โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ฝุ่นเหนือวิกฤตซ้ำซาก” เหตุนโยบายไม่ต่อเนื่อง ไร้เจ้าภาพ งบฯ ล่าช้าไปไม่ถึงชุมชน

Thai PBS

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

นักวิชาการสิ่งแวดล้อมสุขภาพ เผย ไฟป่าภาคเหนือพุ่ง ทำฝุ่น PM2.5 หนักกว่าปีก่อน พบ 80% มาจากการเผาในพื้นที่ป่า สะท้อนปัญหางบฯ ล่าช้า – นโยบายไม่ต่อเนื่อง เสนอนำ “เชียงดาวโมเดล” กลับมาใช้ เชื่อหลักการใน พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ เครื่องมือสำคัญแก้ปัญหายั่งยืน

จากสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือปี 2569 ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่องในหลายจังหวัด กระทบทั้งสุขภาพประชาชนและภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ซบเซาอย่างเห็นได้ชัด สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เปิดเผยกับ The Active ว่า ปีนี้สถานการณ์หนักกว่าปีก่อน โดยฝุ่นควันกว่า 80% มีสาเหตุมาจากการเผาในพื้นที่ป่า โดยเฉพาะ 12 ป่าแปลงใหญ่ ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบกับสภาพอากาศแห้งแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เชื้อเพลิงในป่าสะสมจำนวนมาก

“ปีนี้หนักกว่าปีก่อน ฝุ่นที่เกิดขึ้นมาจากการเผาถึง 80% ประกอบกับอากาศแห้งจากเอลนีโญ ทำให้เชื้อเพลิงในป่ามีเยอะ พอมีการลักลอบเผา ไฟก็ลุกลามได้ง่ายและควบคุมยาก อย่าง จ.เชียงใหม่ มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่องกว่า 40 วัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงชัดเจน”

สนธิ คชวัฒน์

สนธิยังสะท้อนว่า ปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบการบริหารจัดการที่ยังคงเป็น สั่งการจากส่วนกลาง หรือ Top-down โดยงบประมาณกระจุกตัวอยู่ที่หน่วยงานรัฐ เช่น กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ขณะที่ชุมชนซึ่งอยู่ใกล้ป่าและมีบทบาทสำคัญกลับไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ อีกทั้งมาตรการ เช่น การสั่งปิดป่า หรือจำกัดการเข้าพื้นที่ ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรป่าไม้ ทำให้เกิดความไม่พอใจ และในบางกรณีกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบเผา

เสนอ นำ “เชียงดาวโมเดล” กลับมาใช้

สนธิ เสนอว่า แนวทางที่เคยได้ผลอย่าง “เชียงดาวโมเดล” ซึ่งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลป่า ควรถูกนำกลับมาใช้อย่างจริงจัง โดยเปลี่ยนจาก “ผู้เผา” ให้กลายเป็น “ผู้ดูแล” พร้อมสนับสนุนงบประมาณและกลไกการทำงานในระดับพื้นที่ การแก้ปัญหาต้องบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ใช่ให้เจ้าหน้าที่รัฐทำฝ่ายเดียว ต้องให้ชุมชนมีอำนาจ มีงบประมาณ และที่สำคัญคือ ต้องมีตัวชี้วัดในการดูแลพื้นที่ของตัวเอง แต่ปีนี้งบประมาณกลับลงไปล่าช้า และนโยบายก็ไม่ชัดเจน ทำให้การทำงานขาดความต่อเนื่อง

“บางทีไปสั่งปิดป่าไม่ให้เขาเข้า ซึ่งเขาต้องหาของป่า และชุมชนที่อยู่ติดกับป่า เขาก็ต้องไปจัดการพื้นที่เพื่อจะเพาะปลูกใหม่ บางทีก็ไปลักลอบเผาก็เลยเกิดไฟไหม้ในป่า และที่ผ่านมาหาเจ้าภาพไม่ได้ ถ้าเราใช้เชียงดาวโมเดลที่เคยใช้ได้ผล แต่ปีนี้ไม่ได้ใช้ ซึ่งโมเดลก็คือ เปลี่ยนจากผู้ที่เผาป่า มาเป็นผู้ที่ร่วมดูแลป่าแทน เอาจำเลยมาเป็นโจทย์ มาช่วยกันดูแล แล้วก็ให้มีการบริหารจัดการทุกภาคส่วน ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ต้องมีทั้งชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ร่วมมือกัน”

