โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MR.DIY ไม่หวั่น กำลังซื้อคนไทยอ่อนลง ลงทุน 4,000 ล้าน เปิดอีก 210 สาขา

TODAY

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 05.33 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 05.33 น. • TODAY

เงินในกระเป๋าใช้จ่ายยากขึ้น ของหลายอย่างแพงขึ้น แต่รายได้กลับไม่ได้เพิ่มตาม ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าไฟที่หลายบ้านต้องคอยลุ้นทุกเดือนว่า บิลรอบหน้าจะขึ้นอีกหรือไม่

ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะตอนนี้ที่ราคาพลังงานผันผวน เมื่อบวกไปกับค่าครองชีพที่ยังสูง จึงส่งผลต่อชีวิตประจำวันของคนตัวเล็กตัวน้อยโดยตรง เพราะเมื่อราคาพลังงานขยับขึ้น ต้นทุนสินค้าหลายอย่างก็มักจะขยับตามไปด้วย

ในสถานการณ์แบบนี้ หลายคนต้องปรับวิธีใช้เงินใหม่ มีทั้งเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นจริง ๆ มองหาของใช้ที่คุณภาพพอใช้ได้ แต่ราคาไม่แพง เพื่อให้เงินในกระเป๋าอยู่กับเราได้นานขึ้น

และนี่เองทำให้ร้านค้าประเภท สินค้าราคาประหยัด กลายเป็นอีกธุรกิจที่ยังมีโอกาสเติบโต แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคจะยังไม่ฟื้นเต็มที่

หนึ่งในนั้นคือ มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. (MR.DIY) ร้านขายของใช้สารพัดอย่างในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้ ซึ่งประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจในปี 2569 ด้วยงบลงทุนราว 4,000 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่ในประเทศไทยเพิ่มอีก 210 สาขา ครอบคลุมทั้งในเมือง ชุมชนขนาดกลาง ไปจนถึงพื้นที่ต่างจังหวัด

[ มีสาขาครบทุกจังหวัดในไทย ท่ามกลางกำลังซื้อคนไทยเปราะบาง ]

‘แอนดี้ชิน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ระบุว่า แม้สภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคจะยังไม่กลับมาเต็มที่ แต่บริษัทยังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโตของร้านค้าปลีกประเภท “สินค้าใช้งานในชีวิตประจำวันราคาประหยัด” ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงที่ต้องบริหารค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

“ช่วง 10 ปี มานี้ MR.DIY ได้ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว จากร้านแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2559 จนปัจจุบันมีสาขามากกว่า 1,100 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด และให้บริการลูกค้ากว่า 120 ล้านครั้งต่อปี ขณะที่ในระดับเครือข่ายทั่วโลก บริษัทมีสาขารวมกว่า 6,000 แห่ง โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ คิดเป็นประมาณ 20% ของจำนวนสาขาทั้งหมด”

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของธุรกิจในวงการนี้ คือ การใช้ ขนาดเครือข่ายธุรกิจ (Network Scale) เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับซัพพลายเออร์ เมื่อบริษัทมีปริมาณการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากจากหลายประเทศ ทำให้สามารถเจรจาต้นทุนสินค้าได้ในระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่ง และนำเสนอสินค้าให้กับผู้บริโภคในราคาที่แข่งขันได้ โดยบางรายการมีราคาต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปประมาณ 27%

บริษัทมีสินค้าให้เลือกกว่า 16,000 รายการ ครอบคลุม 6 หมวดหมู่หลัก ตั้งแต่อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เครื่องเขียน อุปกรณ์ไอที ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยมีการนำสินค้าใหม่เข้ามาเพิ่มในระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่

แม้ธุรกิจยังเติบโต แต่ ‘แอนดี้ ชิน’ ก็ยอมรับว่าต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค ที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด รวมถึงปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมัน วิกฤตการขนส่งทางเรือ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้ยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของบริษัทคิดเป็นเพียงประมาณ 1.5% ของต้นทุนทั้งหมด อีกทั้งยังมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการจัดหาสินค้าและการขนส่งให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

โดยแนวทางการรับมือหลักของบริษัทคือการ โฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้ เช่น การบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด การเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว อย่างโครงการ คลังสินค้าอัตโนมัติขนาด 160 ไร่ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนราว 1,900 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายสาขาในอนาคตที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 3,000 สาขาในประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...