โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ระวัง! Effect คำสั่งลดค่าการกลั่น อาจเกิดกักตุนน้ำมันระลอกใหม่

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปี 2567-2569 ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากภูมิภาคนี้เปรียบเสมือน “หัวใจ” ของพลังงานโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของความต้องการใช้ทั่วโลก เมื่อเกิดภาวะสงคราม ความกังวลด้านอุปทานหยุดชะงัก (Supply Disruption) จึงผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม และบีบให้ภาคพลังงานไฟฟ้าต้องเร่งปรับตัวขนานใหญ่เพื่อความอยู่รอด

หากพิจารณาถึงอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ จะพบว่ามีหลายภาคอุตสาหกรรมที่ได้ผลกระทบอย่างรุนแรง กลุ่มแรก กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันโลกขยับสูงขึ้น ค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียมน้ำมันในการขนส่งทางอากาศจะปรับตัวขึ้นทันที ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกแพงขึ้นตามไปด้วย

กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบตั้งต้น ต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ส่วนต่างกำไรแคบลง และกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรและปุ๋ยเคมี ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแอมโมเนียและปุ๋ยไนโตรเจน เมื่อพลังงานแพง ราคาปุ๋ยจะพุ่งสูงขึ้น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ผู้ผลิตรายใหญ่ ทั้งคอนกรีต ปูนซีเมนต์ สี เคมีภัณฑ์ เหล็ก ยิปซัม ถึงกระเบื้อง ยางมะตอยต่างพาเหรดประกาศขึ้นราคาถ้วนหน้า และ ภาคการท่องเที่ยวและการบิน ราคาน้ำมันเจ็ตที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินปรับเพิ่มสูงขึ้นตาม

จากผลกระทบที่สร้างความเดือดร้อนกระจายไปทั่ว ทำให้ภาครัฐเข้ามากำกับดูแลอย่างเข้มข้น เพื่อต้องการกดราคาน้ำมัน หวังจะช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน การปรับลดค่าการกลั่น จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งในการเข้ามาพยุงราคาน้ำมันและลดค่าครองชีพให้กับประชาชน รัฐมนตรีป้ายแดง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ทำงานแบบรวดเร็ว ถึงลูกถึงคนตามฉายา “สุดซอย” อาจได้ใจประชาชนไปมากพอควร เพราะเข้ามาก็แอ็กชันหั่นราคาน้ำมันดีเซล น้ำมันกลุ่มเบนซินลดลง และล่าสุดยังเข้าไปช่วยเขย่าโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันใหม่ทั้งระบบ

โดยดำเนินการประชุมผ่านคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มา 2 รอบแล้ว รอบแรกใช้ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปสิงคโปร์ (MOBS) ลบด้วย 2 บาทต่อลิตร และนำส่วนลดนี้ไปช่วยลดราคาดีเซลหน้าปั๊ม มารอบสอง กบง.ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ประชุมปุ๊บประกาศลดราคาหน้าโรงกลั่นปั๊บ จาก 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่ 24 เมษายน ถึง 9 พฤษภาคม 2569 และช่วงวันที่ 10 ถึง 19 พฤษภาคม 2569 จะประชุมปรับลดราคาเป็น 3 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ดี การประกาศเช่นนี้อาจจะกำลังส่งผลต่อเนื่องต่อระบบจัดจำหน่ายน้ำมันในประเทศ ต้องระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดการกักตุนน้ำมัน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนขึ้นอีกระลอก โดยเฉพาะหากปรับลดในอัตราที่สูงๆ เช่น อัตรา 5 บาทล่าสุดก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง เพราะพฤติกรรมผู้คนก็จะ “ชะลอเติม” เมื่อราคาจ่อลด หรือการ “แห่เติม” เมื่อราคาจ่อพุ่ง ทำให้เกิดภาวะอุปสงค์และอุปทานที่ไม่สอดคล้องกัน อาจเกิดภาวะสะดุดในระบบขนส่งและการบริหารจัดการสต๊อกของปั๊มน้ำมัน

กรอบสำคัญเรื่องหนึ่งที่กระทรวงพลังงานต้องชัดเจน คือ การบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งกับประชาชนและผู้ประกอบการโรงกลั่น ต้องสื่อสารให้เห็นว่าการทบทวนค่าการกลั่นทุกสัปดาห์ หรือทุก 2 สัปดาห์ เป็นกลไกดูแลเสถียรภาพ ไม่ใช่มาตรการควบคุมราคา โดยต้องให้เกิดความต่อเนื่องของระบบ Supply ป้องกันการขาดแคลน อีกทั้งต้องมีความโปร่งใส การใช้สูตรคำนวณ หรือข้อมูลอ้างอิงใดๆ ควรชี้แจงให้สังคมรับรู้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ไม่ได้เกิดจากดุลพินิจ

การมีความสม่ำเสมอในการรายงานสถานการณ์ความคืบหน้าราคาหน้าโรงกลั่นเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าว่าจะขึ้นหรือลง ต้องชี้ให้เห็นว่าประกาศมีผลระยะสั้นในช่วงวิกฤต เพื่อลดแรงจูงใจในการกักตุนน้ำมัน อีกทั้งอาจต้องทำให้ผู้ประกอบการโรงกลั่นสบายใจได้ว่าจะมีการชดเชยให้โรงกลั่นด้วยหากค่าการกลั่นลดต่ำลงจนอาจกระทบต่อต้นทุนดำเนินงานและการจัดหาน้ำมันดิบ เพราะโรงกลั่นเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ต้องคำนึงถึงความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นและนักลงทุนด้วย

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามประกาศราคาน้ำมันล่วงหน้าเป็นเรื่องที่ดีในการวางแผนเงินในกระเป๋า แต่การ “แห่เติม” หรือ “ชะลอเติม” อาจส่งผลด้านลบเช่นกัน เช่น การขับรถตระเวนหาปั๊มหรือเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อประหยัดเงินเพียงไม่กี่สิบบาท อาจไม่คุ้มกับเวลาและน้ำมันที่เสียไประหว่างการรอคอย หรือการปล่อยให้น้ำมันหมดถังเพียงเพื่อรอเติมราคาถูกในวันรุ่งขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดเหตุฉุกเฉินบนท้องถนน การปรับพฤติกรรมเติมน้ำมันตามการใช้งานจริงย่อมมีส่วนช่วยให้ระบบการกระจายน้ำมันตามปั๊มเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพพลังงานในภาพรวม.

บุญช่วย ค้ายาดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...