กูรูชี้หุ้นไทยติดบ่วงน้ำมันแพง-สงครามยืด ฉุดอารมณ์ตลาด แกว่งผันผวน 1,400–1,450 จุด
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยว่า ประเมินทิศทางดัชนี SET Index มีโอกาสแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,400 - 1,450 จุด
แม้ภาพรวมจะได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศ ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 293 เสียงเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกสูญญากาศทางการบริหาร
และกำลังเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เสร็จสิ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์
ทั้งนี้ แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความกังวลแฝงอยู่จากประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยกรณีรูปแบบบัตรเลือกตั้งซึ่งอาจต้องใช้เวลาติดตามความชัดเจนในอีกประมาณหนึ่งเดือนหลังจากนี้
สงครามกดดันความเชื่อมั่น
ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังคงเป็นตัวแปรหลักที่กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเกิดเหตุโจมตีโรงงานก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในกาตาร์
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานโลก โดย QatarEnergy ระบุว่ากำลังการส่งออกก๊าซ LNG อาจหายไปถึง 17% ในช่วง 3 - 5 ปีข้างหน้า แม้ล่าสุดประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่ากำลังพิจารณา 'ปิดฉาก' ปฏิบัติการทางทหาร เพราะบรรลุวัตถุประสงค์หลักแล้ว แต่อิสราเอลยังยืนยันที่จะยกระดับการโจมตีต่อไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการที่สงครามในตะวันออกกลางไม่จบเร็ว ดันให้ราคาน้ำมันยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1 - 3 เดือนข้างหน้า กระทบ GDP ไทย 0.2 - 0.7% ดันเงินเฟ้อสูงขึ้น
โดยการที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นทั่วโลกกดดันให้ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้น โดยเครื่องมือ FedWatch Tool บ่งชี้ว่านักลงทุนเริ่มมองเห็นโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับลดดอกเบี้ยช้าลงไปจนถึงช่วงกลางปี 2570
สอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งในด้านตลาดแรงงาน แต่กลับส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างหนักในภาคอสังหาริมทรัพย์ท่ามกลางมรสุมต่างๆ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด
โดยจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 8,000 ราย เหลือ 205,000 ราย ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 215,000 ราย สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่งและช่วยหนุนความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ
ปัจจัยในประเทศที่ต้องจับตา
ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาอยู่ที่รายงานเศรษฐกิจสำคัญในประเทศ อาทิ สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์จะรายงานภาวะการค้าระหว่างประเทศ ณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเตรียมแถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์
ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลังจะเผยแพร่รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง ภูมิภาค และดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ส่วนวันที่ 31 มีนาคม ธนาคารแห่งประเทศไทยจะรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย และในสัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจะประกาศดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องเผ้าระวัง
ส่วนปัจจัยต่างประเทศ วันที่ 23 มีนาคม สหรัฐฯ จะรายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนกุมภาพันธ์ ต่อด้วยวันที่ 24 มีนาคม ญี่ปุ่นจะเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและบริการขั้นต้นเดือนมีนาคม
ขณะเดียวกันสหภาพยุโรปจะรายงานดัชนี PMI เช่นกัน สหรัฐฯ จะรายงานตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ ผลิตภาพและต้นทุนแรงงานต่อหน่วยไตรมาส 4/68 และดัชนี PMI เดือนมีนาคม วันที่ 25 มีนาคม ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเปิดเผยรายงานการประชุม และสหรัฐฯ จะรายงานดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 4/2568 ราคานำเข้า–ส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์
นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น ทางฝ่ายแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง
โดยไม่ว่าจะเป็น BANPU, LANNA และ AGE รวมถึงกลุ่มพลังงานทดแทนและสินค้าเกษตรแปรรูปอย่าง BBGI, PCE และ SMO เป็นต้น