“พิพัฒน์” เร่งดับเบิลเด็ค BEM จ่อรับมูลค่าเพิ่ม
#BEM #ทันหุ้น – “รมว.คมนาคม” เร่งเครื่อง กทพ. ลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาจราจร ดัน Double Deck เป็น Quick Win ชี้คุ้มให้เอกชนลงทุนแลกขยายสัมปทาน ลดจำนวนด่านและค่าผ่านทาง โบรกมองหนุนรายได้ระยะยาว BEM คาดหนุนทราฟฟิกปรับเพิ่มในอนาคต แนะ “ซื้อ” เป้าสูงสุด 10.50 บาท
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 จะไปมอบนโยบาย รับฟังแนวทางการดำเนินงานและการเร่งรัดโครงการเมกะโปรเจ็กต์อยู่ในความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. โดยเฉพาะโครงการที่อาจเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ เนื่องจากรัฐบาลต้องการเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาการจราจร ซึ่งโครงการสำคัญในความรับผิดชอบของ กทพ.ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วประกอบด้วย 1.โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (Double Deck) (ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9) วงเงิน34,800 ล้านบาท 2.โครงการทางพิเศษสายศรีนครินทร์-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 20,811 ล้านบาท 3.โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ วงเงิน 46,751 ล้านบาท
ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างศึกษา อาทิ โครงการมอเตอร์เวย์สาย M8 นครปฐม-ปากท่อ วงเงิน54,562 ล้านบาท, โครงการมอเตอร์เวย์ วงแหวนรอบที่ 3 ด้านตะวันออก ช่วง ทล.305-ทล.304, โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ ด้านตะวันออก (ทางแนวใหม่) ช่วงจุดตัด ทล.43-จุดตัด ทล.4 เป็นต้น
@ Double Deck ทางออกจราจร
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ผลการศึกษาระบุชัดเจนถึงโครงการ Double Deck เป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาจุดตัดหรือคอขวดของการจราจรบนทางด่วนชั้นในได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยรัฐบาลไม่ต้องลงทุนงานโยธา สามารถนำวงเงินงบประมาณดังกล่าวไปสร้างประโยชน์และความคุ้มค่าให้กับประชาชนได้อีกหลายโครงการ ขณะเดียวกันในกรอบการเจรจาที่ผ่านมา ภาคเอกชนก็ยินดีที่จะปรับลดจำนวนด่านเก็บค่าผ่านทางลง ทำให้อัตราค่าผ่านทางลดลง
“การเร่งรัดการลงทุนเป็นหนึ่งในนโยบาย “Quick Win” ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นโครงการที่ผ่าน EIA แล้ว การเจรจาร่วมระหว่างรัฐบาล – เอกชนก็ได้ข้อสรุปแล้ว กลุ่มประชาชนที่อาจได้รับความเดือดร้อน ต้องเวนคืนที่ดินก็มีจำกัดราว 300 คน ซึ่งค่าเวนคืนก็น่าจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม จึงเป็นโครงการที่น่าจะมีความชัดเจนได้ภายในปีนี้”
@ BEM รับรายได้มั่นคง
นายประสิทธิ์ รัตนกิจกมล นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุนและทางเทคนิคบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุ โครงการ Double Deck เป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรบนทางด่วนเดิมในพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากไม่สามารถหาพื้นที่สร้างทางด่วนเส้นใหม่ได้แล้ว จึงต้องใช้วิธีเพิ่มพื้นที่บนทางด่วนเส้นเดิมแทน ปัจจุบันโครงการดังกล่าวผ่านการศึกษามาหลายรัฐบาล และผ่านการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว และได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในโครงการ“Quick Win” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยอยู่ระหว่างรอทางกระทรวงฯ เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติตามขั้นตอน
โดยรูปแบบการลงทุนเป็นการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยที่BEM จะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมดด้วยเงินลงทุนประมาณ 35,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับการขยายอายุสัมปทานทางด่วนออกไป 22 ปี 5 เดือน เบื้องต้นประเมินว่า โครงการ Double Deck จะทำให้ Fair Value ของBEM เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเป็นการเจรจาโดยตรงกับเอกชน ไม่ได้ผ่านการประมูล ตัวเลขการขยายอายุสัมปทานจึงต้องมีความเหมาะสมเพื่อให้ได้ค่า NPV (มูลค่าปัจจุบันสุทธิ) ที่เป็นบวกเพียงพอให้เอกชนลงทุนได้ แต่ไม่สูงเกินไปจนเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้นประโยชน์หลักที่ BEM จะได้รับคือ การยืดเวลาเก็บเกี่ยวรายได้และกระแสเงินสดจากธุรกิจทางด่วนซึ่งเป็นธุรกิจหลัก(Cash Cow) ได้นานขึ้น
จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสมของ BEM ที่ 8 บาท ยังไม่ได้รวมมูลค่าของโครงการ Double Deck และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ไว้ในประมาณการ
@ ศักยภาพโตสูง
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด โครงการ Double Deck จะเพิ่มมูลค่าให้กับ BEM อย่างชัดเจนเนื่องจากธุรกิจทางด่วนมีสัดส่วนราว 60% ของรายได้รวม การแก้ปัญหาการจราจรคอขวด จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับรถในเส้นทางหลักใจกลางเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ หากแล้วเสร็จจะช่วยให้ปริมาณรถเติบโตขึ้นทันที จากการวิเคราะห์เบื้องต้น มูลค่าหุ้นของBEM สามารถแบ่งสัดส่วนได้ดังนี้ ธุรกิจทางด่วนซึ่งถือเป็นธุรกิจหลักมีสัดส่วนรายได้ราว 60-70% ของรายได้รวม มีมูลค่าประมาณ 5-6 บาท ธุรกิจรถไฟฟ้ามีมูลค่าประมาณ 3-4 บาท และการถือหุ้นในบริษัทอื่น (CKP และ TTW) : มีมูลค่ารวมกันราว 1 บาท
“ปัจจุบันยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐเกี่ยวกับตัวเลข traffic ที่แน่นอนและการเจรจาสัญญา เพื่อนำมาคำนวณมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้น (Value Added) ที่แม่นยำอีกครั้ง”
ราคาหุ้นปัจจุบันที่เคลื่อนไหวในกรอบ 5.30 บาท ประเมินอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ระดับประมาณ 3% ซึ่งเป็นระดับทีน่าสนใจ อีกทั้งบริษัทยังมีศักยภาพในการเติบโตที่โดดเด่น(Growth) หลังการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรีในปี 2571 เป็นต้นไป ทั้งยังมีรายได้เงินปันผลที่ BEM ไปลงทุนในบริษัทอื่น เช่น TTW และCKP ซึ่งสร้างรายรับรวมกันประมาณ 250-300 ล้านบาทต่อปีทำให้ BEM มีฐานรายได้ที่มั่นคง จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 10.50 บาท