สนธิ คชวัฒน์

สนธิ ระบุว่า งบประมาณกลางจำนวน 530 ล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี สำหรับใช้ส่งเสริมการบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่นละอองปี 2569 ถูกจัดสรรล่าช้า เพิ่งเริ่มดำเนินการหลังเกิดไฟป่าแล้ว ส่งผลให้ชุมชนขาดความชัดเจนในการมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันยังมีข้อจำกัดในการเข้าป่า ซึ่งสวนทางกับแนวทางการมีส่วนร่วมในอดีต

อีกเครื่องมือสำคัญ คือ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว สนธิ มองว่า ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจนในระดับพื้นที่ และการเปิดทางให้มีแหล่งงบประมาณรองรับล่วงหน้า อย่างการตั้งคณะกรรมการอากาศสะอาดในระดับจังหวัด ที่มีผู้บริหารท้องถิ่นเป็นแกนหลัก ร่วมกับภาคประชาชนและนักวิชาการ เพื่อออกแบบแผนจัดการมลพิษที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

“ข้อดีของ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ คือ มีเจ้าภาพชัดเจน มีทั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด ระดับส่วนกลาง และมีสำนักงานดูแลโดยตรง รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนกับภาควิชาการเข้ามามีส่วนร่วม ที่สำคัญคือเป็นการสั่งการจากล่างขึ้นบน เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบทไม่เหมือนกัน”

สนธิ คชวัฒน์

สนธิ ชี้ว่าในรายละเอียดของกฎหมายยังมีประเด็นที่ถกเถียงกันโดยเฉพาะ “กองทุนอากาศสะอาด” ที่ยึดหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ซึ่งภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการบางส่วนมองว่า อาจสร้างภาระต้นทุน และตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมในการจัดเก็บ แต่ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้น กรรมาธิการวุฒิสภา มองว่าจำเป็นต้องเปิดพื้นที่พูดคุยระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน

“เรื่องกองทุนต้องมานั่งคุยกันว่า จะเก็บจากใคร อัตราเท่าไหร่ ภาคเอกชนเขามองว่าไม่เป็นธรรม ถ้าจะใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ทุกแหล่งกำเนิดก็ควรต้องร่วม ไม่ใช่เฉพาะภาคอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องหาจุดสมดุลให้ได้”

สนธิ คชวัฒน์

ส่วนข้อกังวลเรื่องความซ้ำซ้อนของอำนาจระหว่างหน่วยงาน เช่น การให้อำนาจคณะกรรมการอากาศสะอาดในการตรวจสอบหรือจับกุม อาจทับซ้อนกับกฎหมายเดิม อย่าง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาในการบังคับใช้ สนธิ เสนอว่า แนวทางหนึ่งคือการกำหนด “หลักการใหญ่” ไว้ในกฎหมายหลัก และแยกรายละเอียดไปกำหนดในกฎหมายลำดับรอง เช่น กฎกระทรวงหรือประกาศ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น และลดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน

“หลักการของกฎหมายถือว่าดี มีครบทั้งเรื่องเจ้าภาพ กลไกการมีส่วนร่วม และการจัดการระยะยาว เพียงแต่ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องปรับให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ ซึ่งสามารถใช้กระบวนการของรัฐสภามาพิจารณาและแก้ไขร่วมกัน”

สนธิ คชวัฒน์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

รพ.รามาธิบดี แจ้งปรับรูปแบบจ่ายยา ไม่เกินครั้งละ 3 เดือน เริ่ม 28 เม.ย.นี้

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ที่ประชุมพรรคประชาชน เห็นชอบ ”ณัฐพงษ์" นั่งหัวหน้าต่อ - "พิจารณ์" เลขาธิการพรรค

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...