“จะให้ทันสมัยต้องไป.. เรียนที่ประเทศจีน”
“จะให้ทันสมัยต้องไป.. เรียนที่ประเทศจีน”
โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
ผู้เขียนไม่เคยคิดมาก่อนว่า ตั้งแต่เป็นเด็กสาวเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย จนป่านนี้หัวหงอกเกือบทั้งหัว ในเวลาเพียง 50-60 ปีที่ผ่านไป สังคมโลกและค่านิยมโลกจะเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้ สมัยที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ มีแต่ความใฝ่ฝันอยากมีโอกาสไปเรียนต่อ “เมืองนอก” คำว่า เมืองนอก ในสมัยนั้นเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า หมายถึง ประเทศตะวันตกที่พูดจากันเป็นภาษาฝรั่ง เช่น อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย ฯลฯ สุดท้ายโชคเข้าข้างได้ทุนไปเรียนที่อเมริกาสมใจอยาก และกลับมาพร้อมกับความรู้สึกภูมิใจลึกๆ อยู่ในใจตลอดมาว่า.. เราเป็นนักเรียนนอกนะ ไม่ใช่บัณฑิตทั่วไปที่ไม่มีโอกาสผ่านเมืองนอกเมืองนาเสียเมื่อไหร่ !!
แต่แล้วจู่ๆ จากการติดตามข่าวคราวของโลกเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับประเทศจีน ทำให้ผู้เขียนได้รู้ข่าวเรื่องรัฐบาลจีนยุคนี้มีนโยบายเปิดกว้างทางการศึกษา ต้อนรับนักเรียนต่างชาติให้ไปเรียนต่อที่ประเทศจีน ค่าเล่าเรียนเทียบกับไปเรียนที่ประเทศตะวันตก ต่ำกว่ากันประมาณ 3 เท่า ซ้ำยังมีทุนเล่าเรียนให้ด้วยหากจำเป็นหรือมีเงื่อนไขที่เหมาะสม หลักสูตรที่เปิดสอนก็มีให้เลือกมากมาย “ไปเรียนที่จีน” ผู้เรียนจะอ่านพูดได้ 2 ภาษาทั้งจีนและอังกฤษ โอกาสที่จะได้งานทำจึงไม่ยาก
ผู้เขียนได้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด สุดท้ายจากการปรึกษากันในครอบครัว คิดว่าจะเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของหลานๆ ที่บ้านก่อน เพราะเด็กวัยรุ่นยุคนี้ยังติดนิสัย “เห่อฝรั่ง” ค่อยๆ ทำให้พวกเขาหันมารู้จักประเทศจีนที่เป็นจริง ยอมรับความเจริญของจีนที่พวกเขายังไม่รู้มาก่อน รู้ทั้งรู้ว่าความพยายามในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเด็กวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางค่อยๆ โน้มน้าวใจ เพื่อเป้าหมายสุดท้ายคือ ให้หลานๆ พร้อมที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศจีนแทนเมืองฝรั่ง
พูดถึงเรื่องการศึกษาของจีน คงต้องย้อนไปถึงในยุคต้นของราชวงศ์ถังเมื่อพันกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เส้นทางสายไหมที่จีนบุกเบิกเพื่อไปค้าขายกับเขตแคว้นต่างๆ ทางตะวันตกกำลังอยู่ในยุครุ่งเรืองสุดขีด ตอนนั้นเมืองฉางอันของจีนเป็นศูนย์กลางที่จีนกับนานาชาติได้มาพบปะค้าขายกันอย่างคึกคัก การค้าขายจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ภาษาของกันและกัน โดยเฉพาะภาษาจีนซึ่งพ่อค้าจีนเป็นฝ่ายนำสินค้าไปเสนอขายให้กับผู้ซื้อต่างชาติ การเรียนรู้ภาษาจีนและวัฒนธรรมจีนในยุคนี้นั้นจะถือว่าเป็นยุคแรกสุดในประวัติศาสตร์ก็คงได้
เรื่อยมาอีกนับพันปีจนจีนปลดแอกในปี 1949 และเริ่มต้นพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ใช้เวลาอีกเกือบ 30 ปี ในที่สุด “เติ้งเสี่ยวผิง” ผู้นำจีนก็ประกาศเปิดประเทศในปี 1978 ประกาศให้โลกรู้ว่าจีนพร้อมที่จะคบค้ากับชาวโลกอย่างเสมอหน้ากันเป็นครั้งแรก ในช่วงนั้นก็เริ่มมีนักศึกษาค่อยๆ เดินทางมาเรียนที่จีนจำนวนนับหมื่นคน จากนั้นมาการศึกษาของจีนก็ค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ ท้ายสุดเมื่อเร็วๆ นี้ จีนได้ประกาศ “โครงการสร้างประเทศจีนให้เป็นประเทศที่เข้มแข็งทางการศึกษา ค.