โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดัชนีความเชื่อมั่นทรุด ห่วงเศรษฐกิจชะลอค่าครองชีพพุ่ง

The Better

อัพเดต 12 พ.ค. เวลา 06.14 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. เวลา 06.10 น. • THE BETTER
ดัชนีความเชื่อมั่นฯต่ำสุดรอบ 8 เดือน จากเหตุสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันส่งผลเศรษฐกิจฟื้นช้า ลุ้นผลมาตรการไทยช่วยไทย เตือนรัฐรับมือภัยแล้งป้องกันผลกระทบภาคการผลิต-เกษตร

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 51.8 เป็น 50.6 ปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568

ทั้งนี้มีสาเหตุจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 44.1 48.6 และ 59.0 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนมีนาคม ที่อยู่ในระดับ 45.5 49.8 และ 60.2 ตามลำดับ

การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

“ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายลงเมื่อไร ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้"

อย่างไรก็ตามคาดว่าผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน

ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างไทยช่วยไทยว่าจะเป็นอย่างไร

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนเม.ยง อยู่ที่ระดับ 42.2 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยปัจจัยลบจากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อค่าครองชีพปรับสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นทำให้จำกัดการใช้จ่าย ขณะที่ภาคธุรกิจมีปัญหาสภาพคล่อง

ทั้งนี้ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาไปยังรัฐบาลดังนี้ 1.แนวทางรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้าทำให้ภาคธุรกิจกังวลเรื่องการปรับตัวของค่าเอฟทีและราคาพลังงานโลกที่ยังผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต 2.การบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งเนื่องจากมีความกังวลเรื่องปริมาณน้ำในเขื่อนหลักที่ไม่เพียงพอต่อการจัดสรรน้ำให้ทั้งภาคการผลิตและการเกษตร

3.แนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทาให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว 4. กำหนดทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนใหม่ของนักลงทุนต่างชาติ 5.มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ประชาชนกลับมามีกำลังซื้อและเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ เนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยในช่วงที่ผ่านมาไม่คึกคักเท่าที่ควร ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น

6.การยกระดับแรงงานทักษะสูงให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน 7.การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน 8.ลดอัตราดอกเบี้ยและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...