โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เช็กก่อนสายไป! หมอเจดเล่าเคสเตือนใจ หนุ่มวัย 38 ท้องอืดบ่อย นึกว่าไม่มีอะไร รู้อีกทีเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

สยามนิวส์

เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Kong
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ออกมาเล่าเคสเตือนใจ ของพนักงานขนส่งบริษัทเอกชนวัย 38 ปี ซึ่งมีอาการท้องอืดบ่อย

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ออกมาเล่าเคสเตือนใจ ของพนักงานขนส่งบริษัทเอกชนวัย 38 ปี ซึ่งมีอาการท้องอืดบ่อย แต่เจ้าตัวไม่ได้คิดอะไร มองว่า แค่ท้องอืดนิดเดียว เดี๋ยวก็หาย แต่สุดท้ายมารู้ตัวอีกที พบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย

โดยผู้ป่วยเปิดเผยว่า ตนเองเป็นคนที่ไม่มีสิทธิ์ป่วย ด้วยอาชีพที่ทำงานด้านขนส่งซึ่งแม้กระทั่งวันหยุดเทศกาลต่าง ๆ ก็ยังต้องทำงานหนัก เพราะหากวันใดหยุดไป รายได้ก็หาย เดิมเขาแค่รู้สึกว่ามีอาการแน่นท้อง ท้องอืดง่าย กินนิดเดียวก็เหมือนท้องจะระเบิด ซึ่งคนที่ขับรถนาน ๆ ก็อาจจะรู้สึกว่า ไม่ได้ขับถ่าย 2-3 วันนั้นเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวก็คงออก บางครั้งต้องแวะปั๊มและถ่ายเหลว ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าไม่ค่อยได้กินอะไร

เดิมผู้ป่วยคิดว่าอาการท้องอืดเกิดจากการกินอาหารไม่ตรงเวลา เครียด หรือพักผ่อนน้อย เดี๋ยวก็คงดีขึ้น บางครั้งท้องอืดก็แวะซื้อยาตามร้าน เมื่อถ่ายไม่ออกก็ซื้อไฟเบอร์มาใช้ เพื่อให้การขับถ่ายดีขึ้น ปล่อยให้มีอาการต่อเนื่องมาเกือบ 1 ปี

กระทั่งในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผู้ป่วยเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายขึ้น ต้องซื้อเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อให้ตัวเองมีแรง บางครั้งรู้สึกว่าผอมลง เมื่อนั่งส้วมนานก็รู้สึกเจ็บ แต่คิดว่าแค่เป็นริดสีดวง ถ่ายแล้วรู้สึกเหมือนมีเลือดปน แต่เขาก็ยังไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติอะไร จนแฟนทักให้ไปตรวจ

แต่สิ่งที่เขาพูดคือ ยังไหว เดี๋ยวค่อยไปตรวจ เพราะในวันนั้นมีของที่ต้องส่งให้ลูกค้าเยอะ ทำให้ละเลยเรื่องสุขภาพไป

แต่จากนั้นร่างก็พังโดยไม่รู้ตัว เริ่มมีอาการ เช่น

- ปวดท้องตลอดเวลา เรียกว่าปวดทุก ๆ 5 นาที

- ท้องป่อง ท้องแข็ง

- เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง จนแทบยกของขึ้นรถไม่ไหว

จากนั้นผู้ป่วยเป็นลมระหว่างทำงาน เพื่อนจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล ทำให้มีการเอกซเรย์และตรวจเลือด พบว่าเลือดจาง จากความเข้มข้นของเลือดที่ควรอยู่ประมาณ 39 - 40 แต่ของผู้ป่วยเหลือเพียง 20 เท่านั้น และยังเอกซเรย์ช่องท้องพบว่าลำไส้อุดตัน

โดยหากแพทย์พบว่ามีลำไส้อุดตัน ก็จะมีความกังวลในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงกังวลว่าจะมีเนื้องอกที่เกิดขึ้นในลำไส้หรือไม่ ซึ่งในเคสของผู้ป่วยรายนี้ พบว่ามีก้อนเนื้ออยู่ที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือที่เรียกว่าลำไส้ตรง แล้วที่สำคัญคือมีก้อนเนื้อที่ตับ 3-5 ก้อน ซึ่งในส่วนนี้คิดว่าน่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ที่กระจายไปยังตับ

สิ่งที่สำคัญในการรักษาผู้ป่วยรายนี้ คือการทำยังไงก็ได้ให้อุจจาระออกมาให้ได้โดยเร็ว จึงต้องผ่าตัดแบบเร่งด่วน และยกลำไส้ออกมาที่หน้าท้อง เพราะหากทิ้งไว้นานอาจจะไส้แตก อุจจาระเต็มท้องได้ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อเข้ากระแสเลือดจนเสียชีวิต

สำหรับมะเร็งที่เดิมแพทย์มีแผนจะผ่าตัด กลับพบว่าผ่าไม่ได้ เพราะก้อนมะเร็งกระจายไปติดอยู่หลายอย่าง ทั้งกระเพาะปัสสาวะ เส้นเลือดใหญ่บริวณอุ้งเชิงกราน รวมถึงก้อนที่ตับก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ ฉะนั้นการรักษาทำได้แค่ยกถุงท้องออกมาจากหน้าท้อง ให้ยาเคมี ทำการฉายแสง แล้วค่อยจัดการว่าผ่าตัดตรงนั้นได้หรือไม่

จากสิ่งที่เกิดขึ้น มีบทเรียนที่อยากฝากถึงทุกคนคือ

- การดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อก่อนมะเร็งลำไส้จะเกิดในคนที่อายุ 50-60 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันคนอายุน้อยก็เป็นมะเร็งลำไส้ได้

- ควรคิดเรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะคนที่อายุเกิน 45 ปี ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองทุกคนแม้จะไม่มีอาการ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่การตรวจอุจจาระ หรือส่องกล้อง

- ถึงจะขับถ่ายปกติ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เป็นมะเร็ง

- หากมีอาการท้องอืดท้องฟ้อ ถ้าเป็นนานเกิน 1 เดือน กินยาแล้วยังไม่ดีขึ้นขอแนะนำให้รีบไปตรวจ

ขอบคุณข้อมูล หมอเจด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...