ศ. 2024-2035” โครงการดังกล่าว ทำให้จีนต้องพยายามสร้างชื่อให้โลกรู้จักอย่างเอาการเอางาน ในเวลาเพียงปีเดียวก็มีนักศึกษาจากประเทศและเขตแคว้นต่างๆ กว่า 1,100 แห่ง เดินทางมาเรียนที่จีน กระจายกันไปเรียนตามที่ต่างๆ กว่า 30 มณฑล มีทั้งที่มาเรียน มาทำวิจัย และฝึกอบรมตามสถาบันวิจัยต่างๆ จำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นปีต่อปี โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีสมัยใหม่ จีนใช้โอกาสที่ได้รับการตอบรับอย่างแข็งขัน เสนอโครงการขยายความร่วมมือกับระบบการศึกษากับประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีทั้งการร่วมมือกันสร้างหลักสูตร รับรองผลการศึกษาระหว่างสถาบันของกันและกัน ทำให้จีนค่อยๆ ยกระดับขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญและมีอิทธิพลต่อทั่วโลก เปิดโอกาสให้เยาวชนจากประเทศต่างๆ ได้มาสัมผัสความเป็นจริงของประเทศจีน ทำให้การเรียนต่อที่จีนยกระดับขึ้นมาเป็นทางเลือกที่นักศึกษาทั่วโลกปรารถนาจะเข้าถึงมากยิ่งขึ้น
หลายปีมานี้การเมืองในประเทศตะวันตกเต็มไปด้วยความวุ่นวายจนขาดเสถียรภาพ ที่สำคัญ คือ ความบ้าระห่ำไม่อยู่กับร่องกับรอยของนายทรัมป์แห่งอเมริกา ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อทางเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนแพงขึ้น ค่าเช่าบ้านแพงขึ้น แม้แต่ค่าเล่าเรียนก็พลอยขึ้นราคาตามไปด้วย สถิติปี 2024 อเมริการับนักศึกษาลดลง 12% อังกฤษ 14% แคนาดาลดลง 39% สถานการณ์ที่ทรุดลงในประเทศต่างๆ ดังกล่าว ทำให้จีนยิ่งได้โอกาสเป็นแหล่งดึงดูดนักศึกษาให้ไปเรียนต่อเพิ่มขึ้นทุกปี
ภายใต้คำขวัญ “ประเทศที่เข้มแข็งทางการศึกษา” จีนได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับการศึกษาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น เปิดกว้างยิ่งขึ้น พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญของการศึกษาสาขาวิชาชั้นนำของโลก องค์กรต่างๆ ที่ทำการจัดอันดับสถาบันชั้นสูงของโลก ได้จัดให้สถาบันวิทยาศาสตร์ของจีน 7 สาขาติดอันดับ 1 ในหมื่นอันดับแรก 14 สาขาติดอันดับ 1 ในพัน และ 22 สาขาติด 1 ในร้อยแรก มีมหาวิทยาลัยของจีน 5 แห่ง ติดอันดับ 100 อันดับแรก จีนได้รักษาตำแหน่งผู้นำทางวิทยาศาสตร์เป็นอันดับ 1 ของโลกอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญจีนไม่มีนโยบายขึ้นค่าเล่าเรียน ขณะเดียวกันก็รักษาชื่อเสียงให้เป็นที่มั่นใจชาวโลกว่าสังคมจีนเป็นสังคมที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลกด้วย
ปี 2024 ศูนย์ความร่วมมือทางภาษาระหว่างจีนกับต่างประเทศของกระทรวงศึกษา ได้ขยายความร่วมมือกับต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก มีการเซ็นสัญญาความร่วมมือในการเรียนภาษาจีนกับ 7 ประเทศ ขยายการสอนภาษาจีนในชั้นประถมและมัธยม นับถึงปี 2025 มีประเทศที่จีนได้ช่วยจัดการศึกษาระดับปริญญาโทและเอก รวม 373 แห่ง สถาบันการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาแรกๆ ในการรับนักศึกษาจากต่างประเทศมาเรียนในจีน ปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 2 หมื่นคน
จีนได้ปรับหลักการขอวีซ่าและการเข้ามาอยู่อาศัยในจีนให้กับนักศึกษาที่มาเรียนต่อให้สะดวกที่สุด นักศึกษาสามารถต่อวีซ่าโดยอัตโนมัติได้ถึง 10 ปี บุคลากรที่มีความสามารถทางเทคโนโลยีก็เช่นกัน ได้รับเกียรติให้เข้าประเทศจีนได้โดยง่าย ได้รับความสะดวกในเรื่องที่พักอาศัยและการต่อวีซ่าเช่นกัน
ศูนย์ให้บริการเรียนต่อของกระทรวงศึกษาได้ปรับปรุงให้ “การเรียนที่จีน” มีความสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้น ทำให้การให้บริการก้าวจากปริมาณสู่คุณภาพ “การเรียนที่จีน” เป็นที่รวมของข้อมูลที่มีประโยชน์ครบทุกอย่าง อาศัยสื่อทั้งในและต่างประเทศทำให้ “Study in China” เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งๆ ขึ้น