โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘บีไอจี’ฝ่าปัจจัยผันผวนต้นทุนพลังงานรักษาฐานลูกค้า

The Better

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • THE BETTER
‘บีไอจี’ปรับแผนบริหารต้นทุนพลังงานยันยังไม่ปรับราคา พร้อมจัดส่งก๊าซถึงมือลูกค้าทุกกลุ่ม เดินต่อโปรเจ็คผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำรองรับวิกฤต ยกระดับจากผู้จำหน่ายก๊าซสู่พาร์ทเนอร์ลดคาร์บอนภาคอุตสาหกรรมไทย

นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังติดตามวิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นความท้าทายระดับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขณะที่บีไอจีมองว่านี่คือบทพิสูจน์ของความจำเป็นในการวางระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งอุตสาหกรรมไทยต้องมองเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน เทคโนโลยี และการลดคาร์บอน เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ยอมรับว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นมีผลต่อต้นทุนการดำเนินงาน แต่ขณะนี้ยังไม่ได่มีการทบทวนโครงสร้างราคา ทางบริษัทให้ความสำคัญกับการอยู่รอดร่วมกันทั้งระบบ โดยเฉพาะการดูแลลูกค้า เพื่อบริหารจัดการต้นทุนให้เดินต่อด้วยกันได้ รวมถึงมีการประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันเพื่อช่วยแบกรับภาระต้นทุนให้ลูกค้าได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เน้นการสร้าง Efficiency ทั้งในกระบวนการผลิตของตนเองและช่วยปรับปรุงกระบวนการใช้พลังงานของลูกค้า โดยมีการนำ AI มาช่วยมอนิเตอร์ กระบวนการผลิตและปริมาณการใช้ของลูกค้า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและลดต้นทุนแฝง

ปัจจุบันการขนส่งก๊าซให้กับลูกค้า แยกเป็น 2 ส่วนคือ ลูกค้าของบริษัทประมาณ 50% รับก๊าซผ่านทางท่อ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมในนิคมมาบตาพุด ซึ่งไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการขนส่ง ส่วนอีก 50% ที่เหลือซึ่งต้องใช้รถขนส่ง บริษัทจะใช้วิธีการบริหารจัดการถังเก็บของลูกค้าผ่านระบบมอนิเตอร์ เพื่อลดจำนวนเที่ยวและเพิ่มประสิทธิภาพการส่ง

อย่างไรก็ตามแม้ต้นทุนการบริหารจะปรับสูงขึ้น แต่บริษัทให้ความสำคัญกับ Reliability เป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะการส่งมอบให้กลุ่มโรงพยาบาลและอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ก๊าซเพื่อความปลอดภัย ซึ่งจะไม่มีการหยุดผลิตเพียงเพราะราคาน้ำมันสูงขึ้น

“บริษัทไม่ได้ใช้วิธีการขึ้นราคาตามน้ำมันทันทีทุกครั้ง แต่ใช้การ บริหารจัดการ โดยพิจารณาตามความเหมาะสม ระยะทางของลูกค้า และสถานการณ์จริง เพื่อให้กระทบต่อลูกค้าให้น้อยที่สุด”

ทั้งนี้แผนขับเคลื่อนธุรกิจในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ท่ามกลางความผันผวนของพลังงานโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งบีไอจีไม่ได้มองบทบาทของตนเองเป็นเพียงผู้จำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนาและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของประเทศ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) ในระยะยาว และมั่นใจบีไอจีสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาวิกฤตโดย คาดการณ์ปี 2569 รายได้จะเติบโต10% เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งมีรายได้ 8,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามบีไอจีวางยุทธศาสตร์ระยะกลางถึงยาว ในการขยายการลงทุนด้านก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและโซลูชันจากก๊าซอุตสาหกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกระบวนการผลิต เช่น การใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำเพื่อช่วยให้กระบวนการเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้เชื้อเพลิงหลักและลดการปล่อยคาร์บอน โดยมีการใช้งานจริงแล้วในอุตสาหกรรมโรงกระดาษและอุตสาหกรรมเหล็ก

นอกจากนี้หนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์ที่สะท้อนการลงทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐาน คือ โครงการโรงแยกอากาศจากการใช้ประโยชน์ความเย็นจาก LNG แห่งที่ 2 (MAP2) ซึ่งบีไอจีร่วมลงทุนกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อต่อยอดการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ โดยนำความเย็นที่เหลือจากกระบวนการแปรสภาพ LNG (Cold Energy Utilization) มาใช้ในการแยกอากาศ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มเสถียรภาพในการผลิตก๊าซภายในประเทศ และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

ทั้งนี้โรงแยกอากาศแห่งแรกที่ระยองเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 และสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100,000 ตันต่อปี โดยโรงแยกอากาศ MAP2 มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำกว่า 450,000 ตันต่อปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร

นอกจากนี้บีไอจียังคงเดินหน้าส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคขนส่งและพลังงาน โดยมองว่าวิกฤติพลังงานโลกเป็นโอกาสในการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกที่สะอาดและมั่นคง บีไอจีร่วมมือกับ PTT Group และ Toyota ร่วมก่อตั้งสมาคมไฮโดรเจน ประเทศไทย ในการพัฒนาเศรษฐกิจไฮโดรเจนในลักษณะ ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อสนับสนุนนโยบายและมาตรฐานด้านพลังงานไฮโดรเจน

ขณะเดียวกันยังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนไปใช้ร่วมกับการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในอนาคต

นางอรลา กล่าวว่า บริษัทมองก๊าซอุตสาหกรรมเปรียบเสมือน "น้ำและไฟฟ้า" ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ตราบใดที่ประเทศยังคงมีการใช้ไฟฟ้าและน้ำในการดำเนินธุรกิจ ปริมาณการใช้ก๊าซก็จะเติบโตควบคู่ไปตามทิศทางเศรษฐกิจและดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายไว้ที่ประมาณ 10% เพื่อให้เกิดความท้าทายและการเติบโตที่ชัดเจน

ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญนั้น ขณะนี้จากปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้หลายอุตสาหกรรมที่มีการย้ายฐานการผลิตมายังไทยโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และผู้ผลิตชิป (PCB): ซึ่งมีความต้องการใช้ก๊าซไนโตรเจนปริมาณมากในกระบวนการเชื่อมเพื่อป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชัน อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการผลิตชิ้นส่วนและยางชนิดพิเศษสำหรับ EV รวมถาง Data Center: ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บริษัทมองเห็นโอกาสจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...