โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สูตรปั้นธุรกิจไวรัลให้ดังเปรี้ยงทั่วประเทศและยืนระยะอย่างน่าอัศจรรย์แบบ ‘เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง’

Capital

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 10.46 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 10.45 น. • Insight

ใครหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อ ‘เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง’ เก้าอี้ทรงเอียงที่ไม่ได้ใช้นั่ง แต่เป็นแท่นสำหรับขึ้นไปยืนแล้วช่วยยืดเส้นคลายเส้น รวมถึงบรรเทาอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง จนกลายเป็นหนึ่งในสินค้าภูมิปัญญาไทยที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เบื้องหลังธุรกิจนี้บริหารโดย เจ–ณัฐวัฒน์ พุ่มบุญทริก ผู้รับช่วงต่อจาก ‘คุณตาแสวง’ ผู้บุกเบิกการประดิษฐ์เก้าอี้ต้นแบบ ก่อนต่อยอดจากสินค้าชาวบ้านธรรมดาให้กลายเป็นแบรนด์ที่มีทั้งภาพจำ ฐานลูกค้า และทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง

“ทุกคนจะรู้อยู่แล้วแหละว่าถ้าพูดถึง ‘เก้าอี้มหัศจรรย์’ ต้องของคุณตาแสวง เพราะว่าคุณตาทำการตลาดมา 20 ปีแล้ว ผมมาทำต่ออีก 10 ปี แต่สินค้าประเภทนี้จะมีความคล้ายคลึงกัน ถ้าเป็นยุคของคุณตาจะโรยกากเพชรสีทองไว้ที่เก้าอี้เป็นสัญลักษณ์

“ส่วนยุคของผม ตั้งแต่ช่วง 2 ปีหลังมานี้เรากำลังสร้างแบรนดิ้งผ่านทั้งโลโก้ แพ็กเกจ คู่มือการใช้งาน เราพยายามทำสื่อให้ลูกค้าเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าการซื้อของเราคือหนึ่งในของแท้ที่สินค้ามีคุณภาพและผ่านมาตรฐานการผลิต รวมถึงมีการจดลิขสิทธิ์หลายแบบ เมื่อก่อนเราจะจดลิขสิทธิ์แค่ตัวสินค้า การผลิตและงานออกแบบ และที่จดลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นมาคือเครื่องหมายการค้า อย่างรูปของคุณตา และการใช้คำหรือคีย์เวิร์ดต่างๆ รวมถึงโลโก้บริษัท”

นอกจากการสร้างแบรนด์และขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีคิดของทีมที่มอง ‘เก้าอี้มหัศจรรย์’ ไม่ใช่แค่สินค้าเพื่อสุขภาพ แต่เป็นธุรกิจที่ต้องเข้าใจทั้งคน เข้าใจตลาด และเข้าใจจังหวะของการเติบโต ไปจนถึงการต่อยอดสินค้าชุมชนและการวางแผนขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้คือเบื้องหลังความมหัศจรรย์ที่ไม่ได้เกิดจากเก้าอี้เพียงตัวเดียว แต่เกิดจากการค่อยๆ สร้างธุรกิจจากภูมิปัญญาชาวบ้านให้เติบโตเป็นแบรนด์ที่คนทั้งประเทศจดจำได้จริงๆ

The Making of Fantastic Chair

เจ ผู้รับช่วงต่อจากคุณตาเล่าถึงจุดเร่ิมต้นของธุรกิจว่า “ตอนคุณตาเริ่มทำเก้าอี้ตัวแรกตั้งใจทำเก้าอี้ไว้ให้คุณยายใช้เพื่อให้ท่านมีสุขภาพที่ดี จะได้ไปเที่ยว ไปวัดด้วยกันได้ ช่วงหลังเกษียณ คุณตาใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ในการหาเศษไม้ข้างทางมาประดิษฐ์ แล้วก็ปรับปรุงวิธีการต่างๆ กว่าจะได้องศาและความชันแบบนี้

“หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดความนิยม มีการแนะนำบอกต่อกันตามสถานีอนามัย โรงพยาบาลต่างๆ ให้คนอื่นได้ใช้ด้วย และได้รับการสนับสนุนที่ดีจากทางคุณหมอในการปรับให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่ององศาและความชันต่างๆ เพื่อให้เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ใช้ง่าย แล้วก็ช่วยให้สุขภาพดี

“ความจริงแล้วคนเราแต่ละคน องศาการยืดของกล้ามเนื้อจะไม่เท่ากัน แต่สำหรับความชันที่เป็นมาตรฐานการยืดเหยียดของเก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงจะอยู่ที่ประมาณ 45-50 องศา ซึ่งเป็นองศาที่คุณหมอแนะนำว่าเหมาะสมกับทุกคนจริงๆ ไม่ยืดเหยียดมากเกินไปจนทำให้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นอักเสบ แล้วก็ยังเป็นองศาที่ทำได้ง่าย คนไหนที่ยังทำไม่ได้ก็ค่อยๆ ฝึกได้ สามารถช่วยให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นได้ดียิ่งขึ้น”

จากเดิมที่เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงรุ่นดั้งเดิมในยุคคุณตาเป็นรุ่นสีแดงเข้มในขนาดมาตรฐาน วันนี้แบรนด์ได้ต่อยอดสินค้าจากเสียงสะท้อนของผู้ใช้งานจริง ทั้งการพัฒนารุ่นหนาพิเศษที่รองรับน้ำหนักได้มากขึ้นสำหรับผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่ม รวมถึงการเพิ่มเฉดสีใหม่ โดยเฉพาะโทนพาสเทล เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยปัจจุบันมีให้เลือกทั้งหมด 11 สี

เจบอกว่าความมหัศจรรย์ที่ทำให้เก้าอี้เกิดกระแสไวรัลคือการที่เก้าอี้เป็นสินค้าที่ขายตัวเองอยู่แล้ว “พอทุกคนได้ใช้ และรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงกับร่างกายตัวเองทันทีตั้งแต่ครั้งแรก ทุกคนก็จะอธิบายความรู้สึกผ่านโลกโซเชียล ก็เลยเกิดกระแสได้ง่าย แต่ส่วนตัวผมเองมีประสบการณ์ทำการตลาดออนไลน์อยู่แล้ว เราเคยดูแลการตลาดและการลงโฆษณาให้สินค้าหลายตัว เลยมีความรู้พื้นฐานตรงนั้นอยู่แล้ว การทำการตลาดหลังบ้าน สนับสนุนการทำ affiliate ในโลกออนไลน์เลยง่าย”

กลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญของแบรนด์คือการวางกลยุทธ์ให้แต่ละช่องทางออนไลน์ไม่ทับไลน์กัน แม้จะทำตลาดครบทั้ง Facebook, TikTok, Shopee และ Lazada แต่เจมองว่าผู้ใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์มคือคนละกลุ่ม คนละเจเนอเรชั่น มีพฤติกรรมและวิธีซื้อสินค้าที่ต่างกัน จึงต้องออกแบบการสื่อสารและการขายให้เหมาะกับแต่ละช่องทาง โดยเฉพาะทั้งในฝั่งลูกค้า ทีมงาน แอดมิน ตัวแทนจำหน่าย และพาร์ตเนอร์ ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น และทำให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

Sharing a Global Design Language

นอกจากช่องทางขายออนไลน์แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการขายออฟไลน์ที่กระจายไปหลายแห่งตั้งแต่การชักชวนลูกค้าหรือตัวแทนมาซื้อที่บ้าน การไปขายตามงานวัด งานกาชาด จัดบูทและกิจกรรมต่างๆ ตามงานแฟร์ ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองใช้เก้าอี้จริงตามปั๊มน้ำมันและออฟฟิศ ซึ่งเป็นสถานที่รวมคนปวดเมื่อยและเป็นออฟฟิศซินโดรม โดยเจบอกว่าแผนการตลาดคือ การไปตั้ง kiosk ตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ส่วนสำนักงานก็จะมีการไปออกบูทเพื่อแวะไปหาพนักงานออฟฟิศเป็นครั้งคราว เรียกได้ว่าทำการตลาดอย่างจริงจังทั้งออนไลน์และออฟไลน์

“เราวางแผนว่าอยากให้ทุกคนเห็นภาพการใช้งานของเก้าอี้เรามากขึ้น ใครที่นั่งรถนานๆ แวะเข้าห้องน้ำแล้วปวดเมื่อย มายืดเส้น คลายเส้นจากเก้าอี้ตาแสวงได้ เรามีตัวทดลองให้ยืนฟรี ถ้าคุณอยากซื้อก็สามารถซื้อที่นั่นได้เลย ซึ่งราคาก็เท่ากับออนไลน์”

หลังจากสร้างปรากฏการณ์ความมหัศจรรย์จนแบรนด์เติบโตอย่างต่อเนื่อง วันนี้เป้าหมายต่อไปของทีมคือการผลักดันสินค้าให้ไปสู่ตลาดโลก เจบอกว่าอยากให้สินค้าภูมิปัญญาชาวบ้านที่อยู่กับคนไทยมานานเป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยเชื่อว่าแบรนด์มีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมากระดับร้อยล้านถึงพันล้านในตลาดต่างประเทศ หากสามารถขยายฐานตลาดได้อย่างเหมาะสม

หลายคนอาจเคยเห็นคู่มือการใช้เก้าอี้มหัศจรรย์ด้วยการทำท่าต่างๆ มาบ้างแล้ว แต่อาจไม่รู้ว่าทุกวันนี้แบรนด์ได้แพร่ภูมิปัญญาไทยนี้ผ่านหลายภาษาแล้ว รวมถึงมีการส่งออกสินค้าและมีตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ

“ในตลาดออนไลน์ตอนนี้เริ่มเปิดช่องทางการจำหน่ายไปต่างประเทศแล้ว เราทำคู่มือการใช้เก้าอี้หลายภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ เกาหลี จีน ญี่ปุ่น พม่า ปัจจุบันลูกค้าสามารถเลือกได้เลยว่าจะรับคู่มือภาษาไหน ซึ่งเราเริ่มทำมาประมาณ 5-6 เดือนแล้ว และวางแผนจะขยายไปทั่วโลก ถ้ามีแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เปิดตลาดในประเทศต่างๆ เราก็พร้อมจะเข้าไปขายด้วย หรือบางแพลตฟอร์มที่อาจยังไม่เข้ามาไทยเต็มรูปแบบ แต่แข็งแรงมากในต่างประเทศ เราก็พร้อมจะก้าวเข้าไปร่วมกับเขาเหมือนกัน”

The Seasonality of Folk Commerce

เมื่อธุรกิจเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างมากแล้ว คำถามต่อมาคือจะทำยังไงให้ธุรกิจยืนระยะได้ในระยะยาว รวมถึงรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเจมองว่าสิ่งสำคัญคือการคิดและวางระบบธุรกิจอย่างเป็นขั้นตอน

“ทุกวันนี้ตลาดสุขภาพโตอยู่ตลอดเวลาและมีโอกาสโตมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสังคมผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยสูงขึ้นอยู่แล้ว ส่วนตลาดของเราเองอยู่ใน 2 หมวดหลัก หนึ่ง คือหมวดออกกำลังกายและดูแลสุขภาพ สอง เราสามารถเพิ่มฟังก์ชั่นอื่นเข้าไปให้สินค้าอยู่ในหมวดอื่นได้ อย่างเรื่องสีหรือดีไซน์ ทำให้คนซื้อไปเป็นทั้งของฝาก ของขวัญ หรือใช้เป็นของตกแต่งบ้านได้ มันอยู่ที่ลูกเล่นการตลาดของเรา

