โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อว. ผนึก NIT ญี่ปุ่น สร้างวิศวกรพันธุ์ใหม่ ด้วยแนวคิด All Japan สานต่อโครงการ THAI KOSEN ขับเคลื่อนไทยสู่ยุค New Growth Engine

VoiceTV

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 08.59 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 06.31 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติ ญี่ปุ่น (National Institute of Technology: NIT) ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความร่วมมือเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่มิติใหม่ภายใต้แนวทางการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน (All Japan) ในโอกาสที่ ดร.นาคาชิมะ ฮิเดฮารุ (Dr. NAKASHIMA Hideharu) ประธานสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น เข้าคารวะในโอกาสรับตำแหน่งใหม่ และร่วมหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนโครงการ “Thai KOSEN” ระยะที่ 2 ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนของโครงการจากผลสำเร็จของโครงการในระยะที่ 1

ศ.ดร.ยศชนัน นำเสนอประเด็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนโครงการไทยโคเซ็นของกระทรวง อว. ว่าจากการดำเนินงานโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็นในระยะที่ผ่านมาเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันไทยโคเซ็นได้รับผลการตอบรับที่ดีจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศและภูมิภาค ในระยะต่อไป กระทรวง อว. มุ่งขยายระบบการศึกษารูปแบบโคเซ็นไปยังมหาวิทยาลัยในระดับภูมิภาค ที่มุ่งเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนทักษะสูง (High-skilled workforce) ยกระดับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) อุตสาหกรรมเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นเห็นว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ควรมุ่งเน้นและผลักดันเป็นพิเศษเพื่อพัฒนากำลังคนในการพัฒนาประเทศ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของ NIT ในด้านการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมเป็นกลไกกำหนดแนวทาง และถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนของการดำเนินโครงการในระยะต่อไป

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. แสดงความขอบคุณหน่วยงานของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยเฉพาะ NIT ที่ให้การสนับสนุนในการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็นขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ สถาบันโคเซ็น สจล. และ สถาบันโคเซ็น มจธ. ส่วนทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป กระทรวง อว. มุ่งขยายการศึกษารูปแบบโคเซ็นไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีศักยภาพด้านวิศวกรรมศาสตร์ ไปยังส่วนภูมิภาค โดยจะมีศูนย์กลางการศึกษาระบบโคเซ็น (KOSEN Education Center: KEC) เป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนการดำเนินงานโครงการระยะที่ 2 ภายใต้ความร่วมมือและการสนับสนุนของ NIT และรัฐบาลญี่ปุ่น

ขณะที่ ดร. นาคาชิมะ ฮิเดฮารุ ประธาน NIT ได้แสดงความขอบคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และคณะผู้บริหาร ที่ให้การต้อนรับคณะ NIT และได้นำเสนอข้อมูลที่สะท้อนความโดดเด่นของระบบการศึกษารูปแบบโคเซ็นที่ดำเนินการมากว่า 60 ปี ในประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งได้แสดงความชื่นชมต่อนักเรียนทุนไทยโคเซ็นที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันหุ่นยนต์ (Robot Contest) ที่ประเทศญี่ปุ่น สำหรับการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์นั้น ประเทศญี่ปุ่นยังมีความต้องการกำลังคนด้านนี้เป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยได้ให้ข้อมูลว่า เมืองคุมาโมโตะเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์ (Electronic Devices) สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีบริษัท (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company: TSMC) พร้อมทั้งได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Japan Advanced Semiconductor Manufacturing: JASM) ที่เมืองคุมาโมโตะ (Kumamoto) โดยมีผู้ร่วมถือหุ้นรายใหญ่ได้แก่ บริษัทโซ่นี่ (Sony) บริษัทเด็นโซ่ (Denso) และบริษัทโตโยต้า Toyota เข้าร่วม เพื่อผลิตชิปป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์และเซนเซอร์ภาพเป็นหลัก นอกจากนั้น บริษัทแรพพิดัส (Rapidus Corporation) ได้เลือก เมืองชิโตเสะ (Chitose) บนเกาะฮอกไกโด เป็นที่ตั้งสำหรับสร้างโรงงานผลิตชิปขั้นสูงด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นไม่มีข้อขัดข้องในการสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์กลางการศึกษาระบบโคเซ็น (KEC) โดยเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วม (Joint Committee) ระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อกำหนดทิศทางและบทบาทการทำงานเพื่อผลักดันการดำเนินโครงการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และรองรับการขยายผลการดำเนินโครงการไทยโคเซ็น ระยะที่สองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสนี้ นายทานิมุระ เลขานุการเอก ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทยกล่าวสนับสนุนว่า สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการร่วมมือเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการไทย โคเซ็น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมผนึกกำลังในรูปแบบ “All Japan” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIT) เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นกลไกขับเคลื่อนโครงการให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ความสำเร็จตลอด 7 ปีที่ผ่านมาของโครงการไทยโคเซ็น สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบการศึกษาแบบโคเซ็นต้นแบบจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะความสำเร็จเชิงประจักษ์ที่มีผู้สำเร็จการศึกษารุ่นแรกและรุ่นที่สองได้รับการยอมรับอย่างสูงจากภาคอุตสาหกรรม ที่มีบริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่นเสนอตำแหน่งงานให้เป็นจำนวนมากสูงกว่าจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาหลายเท่าตัว นอกจากนี้ การที่หลักสูตรวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ของสถาบันโคเซ็น สจล. ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (KOSEN International Standard: KIS) จากสมาคมการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ ประเทศญี่ปุ่น (Japanese Society of Engineering Education: JSEE) ยืนยันถึงทักษะปฏิบัติที่โดดเด่นและความเชี่ยวชาญด้านภาษาที่พร้อมทำงานในระดับสากล

ศ.ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำยุทธศาสตร์การพัฒนาของ กระทรวง อว. มุ่งขยายผลโครงการไทยโคเซ็นสู่ภูมิภาคและเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยการนำหลักสูตรโคเซ็นไปประยุกต์ใช้กับมหาวิทยาลัยในภูมิภาค เน้นการจัดทำหลักสูตรแบบ Demand-driven เพื่อสร้างแรงงานแห่งคุณภาพเพื่ออนาคต (Future Workforce) ผ่านการสนับสนุนด้วยกลไกการจัดตั้ง ศูนย์กลางการศึกษาระบบโคเซ็น (KOSEN Education Center: KEC) เพื่อเป็นแกนกลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้และควบคุมมาตรฐานหลักสูตร ภายใต้ความร่วมมือจาก NIT ในการส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมวางรากฐานและสนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการระหว่างสถาบันโคเซ็นในญี่ปุ่นและไทย การหารือในครั้งนี้จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้แก่การศึกษาระบบโคเซ็นในประเทศไทย เพื่อสร้าง "วิศวกรนักปฏิบัติ" ที่มีคุณภาพสูงและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว อันจะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...