เมื่อกีฬาอาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของร่างกาย แต่คือกิจกรรมที่สะท้อนสถานะ ชนชั้น และช่องว่างทางสังคม
ท่ามกลางกระแสสุขภาพและการออกกำลังกาย หากมองเพียงผิวเผิน ‘กีฬา’ อาจเป็นแค่เรื่องของความแข็งแรงหรือความบันเทิง แต่ในมิติของสังคมวิทยา ประเภทของกีฬานั้น อาจกำลังตะโกนบอกว่า ผู้เล่นกำลังยืนอยู่จุดไหนในโครงสร้างทางสังคม รสนิยมการเล่นกีฬาอาจไม่ได้บ่งบอกแค่ความสนใจเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีรากฐานมาจากต้นทุนทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และโอกาสที่ถูกจัดสรรมาไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น
เมื่อประเภทกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของการขีดเส้นแบ่งชนชั้น
แนวคิดที่ว่าเรื่องกีฬาคือภาพสะท้อนสถานะทางสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถูกวางรากฐานมาตั้งแต่ต้น โดย Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ในงานเขียนอย่าง Distinction: A Social Critique of the Judgement of Taste (1979) เขาเสนอว่า ‘รสนิยม’ ในการเลือกกีฬานั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Habitus หรือชุดพฤติกรรมที่หล่อหลอมโดยชนชั้นและสถานภาพ
Bourdieu อธิบายว่า กลุ่มคนที่มีฐานะมักเลือกกีฬาประเภทบุคคลที่เน้น ‘ระยะห่างจากร่างกาย’ และมีความเฉพาะตัวสูง เช่น กอล์ฟ เทนนิส หรือขี่ม้า ซึ่งเน้นการควบคุมตัวเอง สมาธิ และความสง่างาม อีกทั้งยังต้องใช้ต้นทุนสูงทั้งในแง่ของอุปกรณ์ ค่าสมาชิก ค่าใช้บริการ และมีเวลาว่าง ที่มากพอ
ในขณะที่กีฬาของชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน มักเลือกเล่นกีฬาประเภททีมที่เน้นความแข็งแกร่งและการปะทะ เช่น ฟุตบอล หรือมวย เนื่องจากกีฬาเหล่านี้สะท้อนวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาแรงกาย การต่อสู้ดิ้นรน และอาศัยความร่วมมือในกลุ่มเพื่อน
งานวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ‘กลุ่มคนที่มีฐานะ’ ไม่ได้หมายถึงคนที่มีความมั่นคงทางการเงินสูง แต่คือกลุ่มคนที่มีต้นทุนทั้งทรัพยากรเงิน เวลา ความรู้ และเครือข่าย ในขณะที่ คนชั้นกลางหรือชนชั้นแรงงานอาจมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย หรือเงื่อนไขเรื่องเวลาจากการทำงานประจำ
การเข้าถึงและทุนทางสังคม
งานวิจัยจาก Pew Research Center และวารสาร International Review for the Sociology of Sport ยืนยันว่า รายได้และการศึกษาถือเป็นตัวบ่งบอกประเภทกีฬาที่ชัดเจน ผู้ที่มีรายได้สูงมักเลือกกีฬาที่มี ‘ข้อจำกัดในการเข้าถึง’ สูง ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่าย พื้นที่ และสังคม
ตัวอย่างเช่น กีฬากอล์ฟ ซึ่งงานวิจัยพบว่า กอล์ฟไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสันทนาการ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนบุคลิกภาพและสภาวะทางจิตใจของผู้เล่นได้ โดยเฉพาะในด้านการวางแผนและการควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญพื้นฐานที่นำไปสู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพในโลกธุรกิจ
นอกจากนี้ สนามกอล์ฟยังเป็น ‘พื้นที่สำคัญ’ ในการสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลและโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลายอาชีพ หลากหลายมุมมอง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางธุรกิจและรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
การตัดสินใจเลือกเล่นกีฬาของกลุ่มคนที่มีฐานะจึงมักไม่ได้มองแค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังรวมถึงความภาคภูมิใจ สถานภาพ การเข้าสังคม และสภาพแวดล้อมที่คัดกรองมาแล้ว
การเลือกเล่นกีฬาของกลุ่มคนที่มีฐานะจึงเป็นเรื่องของ ‘ทุนทางสังคม’ และการสร้างความแตกต่างทางชนชั้น ผ่านกิจกรรมที่มีต้นทุนและข้อจำกัดในการเข้าถึง นอกจากกีฬากอล์ฟแล้วยังมี เทนนิส (Tennis), ขี่ม้า (Equestrian), เรือใบ (Sailing) และ สควอช (Squash) ซึ่งล้วนเป็นกีฬาที่มีค่าใช้จ่ายสูงทั้งสิ้น
ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง
