นายกฯ สิงคโปร์ จี้อาเซียนรับรองข้อตกลงพลังงาน-การค้า รับมือวิกฤติตะวันออกกลาง
นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เรียกร้องอาเซียนรับรองข้อตกลงพลังงาน-การค้า เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน เตือนเอเชียจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤติตะวันออกกลาง เนื่องจากพึ่งพาพลังงาน และสินค้าสำคัญจากอ่าวเปอร์เซียสูง
วันนี้ (8 พ.ค.) นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวในการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ครั้งที่ 48 ว่า อาเซียนจำเป็นต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานร่วมกัน และเพิ่มความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเตรียมรับมือกับโลก ที่เผชิญความปั่นป่วน และแรงกระแทกมากขึ้น
นายหว่องกล่าวว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมเรียกร้องให้อาเซียนรักษาความเป็นเอกภาพ ท่ามกลางวิกฤติดังกล่าว
ผู้นำสิงคโปร์เรียกร้องให้มีการรับรองข้อตกลงความมั่นคงด้านปิโตรเลียมของอาเซียนโดยเร็ว ซึ่งมีการต่ออายุล่าสุดในปี 2568 โดยระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มเครื่องมือให้อาเซียนสามารถรับมือวิกฤติพลังงานได้ดีขึ้น เนื่องจากเปิดทางให้ประเทศสมาชิกสนับสนุนความต้องการด้านน้ำมัน และก๊าซระหว่างกัน ในช่วงที่เกิดปัญหาการจัดหาพลังงาน
อาเซียนควรพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาค โดยรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ของอาเซียนกำลังหารือแนวคิดต่าง ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งคลังสำรองเชื้อเพลิงระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้เร่งผลักดันโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ซึ่งเป็นแผนเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของประเทศสมาชิก เพื่อให้สามารถซื้อขายไฟฟ้าส่วนเกิน และแบ่งปันกำลังสำรองระหว่างกันได้
"สิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือปัญหาการหยุดชะงักด้านอุปทาน และแรงกระแทกจากภายนอกในอนาคต รวมทั้งสนับสนุนการเติบโตของภูมิภาคอย่างยั่งยืน"
ด้านห่วงโซ่อุปทาน นายหว่องระบุว่า อาเซียนควรเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายการค้าภายในภูมิภาค โดยเฉพาะสินค้าสำคัญอย่างอาหาร โดยอาเซียนมีสัดส่วนเกือบ 10% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั่วโลก และควรใช้จุดแข็งดังกล่าว เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้น
นายหว่องยังเรียกร้องให้มีการรับรองความตกลงการค้าสินค้าอาเซียนฉบับปรับปรุงใหม่โดยเร็ว หลังมีการลงนามไปเมื่อเดือนต.ค. 2568 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้
ความตกลงดังกล่าวมีข้อกำหนดด้านการรับมือวิกฤติ และพันธกรณีด้านการค้าสินค้าจำเป็น รวมถึงลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าอาหาร และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยทางอาหาร
เขาบอกด้วยว่า เอเชียจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤติตะวันออกกลาง เนื่องจากพึ่งพาพลังงาน และสินค้าสำคัญจากอ่าวเปอร์เซียในระดับสูง พร้อมย้ำว่า อาเซียนจำเป็นต้องเร่งการบูรณาการภายในภูมิภาคเพื่อเสริมความแข็งแกร่งร่วมกัน
"เราทุกคนหวังว่าวิกฤติจะยุติลงในเร็ววัน แต่เราต้องเตรียมใจว่า ผลกระทบอาจอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง"
ผู้นำสิงคโปร์ชี้ว่า ต่อให้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานได้ในวันพรุ่งนี้ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย และทำให้การขนส่งสินค้ากลับมาเป็นปกติ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘อาเซียน’ เตือนเศรษฐกิจภูมิภาคเสี่ยงชะลอตัว เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง
- 'ฟิลิปปินส์' ดัน 'อาเซียน' ใช้กลไกฉุกเฉิน ร่วมสำรองน้ำมัน รับมือวิกฤติพลังงาน
- ผลสำรวจอาเซียน กังวล 3 เรื่องใหญ่ 'สหรัฐ-สแกมเมอร์-วิกฤติภูมิอากาศ'
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg