษ และแบบจำลองการเติบโตทางนิเวศเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของขนาดประชากรและอัตราการเติบโต ซึ่งพบว่ามนุษยชาติกำลังดำรงชีวิตอยู่เกินกว่าที่โลกจะรองรับได้จนเพิ่มแรงกดดันต่ออาหาร ภูมิอากาศ และความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมเสริมว่า การเติบโตต่อเนื่องภายใต้การบริโภครูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบัน จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมของชุมชนทั่วโลก
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เมื่ออัตราการเติบโตของประชากรเริ่มชะลอตัวลง แม้จำนวนประชากรทั้งหมดยังคงเพิ่มขึ้น
ศาสตราจารย์โคเรย์ แบรดชอว์ ของมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ส และผู้เขียนหลักของการศึกษานี้ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า "ระยะประชากรศาสตร์เชิงลบ" ซึ่งหมายความว่า การเพิ่มจำนวนประชากรไม่ได้หมายถึงการเติบโตที่เร็วขึ้นอีกต่อไป
การศึกษาระบุว่าจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น มีความเชื่อมโยงอย่างเห็นได้ชัดกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น รอยเท้าทางนิเวศวิทยาที่ใหญ่ขึ้น และการปล่อยคาร์บอนที่สูงขึ้นในช่วง "ระยะประชากรศาสตร์เชิงลบ" พร้อมคาดการณ์ว่า หากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุดราว 11,700-12,400 ล้านคน ภายในช่วงทศวรรษ 2070 ซึ่งสูงเกินขีดความสามารถในการรองรับอย่างยั่งยืนของโลกราว 2,500 ล้านคน
ช่องว่างความแตกต่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับที่ยั่งยืนกับประชากร 8,300 ล้านคนในปัจจุบันนั้น ตอกย้ำปัญหาการบริโภคเกินขนาดทั่วโลก ซึ่งถูกอำพรางมานานหลายทศวรรษด้วยการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนัก ที่เพิ่มผลผลิตอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรม แต่กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษด้วยเช่นกัน
ศ.แบรดชอว์ระบุว่า ระบบค้ำจุนชีวิตของโลกตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดแล้ว พร้อมเรียกร้องการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนในวิธีการใช้พลังงาน ที่ดิน และอาหาร.
ข้อมูล : XINHUA
เครดิตภาพ : AFP