“ถ้าพูดถึงการจัดการความเสี่ยงของธุรกิจ มันอยู่ที่ความเข้าใจธุรกิจของตัวเอง อย่างผมจะรู้เลยว่าช่วงไหนของปี ยอดขายของธุรกิจจะเป็นยังไง ช่วงไหนจะเงียบ ช่วงไหนจะกลับมา ยกตัวอย่าง ถ้าเราขายตามตลาดนัด ช่วงหน้าฝนก็ขายยาก เพราะไม่รู้ว่าวันนี้จะขายได้ก่อนฝนตกไหม เราขายเก้าอี้มาก่อนจะทำเป็นธุรกิจจริงจังประมาณ 8 ปี ก็เลยรู้จังหวะของตลาด

“เช่น การขายออนไลน์ช่วง 3 ปีแรกของเราจะบูมมาก แต่พอคนเห็นโฆษณาเดิมๆ ทุกวันก็เริ่มเกิดความเบื่อ เราก็ต้องขยับไปเล่นแพลตฟอร์มอื่น หมุนเวียนทำการตลาดไปเรื่อยๆ เพื่อประคองธุรกิจ เราจะรู้เองว่าช่วงเวลาไหนควรเล่นแพลตฟอร์มไหน

“แม้รายได้ของธุรกิจจะมีช่วงขาขึ้น แต่กราฟมันก็ต้องมีจังหวะย่อตัว ผมแค่ไม่ปล่อยให้ยอดขายตก เพราะเราเข้าใจว่าธุรกิจมีทั้งช่วงขึ้นและช่วงลง หน้าที่ของเราคือ รู้ว่าช่วงลงจะเอาอะไรเข้ามาประคอง เพื่อดันกลับขึ้นไปใหม่ มันจึงอยู่ที่ความเข้าใจในธุรกิจจริงๆ ถ้าเราอยู่กับมันมากพอ คลุกคลีกับมันมากพอ และมีประสบการณ์มากพอ โอกาสที่ธุรกิจจะลงมีอยู่แล้ว แต่จะลงหนักจนไปต่อไม่ได้ มันยาก เพราะเราเข้าใจธุรกิจของตัวเองในเชิงลึก”

นอกจากสินค้าเก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงที่ช่วยยืดและปรับสมดุลร่างกายในภาพรวมแล้ว ทางแบรนด์ยังมีสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้านสำหรับดูแลอาการเฉพาะจุด ไม่ว่าจะเป็นกะลานวด สำหรับกดจุด นวดแก้ปวดฝ่าเท้า ใช้กดคลึงบริเวณสะโพก เอว ช่วยบรรเทาอาการสลักเพชรจมสำหรับคนที่นั่งนาน ขณะที่ไม้เคียวนวดถูกออกแบบมาเพื่อช่วยคลายอาการปวดบ่า ไหล่ และสะบัก

“ยอดขายของเรา 80-90% มาจากเก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง ซึ่งเป็นโปรดักต์ของเราเอง แต่ก็จะมีอีกบางส่วนที่เรารับสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เพื่อช่วยในการจำหน่าย อย่างกะลานวดและไม้เคียวนวด สินค้า 2 ตัวนี้เราจำหน่ายมาเกือบ 10 ปีแล้ว และก็ยังมีสินค้าอื่นๆ อีกด้วย”

“ตอนนี้สิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่ทำสินค้าของตัวเองเพื่อให้ธุรกิจเดินไปข้างหน้าได้ แต่เรากำลังลงไปช่วยชุมชนในแต่ละพื้นที่ให้มีรายได้เกิดขึ้นด้วย แปลว่าคนในพื้นที่ต่างๆ ของแต่ละจังหวัดจะเริ่มรวมกลุ่มกันผลิตสินค้าบางตัวมาส่งให้เราตามวัสดุธรรมชาติที่แต่ละจังหวัดมีอยู่ อย่างบางพื้นที่มีกะลา มีไม้ตาล หรือมีวัสดุธรรมชาติอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น จากนั้นก็นำมาพัฒนา แปรรูปต่อ ว่าวัสดุเหล่านี้จะสามารถทำเป็นสินค้าอะไรได้บ้าง ที่จะช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพ มีรายได้ และเราก็เข้าไปเป็นฝ่ายช่วยจัดจำหน่ายให้เกิดขึ้น”

