โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

นักวิจัยพบ “เครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา” เริ่มใช้มัลแวร์รูปแบบใหม่ เสี่ยงไซเบอร์หลุดควบคุม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

นักวิจัยพบ "เครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา" เริ่มใช้มัลแวร์รูปแบบใหม่ ลดข้อจำกัดด้านทักษะเทคนิค ทำให้ใครก็สามารถขโมยข้อมูลเหยื่อได้

วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.24 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า นักวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์เปิดเผยว่า กลุ่มหลอกลวงในกัมพูชาเริ่มใช้มัลแวร์รูปแบบใหม่ที่ใช้งานง่าย (MaaS) เพื่อขโมยข้อมูลจากเหยื่อ โดยเตือนว่าพัฒนาการดังกล่าวอาจทำให้อาชญากรรมไซเบอร์ควบคุมไม่ได้ เนื่องจากแม้ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านไอทีขั้นสูงก็สามารถก่อเหตุได้

ที่ผ่านมา เครือข่ายหลอกลวงในกัมพูชา เมียนมา และลาว มักใช้วิธีหลอกให้เหยื่อดาวน์โหลดมัลแวร์ เพื่อเข้าถึงบัญชีธนาคารส่วนบุคคลและองค์กร ซึ่งโดยทั่วไปต้องอาศัยทักษะด้านคอมพิวเตอร์ระดับสูงในการดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม รายงานใหม่จากบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Infoblox ของสหรัฐ และองค์กรไม่แสวงหากำไรด้านไซเบอร์จากเวียดนาม Chong Lua Dao พบว่า ปัจจุบันมีการใช้ซอฟต์แวร์มัลแวร์แบบสำเร็จรูปที่ใช้งานง่ายมากขึ้น โดยมีการติดตามร่องรอยไปยังพื้นที่คาสิโนแห่งหนึ่งในเมืองสีหนุวิลล์ของกัมพูชา

รายงานซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 10 เมษายน ระบุว่า กลุ่มหลอกลวงมีการซื้อโดเมนเว็บไซต์จำนวนมาก และสร้างหน้าเว็บปลอมเลียนแบบบริการจริง เช่น เว็บไซต์ธนาคาร แอปเกม หรือแอปลงทุน เพื่อหลอกให้เหยื่อดาวน์โหลดโปรแกรมที่แฝงมัลแวร์ หรือที่เรียกว่า “โทรจัน” ซึ่งจะเข้าไปดึงข้อมูลสำคัญของผู้ใช้งาน

มัลแวร์รูปแบบนี้ดำเนินงานโดยกลุ่มนักพัฒนาที่ไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งคอยอัปเดตระบบและรับส่วนแบ่งจากรายได้การหลอกลวง ขณะที่ผู้ใช้งานสามารถนำไปใช้ได้ง่าย แม้มีเพียงทักษะคอมพิวเตอร์ระดับพื้นฐานถึงปานกลาง

จอห์น วอยซิก นักวิจัยจาก Infoblox เปิดเผยว่า จำนวนคอมพิวเตอร์ที่พยายามเชื่อมต่อไปยังโดเมนต้องสงสัยเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากประมาณ 400,000 เครื่อง เป็น 1.8 ล้านเครื่องในเดือนมีนาคม 2568 และยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

ข้อมูลเพิ่มเติมชี้ว่า การเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้กำลังง่ายขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่จำกัดอยู่ในกลุ่มแฮกเกอร์ระดับสูง

โง มินห์ เฮียว ผู้ก่อตั้ง Chong Lua Dao ระบุว่า เขาได้รับข้อมูลภายในจากอดีตแรงงานในศูนย์หลอกลวง และช่วยให้สามารถตรวจสอบเครือข่ายมัลแวร์ได้ลึกขึ้น โดยพบว่ากลุ่มหลอกลวงในหลายพื้นที่ใช้ระบบเดียวกันและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เขายังตั้งข้อสังเกตว่าผู้พัฒนาเบื้องหลังระบบนี้น่าจะเป็นโปรแกรมเมอร์ระดับสูงที่ใช้ภาษาจีนเป็นหลัก แต่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้

นักวิเคราะห์จาก Australian Strategic Policy Institute ชี้ว่า แม้แนวคิด MaaS จะมีมานาน แต่สิ่งที่แตกต่างในกรณีนี้คือการผสมผสานเข้ากับเครือข่ายหลอกลวงขนาดใหญ่ที่ใช้การหลอกลวงทางจิตวิทยา (social engineering) และแรงงานบังคับในศูนย์สแกม

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ทำได้ยาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านเขตอำนาจ ความยืดหยุ่นของเครือข่ายอาชญากรรม และแรงจูงใจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจในบางพื้นที่

นอกจากนี้ยังมีการผสานเทคโนโลยีใหม่ เช่น deepfake, AI แปลภาษา และระบบอัตโนมัติ เพื่อขยายขนาดการหลอกลวงให้รวดเร็วและเข้าถึงเหยื่อได้มากขึ้น

“ด้วยความช่วยเหลือของ AI ขนาดของอาชญากรรมไซเบอร์กำลังหลุดการควบคุม” เฮียวกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า หากปล่อยให้แนวโน้มนี้ขยายตัวต่อไป จะไม่เพียงสร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานด้านตัวตนดิจิทัล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...