ศึกตะวันออกกลางไม่แน่นอน เลือกลงทุนอย่างไรให้รอด?
#ทันหุ้น – นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX เครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุ นับตั้งแต่เกิดปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ. เป็นต้นมา สถานการณ์ความขัดแย้งเปลี่ยนไปมาก คำถามสำคัญคือ สถานการณ์มีโอกาสที่จะทวีความรุนแรงขึ้น หรือลดระดับลงได้อย่างไร เราประเมินว่าขึ้นอยู่กับ 4 ตัวแปรสำคัญ คือ (1) ด้านการเจรจา ยังไม่มีทั้งตัวแทนอิหร่านที่ได้รับการยอมรับและคนกลางที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ เนื่องจากจีนและรัสเซียซึ่งเป็นมหาอำนาจที่ใกล้ชิดอิหร่านที่สุดก็ไม่ใช่คนกลางที่สหรัฐฯ จะยอมรับ
(2) ด้านช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดโดยพฤตินัย แม้ทรัมป์จะประกาศให้กองทัพเรือคุ้มครองเรือขนส่งน้ำมัน แต่ในความเป็นจริงมีเรือรบไม่เพียงพอ (3) ด้านการแพร่ขยายของสงครามสู่กลุ่มประเทศ GCC จะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับเครือข่ายพันธมิตรอิหร่าน (กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ในตะวันออกกลาง เช่น ฮิซบอลเลาะห์ (เลบานอน), ฮามาส (ปาเลสไตน์) และกลุ่มฮูตี(เยเมน)) จะเข้าร่วมในอนาคตหากอิหร่านสั่งการหรือไม่ (4) ด้านพลังงานสำรอง วิกฤต LNG เป็นความเสี่ยงเร่งด่วนกว่าน้ำมัน หากไม่มีพัฒนาการเชิงบวกใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า ความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามยืดเยื้อมีมากขึ้น
ขณะที่ผลกระทบต่อสินทรัพย์ต่างๆ มีความผันผวนสูงมาก โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งไปแตะระดับ 119 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกตัดขาด จากนั้นปรับลดลงแตะระดับ 84 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณบวกว่าสงครามในอิหร่านใกล้จบ ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นทั่วโลกตอบสนองเชิงบวกจากที่ปรับลงแรงในช่วงก่อนหน้า เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทยที่รีบาวด์ฟื้นตัวได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าสงครามใกล้จะจบจริงๆ เนื่องจากสถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ
1) ถือเงินสดมากขึ้น (Cash is King) และลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ (I) หุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง และ (II) หุ้นที่หนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า อาทิ สายการบิน
2) Strategic Hedging โดยมองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT เพื่อ Hedging พอร์ตตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง (ควรตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไร เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายจะเกิด sell on fact)
3) ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI และ 2) หุ้น Fast Rebound เพื่อเก็งกำไรหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR