โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“กองทุนรวม”...ช่วยนักลงทุนได้อย่างไร?

Wealthy Thai

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 24 เม.ย. เวลา 03.47 น. • ธนพงษ์ เอื้อสมิทธ์ นักวางแผนการเงิน CFP®

Wealth EZ: ในปัจจุบันนี้ ช่องทางการลงทุนต่างๆ ได้เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับนักลงทุนรายย่อย ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงรูปแบบการลงทุนได้หลากหลาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่คือมักไม่มีเวลาในการศึกษาและติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างใกล้ชิด และเนื่องด้วยเงินลงทุนจำนวนจำกัด ทำให้ไม่สามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้มากพอ
“ดังนั้นการลงทุนผ่าน ‘กองทุนรวม’ จึงเป็นตัวช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้มีประสิทธิภาพ และมีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบมากขึ้น”
โดย “กองทุนรวม” นั้นเป็นเครื่องมือในการลงทุน (Investment Vehicle) ชนิดหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมเงินลงทุนจากนักลงทุนจำนวนมาก และนำไปจดทะเบียนให้มีฐานะเป็น “นิติบุคคล” (กองทุน) โดย “ผู้จัดการกองทุน” จะนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนการลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะได้รับ “หน่วยลงทุน” ตามสัดส่วนที่ได้ลงทุนไว้
“และผลการดำเนินงานของกองทุนจะสะท้อนไปที่ ‘มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของหน่วยลงทุน (Net Asset Value : NAV)’ซึ่งจะทำการคำนวณตามราคาตลาด (Mark to Market) ในแต่ละวัน”

“ข้อดี” ของการลงทุนใน “กองทุนรวม” มีดังนี้

1.มีกลไกที่ปกป้องคุ้มครองผู้ถือหน่วยลงทุน

โดยมี “สำนักงานคุณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์” (ก.ล.ต.) เป็นหน่วยงานรัฐที่คอยควบคุมและกำกับดูแลบลจ. ให้ลงทุนไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนรวม รวมถึงจัดให้มีผู้ดูแลผลประโยชน์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ถือหน่วยลงทุน ทำให้นักลงทุนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งนักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเหล่านี้ได้จากหนังสือชี้ชวนการลงทุนของ “กองทุนรวม” นั้นๆ
2. สามารถใช้เงินลงทุนไม่มาก

ในขณะที่การลงทุนอื่นๆ จำเป็นต้องมีเงินลงทุนพอสมควรในการเริ่มลงทุน เช่น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แต่การลงทุนใน “กองทุนรวม” นั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากโดยสามารถลงทุนในหลักร้อยหรือหลักพันบาท จึงเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ในการลงทุน
3. “กองทุนรวม” บริหารโดย “ผู้จัดการกองทุน” มืออาชีพ

การลงทุนต่างๆ จำเป็นต้องใช้เวลาศึกษาและติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่ง “กองทุนรวม” นั้นจะมีทีมงาน “ผู้จัดการกองทุน” ที่มีความรู้ความสามารถคอยดูแลและบริหารกองทุนให้เป็นไปตามนโยบายของกองทุน ทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถวางใจได้ว่ามีมืออาชีพดูแลอย่างใกล้ชิด

4. “กองทุนรวม” มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ในแง่ของ “กองทุนรวม” ทั่วๆ ไปนั้น ผลกำไรจากการขายกองทุนได้รับการ “ยกเว้นภาษีส่วนต่างกำไร” ทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย (แต่หากกองทุนนั้นๆ มีเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร จะเสียภาษีในอัตรา 10% ซึ่งนักลงทุนสามารถแยกหักภาษีโดยไม่รวมคำนวณกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้)
“และในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ก็มี ‘กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ’(RMF) ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้สุทธิ แต่ไม่เกิน 5แสนบาทเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข./ประกันชีวิตแบบบำนาญ (โดยนักลงทุนต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5ปี จนถึงอายุ 55ปี จึงจะขายได้โดยไม่ต้องเสียภาษี )”
นอกจากนี้ ยังมี กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน” (ThaiESG) ที่ปี2026 ยังลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้สุทธิ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยถือลงทุนแค่ 5 ปี (นับจากวันที่ซื้อ) เท่านั้น
ในปี2027 – 2032 จะกลับสู่เงื่อนไขปกติที่ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ทั้งปี สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยต้องถือลงทุน 8 ปี (นับจากวันที่ซื้อ)

5. “กองทุนรวม” มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย

เนื่องจากจุดประสงค์ในการลงทุนและการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ทำให้การลงทุนในแต่ละสินทรัพย์นั้นจะมีความเสี่ยงเฉพาะตัว แต่สำหรับ “กองทุนรวม” นั้นมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้ เช่น หากต้องการที่จะพักเงินในระยะสั้น รับความเสี่ยงได้ต่ำแต่ต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก ก็สามารถเลือกลงทุนใน “กองทุนรวมตลาดเงิน” (Money Market Fund)หรือหากต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝากประจำ รับความเสี่ยงได้ปานกลางก็อาจจะลงทุนใน “กองทุนรวมตราสารหนี้”
“สำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์แล้ว ‘การจัดสรรเงินลงทุน’(Asset Allocation) ด้วย ‘กองทุนรวมผสม’ หรือ ‘กองทุนรวมตราสารทุน’, ‘กองทุนรวมต่างประเทศ’ ทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตลงทุนนั้นลดลงและผลตอบแทนที่ได้รับมีเสถียรภาพมากขึ้น”
จะเห็นว่า “กองทุนรวม” นั้นมี “ข้อดี” มากมายสำหรับนักลงทุน แต่นักลงทุนเองก็ควรจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของกองทุนรวมที่ตนเองจะเข้าไปลงทุน รวมถึงลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของตนเอง เพราะหากเลือกนโยบายการลงทุนที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง ก็อาจจะทำให้การลงทุนไม่บรรลุวัตถุประสงค์ได้
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...