โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยยังไม่พบโควิดจักจั่น หลัง‘สงกรานต์’เข้าสู่ฤดู

ไทยโพสต์

อัพเดต 30 มีนาคม 2569 เวลา 4.03 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อธิบดีกรมวิทย์” ยันไทยยังไม่พบโควิดจักจั่น แม้ WHO เตือนเป็นสายพันธุ์ต้องจับตา “หมอยง” เผยหลังสงกรานต์เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลระบาดอีกครั้ง “นพ.เจษฎ์” เตือนกลุ่มเสี่ยงต้องเฝ้าระวัง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค.2569 ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ BA.3.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ BA.3 และเป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2568 ข้อมูลทางวิชาการระบุว่า สายพันธุ์ BA.3.2 มีการกลายพันธุ์รวมมากกว่า 50 ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนามประมาณ 39 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบการขาดหายของสารพันธุกรรมบริเวณยีน ORF7a, ORF7b และ ORF8

ดร.นพ.สราวุฒิกล่าวอีกว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังทั่วโลกของ WHO ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. ถึง 1 มี.ค. พบว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีสัดส่วนประมาณ 5-8% ของสายพันธุ์ที่รายงานทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ และยังไม่ถือเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในปัจจุบัน โดยมีการตรวจพบในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป ส่วนในด้านความรุนแรง ข้อมูลจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น โดยพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนของไวรัสและการแพร่กระจายระหว่างเซลล์อยู่ในระดับใกล้เคียงสายพันธุ์ที่หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน

“จากข้อมูลการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคโควิด-19 ด้วยการถอดรหัสพันธุกรรมและการติดตามฐานข้อมูลสากล GISAID นั้น ประเทศไทยยังไม่พบการรายงานสายพันธุ์ BA.3.2 แต่กรมวิทยาศาสตร์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

ดร.นพ.สราวุฒิย้ำว่า แม้สายพันธุ์ดังกล่าวจะมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันบางส่วน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น แต่ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม เช่น การล้างมือบ่อยๆ การฉีดวัคซีน การหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยงดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า โควิด-19 ยังไม่หมดไป และมีแนวโน้มจะอยู่กับมนุษย์ต่อไปในระยะยาว ซึ่งล่าสุด สายพันธุ์ BA.3 ซึ่งเคยถูกพบตั้งแต่ปี 2024 แต่ไม่แพร่ระบาดมาก ได้กลับมามีบทบาทอีกครั้งหลังเกิดการกลายพันธุ์เป็น BA.3.2 ที่สามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มเข้ามาแทนที่สายพันธุ์ย่อยจาก BA.2

ศ.นพ.ยงอธิบายว่า พฤติกรรมของ BA.3.2 คล้ายจักจั่นที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน ก่อนจะโผล่ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ เพื่อแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว จึงมีการตั้งชื่อเล่นว่า Cicada หรือจักจั่น เพื่อสะท้อนลักษณะดังกล่าว ซึ่งไวรัสไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับแมลงจักจั่นแต่อย่างใด เป็นเพียงการเปรียบเทียบเชิงพฤติกรรมเท่านั้น ในด้านความรุนแรงของโรค สายพันธุ์ใหม่นี้ไม่ได้ทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยแนวโน้มของไวรัสที่กลายพันธุ์โดยทั่วไป มักจะลดความรุนแรงลง แต่เพิ่มความสามารถในการแพร่กระจายแทน

“สถานการณ์ในไทยคาดว่าการระบาดของโควิด-19 จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลอีกครั้งหลังเทศกาลสงกรานต์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอุบัติการณ์สูงเป็นประจำทุกปี ประชาชนจึงควรเตรียมความพร้อม ดูแลสุขภาพ และเฝ้าระวังการระบาดที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว” ศ.นพ.ยงระบุ

ส่วน นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องนี้ว่า โควิดสายพันธุ์ Cicada เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่มีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นหลายตำแหน่ง ซึ่งจุดที่ทำให้กังวลคืออาจแพร่ได้เร็วขึ้นและหลบภูมิได้ดีขึ้น แม้ยังไม่มีข้อมูลชัดว่าทำให้ป่วยหนักขึ้น แต่ถ้าการติดเพิ่มเร็ว จะทำให้จำนวนผู้ป่วยรวมพุ่งและกระทบระบบสาธารณสุขได้เหมือนในอดีต

นพ.เจษฎ์ระบุว่า สถานการณ์การระบาดมีรายงานพบสายพันธุ์นี้แล้วในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และบางประเทศในยุโรปและเอเชีย โดยบางพื้นที่เริ่มมีสัดส่วนผู้ติดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลักทั่วโลก ส่วนในไทยยังไม่พบการระบาดเป็นวงกว้าง และยังอยู่ในขั้นเฝ้าระวังจากหน่วยงานสาธารณสุข ดังนั้นยังไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ควรติดตามข้อมูลใกล้ชิด

“ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ กลุ่มเสี่ยงยังคงเป็นผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เพราะแม้สายพันธุ์นี้อาจไม่ได้รุนแรงขึ้นมาก แต่ถ้าติดในกลุ่มนี้ โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรืออาการทรุดเร็ว ยังสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การป้องกันและการรับมือ ตอนนี้ควรทำยังไง ในด้านการแพทย์ ปัจจุบันยังใช้วัคซีนเดิมในการลดความรุนแรงของโรคได้ และมีระบบเฝ้าระวังสายพันธุ์เพื่อติดตามการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีแนวทางรักษาที่ปรับตามสายพันธุ์ เช่น ยาต้านไวรัสที่ยังคงใช้ได้ในกลุ่มเสี่ยง”.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...