The Vision Behind the Miracle

ทุกธุรกิจที่ดังเปรี้ยงขึ้นมาย่อมเคยเจอวิกฤตและความท้าทาย เบื้องหลังเคล็ดลับง่ายๆ ที่เจใช้แก้ปัญหาคือความเข้าใจและรู้จริงในสิ่งที่ทำ

“ถ้าเป็นวิกฤตของตัวเราเอง เคยมีเหมือนกันนะ เราเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่ช่วง 5-7 ปีแรกของการขาย หาเงินได้เท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น เป็นวัยรุ่นสร้างตัว หาได้เยอะก็ใช้เยอะ ใช้มาต่อเนื่องเรื่อยๆ จนพอวิกฤตโควิดเกิดขึ้น เราเริ่มได้รับผลกระทบ เพราะไม่ได้วางแผนเรื่องการเงินไว้ แต่ประสบการณ์ในอดีตนี่แหละที่สอนเราและทำให้มีบริษัทในวันนี้

“สิ่งสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจคือเรื่องการเงิน ถ้า cash flow ดี ธุรกิจก็สะดุดได้ค่อนข้างยาก โอกาสที่ธุรกิจจะล้มก็แทบไม่มีเลย ถ้าเราวางแผนไว้ดี พอผ่านจุดนั้นมา เราก็เริ่มวางแผนธุรกิจอย่างจริงจัง ช่วงปีที่ผ่านมาเราขยายบริษัทด้วยกระแสเงินสดทั้งหมด จากที่เริ่มทำกันเองในบ้าน วันนี้เรามีโรงงาน 3 สาขา กำลังจะมีสาขาที่ 4 และมีพนักงานกว่า 200-300 ชีวิต ทุกอย่างเกิดจากการบริหาร cash flow ที่ดี เราค่อยๆ เติมความเป็นมืออาชีพเข้ามาในแต่ละแผนกด้วยคนที่มีความสามารถและมีเวลามากกว่าเราในด้านนั้น

“ทุกงานมีความท้าทายตลอดเวลา ถ้าเรายังมีความทะเยอทะยานตลอดเวลา แสดงว่าความท้าทายก็จะเข้ามาหาเราตลอดเวลาเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้ว มันอยู่ที่ความเข้าใจ ทั้งเข้าใจตัวเราเอง เข้าใจสินค้า เข้าใจธุรกิจ เข้าใจลูกค้า หรือถ้าใครมีลูกน้องก็ต้องเข้าใจลูกน้องด้วย

ถ้าเราเข้าใจแพลตฟอร์ม เราก็จะขายทางแพลตฟอร์มได้ง่าย

ถ้าเราเข้าใจคน เราก็จะทำงานกับคนได้ง่าย

ถ้าเราเข้าใจธุรกิจ เราก็จะทำงานกับธุรกิจของเราได้ง่าย

ไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าเราเข้าใจ สิ่งนั้นก็จะง่ายเสมอ แต่ถ้าเราไม่เข้าใจเลย แล้วเราไม่เปิดใจ มันก็จะยาก และถ้าผู้บริหารเกิดความเครียดสะสมมากเกินไป ธุรกิจก็จะไม่เปิดกว้างและจะเริ่มเกิดการตันในธุรกิจนั้นๆ

“สุดท้ายไม่ว่าธุรกิจจะเป็นแบบไหน ปัญหามีแน่นอน แต่ถ้าเรามีความเข้าใจ และมีการเงินที่ดีไปพร้อมกัน ทุกอย่างก็ไปต่อได้ ขอแค่ตั้งใจและเคี่ยวกับมันจริงๆ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...