โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รู้จัก ‘เอกนิติ’ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่ 4 ปี พาไทยฝ่าวิกฤต

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยตำแหน่งหัวใจเศรษฐกิจของประเทศอย่างรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถูกวางตัวให้ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รับหน้าที่ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 ท่ามกลางโจทย์ท้าทายทั้งในและต่างประเทศ

การกลับมารับตำแหน่งครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสานต่อนโยบายเดิม แต่เป็น “ภารกิจ 4 ปี” ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ภายใต้แรงกดดันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน

เส้นทาง 'นักเศรษฐศาสตร์ตัวจริง' สู่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

ในแง่ประวัติและเส้นทางอาชีพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายตรงที่เติบโตจากระบบราชการกระทรวงการคลังอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่ง เริ่มจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ก่อนคว้าทุนรัฐบาลศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of Illinois at Urbana-Champaign และปริญญาเอกจาก Claremont Graduate University ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเน้นด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและการเงินระหว่างประเทศ อันเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระดับประเทศ

หลังสำเร็จการศึกษา เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในภาคเอกชน ก่อนเข้าสู่ราชการในกระทรวงการคลัง และค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์ในสายงานเศรษฐกิจการคลัง ทั้งในเชิงนโยบายและการบริหารองค์กร โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ โฆษกกระทรวงการคลัง รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งอธิบดีของหน่วยงานหลักระบบการคลังไทย ได้แก่

  • กรมสรรพากร
  • กรมสรรพสามิต
  • กรมธนารักษ์

นอกจากประสบการณ์ภายในประเทศแล้ว ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ยังมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการดำรงตำแหน่งด้านเศรษฐกิจการคลังในต่างประเทศ และการทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก และโครงการความร่วมมือด้านภาษีระหว่าง OECD และ UNDP

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้มีมุมมองเชิงเปรียบเทียบและเข้าใจบริบทเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบายในยุคที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

ทิ้งชีวิตราชการ รับโจทย์กู้เศรษฐกิจ

จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตราชการเกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจลาออก ทั้งที่เหลือเวลากว่า 6 ปีในเส้นทางราชการ และมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ “Technocrat” ที่ก้าวเข้าสู่การกำหนดนโยบายในระดับสูง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ต้องการการตัดสินใจเชิงรุก และการบริหารเชิงบูรณาการ

'Quick Big Win' จุดสตาร์ทฟื้นเศรษฐกิจ

ผลงานในช่วงสั้นของรัฐบาลก่อนหน้า กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพของเขาในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยได้ผลักดันมาตรการ “5 เสาหลัก 1 ฐานราก” หรือ “Quick Big Win” ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ซึ่งครอบคลุมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การเร่งรัดการลงทุน และการรักษาวินัยการคลังผ่านการปรับแผนการคลังระยะปานกลาง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวได้กว่า 2.5% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวในระดับที่สร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน

โจทย์ใหญ่ 4 ปี ฟื้นเศรษฐกิจท่ามกลาง 'โลกผันผวน'

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะ 4 ปีข้างหน้ามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งจากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดด้านวินัยการคลังของประเทศ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจจึงต้องอาศัยความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาการเติบโต และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

ภายใต้กรอบนโยบาย “10 Plus” ที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเตรียมผลักดัน จะมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ตั้งแต่การดูแลผู้มีรายได้น้อย การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs การเร่งรัดการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ตลอดจนการยกระดับทักษะแรงงานและระบบการศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในบริบทดังกล่าว บทบาทของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่เพียงในมิติของการออกแบบนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ภายใต้ความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

ภารกิจ 4 ปีจากนี้ จึงเปรียบเสมือนบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาว่า ไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่เปราะบาง ไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...