โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิชาการแนะ 5 มาตรการ สกัดขึ้นราคาสินค้า จากต้นทุนพลังงาน

NATIONTV

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

22 มีนาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมาย และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับมาตรการสกัดการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อันเนื่องมาจากต้นทุนพลังงานเอาไว้อย่างน่าสนใจ

สงครามในตะวันออกกลางกําลังส่งผลต่อเป็นลูกโซ่ เมื่อน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของผู้ประกอบการราคาสูงขึ้น ทําให้สินค้าทยอยขึ้นราคา แต่สิ่งที่รัฐบาลทำกลับมีแค่ "ขอความร่วมมือ" หรือไม่ก็ "ธงฟ้า" แบบเดิมๆ ที่แก้ปัญหาได้แค่ผิวเผินเหมือนกินยาพาราแก้โรคมะเร็ง!

รัฐบาลกำลังเล่นบทขี้ขลาด กลัวทุนใหญ่ กลัวการเปลี่ยนแปลง จนไม่กล้าใช้อำนาจบริหารที่กฎหมายมอบไว้ในมือเพื่อแทรกแซงในระดับต้นทุน ปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระน้ำมันที่พุ่งสูงตามสงครามโดยไม่มีโล่ป้องกัน ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ควรตื่นจากฝัน และหันมามองความจริงว่าวิธีการเดิมๆ มันตายไปแล้ว มาตรการตรึงราคาคือยาแก้ปวดที่กินจนดื้อยา แต่แผลข้างในยังเน่าถึงกระดูก!

เพื่อไม่ให้เป็นการวิจารณ์เพียงอย่างเดียว ผมขอเสนอยุทธศาสตร์เชิงรุกและมาตรการที่รัฐบาลมีอำนาจทำได้ตามกฎหมายปัจจุบัน แต่ไม่เคยถูกนำมาใช้จริง เพื่อสกัดการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกิดจากต้นทุนพลังงาน ดังนี้:

1. ประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ "Logistics Free Zone" เพื่อปากท้อง:

ใช้อำนาจฝ่ายบริหารสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางและค่าธรรมเนียมท่าเรือทั้งหมดทันที!สำหรับรถขนส่งสินค้าเกษตรและสินค้าจำเป็นที่ขึ้นทะเบียน โดยรัฐอาจชดเชยให้หน่วยงานของรัฐเองผ่านงบกลาง เพื่อตัดต้นทุน Last Mile ที่แพงที่สุดออกจากราคาสินค้า

2. ก่อตั้ง "Direct Commerce Hub" แห่งชาติ ตัดวงจรพ่อค้าคนกลางดิจิทัล:

ให้กรมเสริมการค้าระหว่างประเทศจับมือกรมการค้าภายใน สร้างแพลตฟอร์ม Matching ระหว่างแหล่งผลิต (Farm) และผู้ซื้อรายใหญ่ (Food Service/ห้าง) โดยรัฐสนับสนุนค่าขนส่ง 50% สำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อลดโอกาสที่พ่อค้าคนกลางจะฉวยโอกาสบวกราคาในช่วงวิกฤต

3. ใช้มาตรการ "Tax Break for Price Stability" (ภาษีแลกราคา) ไม่ใช่บังคับ: โดยต้องเสนอ ครม. โดยด่วน เพื่อออกสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้นิติบุคคล (ธุรกิจรายใหญ่) ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคงราคาสินค้าจำเป็นหมวดวิกฤตได้ตลอดช่วง 6 เดือน โดยรัฐจะอนุญาตให้หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของมูลค่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริง

4. บริหาร "คลังสินค้าสำรองทางยุทธศาสตร์" (Strategic Buffer Stock) ระดับจังหวัด:

ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ สั่งการให้กรมการค้าภายในเข้าบริหารจัดการและสนับสนุนงบประมาณจัดเก็บสินค้าจำเป็นในคลังสินค้าของภาคเอกชนรายใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าสินค้าจะไม่ขาดแคลน และป้องกันการกักตุนเก็งกำไรในช่วงที่น้ำมันพุ่งสูงสุด

5. ลงทุน "Community Solar-Cooling" แยกต้นทุนอาหารออกจากพลังงานฟอสซิล:

อนุมัติงบฉุกเฉินติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และห้องเย็นรวมในตลาดสดขนาดใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุน Fixed Cost (ค่าไฟฟ้า) ในการเก็บรักษาของสด ทำให้พ่อค้าแม่ค้าปลีกไม่มีข้ออ้างในการขึ้นราคาสินค้าตามราคาน้ำมัน

ทั้ง 5 มาตรการนี้ เคยมีประเทศที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น UAE, สิงคโปร์, จีน หรือแม้แต่ฝรั่งเศส ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของ“ความกล้าหาญ” ในการใช้อำนาจบริหารที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...