โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามทุบเศรษฐกิจ 5 ระลอก รัฐบาลไฟเขียวกู้เพิ่ม 4 แสนล้าน ออก พ.ร.ก. เร่งด่วนสกัดวิกฤต

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 08 พ.ค. เวลา 16.42 น.

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

ในที่สุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม มีมติอนุมัติร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. … วงเงิน 400,000 ล้านบาท

โดยระบุว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงว่า การตัดสินใจออก พ.ร.ก.ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลก

“วิกฤตครั้งนี้ เริ่มจากราคาพลังงาน ไปสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้ หน้าที่ของรัฐบาล คือการหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออก พ.ร.ก.”

โดยร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ

1) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก

และ 2) เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SMEs และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

“จะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ 1. ช่วยเหลือและบรรเทา ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ย และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น”

2. จะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วิกฤตตะวันออกกลางกระทบทั้งโลก โดยมีทั้งความรุนแรง รวดเร็ว และเป็นระลอก ซึ่งต่างจากอดีตที่มารวดเร็วและทีเดียวจบ อย่างตอนวิกฤตโควิด-19

“ครั้งนี้มาเป็นระลอก ระลอกแรก คือวิกฤตสงคราม ระลอกที่สอง คือวิกฤตราคาน้ำมันสูง ระลอกที่สาม คือวิกฤตต้นทุนจะสูงขึ้น วิกฤตระลอกที่สี่ คือวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ และวิกฤตระลอกที่ห้า คือกำลังซื้อจะหด ถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปจะยิ่งแก้ไขยาก จึงเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อจะแก้ปัญหาวิกฤตปากท้อง”

นายเอกนิติกล่าวว่า การกำหนดวงเงินที่ 400,000 ล้านบาท จากเดิมที่พูดกันที่ 500,000 ล้านบาท เพื่อต้องการยึดหลักวินัยการเงินการคลัง ซึ่งการกู้ 400,000 ล้านบาท จะไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของ GDP โดยวงเงินดังกล่าวเชื่อว่าเพียงพอต่อการเยียวยา บรรเทาผลกระทบ และลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะดำเนินการกู้เงินจากในประเทศทั้งหมด โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ไทยยังมีสภาพคล่องส่วนเกินในประเทศสูงมากเกินกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็อยู่ระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนการกู้เงินถูกมาก

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ เมื่อมีการประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14 พฤษภาคม หลังจากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งหน่วยงานต่างๆ จะต้องเสนอโครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ไปให้คณะกรรมการกลั่นกรอง พิจารณา แล้วนำเสนอ ครม.ต่อไป

“การกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท จะเป็นการกู้เงินตามระยะเวลา ไม่ใช่เป็นการกู้ทีเดียวมากองไว้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต้นทุน ทั้งนี้ หน่วยงานรับงบประมาณจะต้องเสนอโครงการภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 และสามารถใช้เงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570”

นายเอกนิติกล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นหนึ่งในโครงการที่จะต้องผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งจะประชุมนัดแรกในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จากนั้นคาดว่าจะเสนอไทยช่วยไทยพลัส เข้าที่ประชุม ครม. ได้ในวันที่ 19 พฤษภาคม จากนั้นจะเปิดให้มีการลงทะเบียนในช่วงปลายเดือนพฤษาคม และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ผลกระทบรอบนี้มีลักษณะ “ไม่เท่ากัน” โดยคนเปราะบางรับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น เช่น เอสเอ็มอีที่มีนวัตกรรมน้อย มีขีดความสามารถการแข่งขันจำกัด กำไรบาง สภาพคล่องน้อย ส่วนในแง่ครัวเรือน กลุ่มรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตสูงเมื่อเทียบรายได้

“เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวแน่นอน จึงต้องการการกระตุ้นจากรัฐบาลมาช่วยเสริม โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจ ซึ่งต้องพิจารณารูปแบบให้รอบคอบว่าจะเป็นการโอนเงินเพื่อกระตุ้นระยะสั้น หรือการลงทุนเพื่อสร้างผลต่อเนื่องระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวทางมีข้อดีต่างกัน”

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์ และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สัญญาณเสี่ยงรุนแรงทางเศรษฐกิจที่ลากยาว และอ่อนไหวต่อเอสเอ็มอีและเกษตรกร มีโอกาสมากที่จะเห็นการปิดกิจการเกิดขึ้นอีก ในเร็วๆ นี้ หากรัฐบาลยังแก้ไม่ถูกทาง

“การพลิกสถานการณ์ต้องสร้างฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ในอนาคตอย่างเร่งด่วน สิ่งที่รัฐต้องทำคือ ส่งเสริมเกษตรกรและภาคเอกชนทุกขนาด และมุ่งเป้าที่ชัดเจนช่วยให้รอดอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่กลุ่มทุนใหญ่”

นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โจทย์สำคัญตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจเดินต่อได้ และรักษาการจ้างงานไว้ เพราะถ้ามีการเลิกจ้าง จะยิ่งเพิ่มปัญหาให้เศรษฐกิจมากขึ้น โดยมาตรการเร่งด่วนควรให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายเล็ก หรือ SME เป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูง ต้องการมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนและสภาพคล่องโดยตรง

โดยมาตรการที่ควรเร่งพิจารณา ได้แก่ การช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และค่าขนส่ง การดูแลไม่ให้วัตถุดิบสำคัญขาดแคลน โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี พลาสติก และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดในระยะต่อไป”

“ครึ่งหลังปี 2569 ถือเป็นช่วงที่น่ากังวลมากขึ้น เพราะหากวัตถุดิบเติมไม่ทัน อาจทำให้สินค้าบางรายการขาดแคลน”

หลังจากนี้คงต้องติดตามว่า โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลจะดำเนินการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทนี้ จะช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบได้อย่างตรงจุดและเห็นผล รวมถึงต้องไม่เกิดการ “ตีเช็คเปล่า” ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนำไปหาประโยชน์ด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามทุบเศรษฐกิจ 5 ระลอก รัฐบาลไฟเขียวกู้เพิ่ม 4 แสนล้าน ออก พ.ร.ก. เร่งด่วนสกัดวิกฤต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...