ข้อมูลจาก WHO และงานวิจัยในวารสาร The Lancet ระบุชัดเจนว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจส่งผลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกาย กลุ่มคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคม (Socioeconomic Status - SES) ต่ำ มักเข้าถึงพื้นที่ออกกำลังกายที่ ‘ปลอดภัยและมีคุณภาพได้น้อยกว่า’ อีกทั้งยังมี ‘ทุนด้านเวลาที่จำกัด’ จากการทำงานหนัก ทำให้กีฬาที่ต้องใช้การฝึกซ้อมยาวนานหรืออุปกรณ์เฉพาะทางกลายเป็นเรื่องไกลตัวและเข้าถึงยาก
ความเหลื่อมล้ำนี้ยังสะท้อนถึงวิกฤตสุขภาวะที่แตกต่างกันตามระดับรายได้ งานวิจัยพบว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการออกกำลังกาย มีความเสี่ยงสูงกว่าในการเผชิญกับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างเช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน
รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ขาดพื้นที่สีเขียวหรือสนามกีฬาชุมชนที่มี ‘มาตรฐาน’ ยิ่งตอกย้ำให้การออกกำลังกายกลายเป็น ‘สินค้าราคาแพง’ ที่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงได้ การเข้าถึงสุขภาพที่ดีในปัจจุบันจึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของการมีวินัยและความพยายาม แต่เป็นผลพ่วงจากโครงสร้างสังคมที่กีดกันคนบางกลุ่มออกจากการมีสุขภาพที่ดี เพียงเพราะพวกเขามีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่น้อยกว่า
แม้กีฬาจะเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาร่างกายและจิตใจ แต่หากมองอีกเลนส์หนึ่ง กีฬาก็เป็นตัวช่วยอธิบายช่องว่างทางสังคมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ด้วยเช่นกัน เมื่อต้นทุนในการเข้าถึงกีฬาบางประเภทกลายเป็นกำแพงกั้นไม่ให้คนในอีกชนชั้นหนึ่งสามารถก้าวข้ามไปสร้างความสัมพันธ์กับคนในชนชั้นหนึ่งได้ ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงความรู้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร หรือเครือข่ายทางสังคมที่จะเอื้อประโยชน์และต่อยอดในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การมองกีฬาผ่านเลนส์สังคมวิทยา และเนื้อหาในบทความนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการตัดสิน ว่ารสนิยมของใครดีกว่าใคร หรือบอกว่าการเล่นกีฬาบางประเภทเป็นเรื่องผิด เพราะไม่ว่าจะเป็นกีฬาเน้นการวางแผน หรือเน้นการใช้แรง หรือความสามัคคี ทุกประเภทล้วนมีคุณค่า ทั้งในแง่การฝึกฝนวินัยและสุนทรียภาพแห่งการเคลื่อนไหว . แต่การทำความเข้าใจกำแพงที่มองไม่เห็นเหล่านี้ คือการยอมรับความจริงว่า 'โอกาสในการเข้าถึงกิจกรรม' ของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงกระจกสะท้อนให้เราเห็นว่า โครงสร้างสังคมได้จัดสรรทรัพยากรและพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มไว้ต่างกันอย่างไร .
ท้ายที่สุดแล้ว กีฬาที่เราเลือกเล่นอาจบอกเล่าเรื่องราวของต้นทุนชีวิตที่ผ่านมา แต่หัวใจสำคัญที่สังคม และผู้ที่เกี่ยวข้องควรขยับไปให้ถึงคือการทำให้ 'สุขภาพที่ดี' และ 'การสร้างเครือข่ายทางสังคม' ไม่ใช่สิทธิพิเศษของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นโอกาสพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสังคมไหน หรือมีรายได้เท่าไหร่ก็ตาม
อ้างอิง
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกเล่นกีฬาของผู้มีศักยภาพเล่นกีฬากอล์ฟในประเทศไทย
Socioeconomic status and motivation in endurance sports: insights from long-distance running
Most Americans don’t closely follow professional or college sports
บทความต้นฉบับได้ที่ : เมื่อกีฬาอาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของร่างกาย แต่คือกิจกรรมที่สะท้อนสถานะ ชนชั้น และช่องว่างทางสังคม
บทความที่เกี่ยวข้อง
- สำรวจโลกยุค Passion Economy เมื่องานอดิเรกกลายเป็นอาชีพ และอาชีพนั้นก็ทำลายงานอดิเรก เราจะประคองใจในวัฒนธรรมการทำงานนี้ได้อย่างไร
- การกลับมาของ BTS กระแสเสียงที่ร้อยเรียงรากเหง้า ผ่านพื้นที่ บทเพลง และเรื่องราวของประชาชน
- เมื่อคนขวางคูหา ชนะคนกากบาท 21 มีนาคม 2557 ศาลสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มรดกคณะรัฐประหาร คือรัฐธรรมนูญที่ตกค้างถึงวันนี้
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath