MR.DIY ไม่หวั่น กำลังซื้อคนไทยอ่อนลง ลงทุน 4,000 ล้าน เปิดอีก 210 สาขา
เงินในกระเป๋าใช้จ่ายยากขึ้น ของหลายอย่างแพงขึ้น แต่รายได้กลับไม่ได้เพิ่มตาม ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าไฟที่หลายบ้านต้องคอยลุ้นทุกเดือนว่า บิลรอบหน้าจะขึ้นอีกหรือไม่
ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะตอนนี้ที่ราคาพลังงานผันผวน เมื่อบวกไปกับค่าครองชีพที่ยังสูง จึงส่งผลต่อชีวิตประจำวันของคนตัวเล็กตัวน้อยโดยตรง เพราะเมื่อราคาพลังงานขยับขึ้น ต้นทุนสินค้าหลายอย่างก็มักจะขยับตามไปด้วย
ในสถานการณ์แบบนี้ หลายคนต้องปรับวิธีใช้เงินใหม่ มีทั้งเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นจริง ๆ มองหาของใช้ที่คุณภาพพอใช้ได้ แต่ราคาไม่แพง เพื่อให้เงินในกระเป๋าอยู่กับเราได้นานขึ้น
และนี่เองทำให้ร้านค้าประเภท สินค้าราคาประหยัด กลายเป็นอีกธุรกิจที่ยังมีโอกาสเติบโต แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคจะยังไม่ฟื้นเต็มที่
หนึ่งในนั้นคือ มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. (MR.DIY) ร้านขายของใช้สารพัดอย่างในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้ ซึ่งประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจในปี 2569 ด้วยงบลงทุนราว 4,000 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่ในประเทศไทยเพิ่มอีก 210 สาขา ครอบคลุมทั้งในเมือง ชุมชนขนาดกลาง ไปจนถึงพื้นที่ต่างจังหวัด
[ มีสาขาครบทุกจังหวัดในไทย ท่ามกลางกำลังซื้อคนไทยเปราะบาง ]
‘แอนดี้ชิน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ระบุว่า แม้สภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคจะยังไม่กลับมาเต็มที่ แต่บริษัทยังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโตของร้านค้าปลีกประเภท “สินค้าใช้งานในชีวิตประจำวันราคาประหยัด” ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงที่ต้องบริหารค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
“ช่วง 10 ปี มานี้ MR.DIY ได้ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว จากร้านแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2559 จนปัจจุบันมีสาขามากกว่า 1,100 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด และให้บริการลูกค้ากว่า 120 ล้านครั้งต่อปี ขณะที่ในระดับเครือข่ายทั่วโลก บริษัทมีสาขารวมกว่า 6,000 แห่ง โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ คิดเป็นประมาณ 20% ของจำนวนสาขาทั้งหมด”
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของธุรกิจในวงการนี้ คือ การใช้ ขนาดเครือข่ายธุรกิจ (Network Scale) เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับซัพพลายเออร์ เมื่อบริษัทมีปริมาณการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากจากหลายประเทศ ทำให้สามารถเจรจาต้นทุนสินค้าได้ในระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่ง และนำเสนอสินค้าให้กับผู้บริโภคในราคาที่แข่งขันได้ โดยบางรายการมีราคาต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปประมาณ 27%
บริษัทมีสินค้าให้เลือกกว่า 16,000 รายการ ครอบคลุม 6 หมวดหมู่หลัก ตั้งแต่อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เครื่องเขียน อุปกรณ์ไอที ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยมีการนำสินค้าใหม่เข้ามาเพิ่มในระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่
แม้ธุรกิจยังเติบโต แต่ ‘แอนดี้ ชิน’ ก็ยอมรับว่าต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค ที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด รวมถึงปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมัน วิกฤตการขนส่งทางเรือ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้ยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของบริษัทคิดเป็นเพียงประมาณ 1.5% ของต้นทุนทั้งหมด อีกทั้งยังมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการจัดหาสินค้าและการขนส่งให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
โดยแนวทางการรับมือหลักของบริษัทคือการ โฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้ เช่น การบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด การเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว อย่างโครงการ คลังสินค้าอัตโนมัติขนาด 160 ไร่ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนราว 1,900 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายสาขาในอนาคตที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 3,000 สาขาในประเทศไทย