จับตา ‘เจนเซน หวง’ เจรจาปักกิ่ง เดินหน้าดีลขายชิป H200 ให้บริษัทจีน
The Bangkok Insight
อัพเดต 14 พ.ค. เวลา 09.29 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. เวลา 09.07 น. • The Bangkok Insightจับตา "เจนเซน หวง" เจรจาปักกิ่ง เดินหน้าดีลขายชิป H200 ให้บริษัทจีน หลังรัฐบาลสหรัฐอนุมัติให้บริษัทจีนราว 10 แห่งซื้อชิป AI รุ่นนี้ของเอ็นวิเดีย แต่ยังไม่มีการส่งมอบจริง ท่ามกลางแรงกดดันด้านความมั่นคง และการแข่งขันเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ-จีน
สหรัฐอนุมัติให้บริษัทจีนราว 10 แห่ง สามารถซื้อชิปปัญญาประดิษฐ์ H200 ซึ่งเป็นชิปรุ่นทรงพลังอันดับสองของเอ็นวิเดีย ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบชิปแม้แต่ชุดเดียว ส่งผลให้ข้อตกลงสำคัญด้านเทคโนโลยียังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน
แหล่งข่าวระบุว่า เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอ็นวิเดีย ซึ่งเดิมไม่มีชื่ออยู่ในคณะผู้แทนทำเนียบขาวเยือนกรุงปักกิ่ง ได้เข้าร่วมการเดินทางครั้งนี้ภายหลังได้รับคำเชิญจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทรัมป์รับตัวเขาที่รัฐอะแลสกา ระหว่างเดินทางไปประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน
การเดินทางครั้งนี้สร้างความหวังว่า ความพยายามที่หยุดชะงักในการขายชิป H200 ให้จีน อาจได้รับการปลดล็อก
ก่อนที่มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐ จะเข้มงวดขึ้น เอ็นวิเดียเคยครองส่วนแบ่งตลาดชิปขั้นสูงในจีนราว 95% โดยจีนเคยสร้างรายได้คิดเป็น 13% ของบริษัท และเจนเซน หวง เคยประเมินว่าตลาด AI ของจีนเพียงอย่างเดียวจะมีมูลค่าถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ได้อนุมัติให้บริษัทจีนหลายแห่ง เช่น อาลีบาบา, เทนเซ็นต์, ไบต์แดนซ์ และเจดีดอตคอม สามารถซื้อชิป H200 ของเอ็นวิเดียได้
นอกจากนี้ ยังมีผู้จัดจำหน่ายบางราย เช่น เลอโนโว และฟ็อกซ์คอนน์ ที่ได้รับอนุมัติด้วย โดยลูกค้าสามารถซื้อชิปจากเอ็นวิเดียโดยตรง หรือผ่านตัวกลางที่ได้รับอนุญาต และแต่ละบริษัทสามารถซื้อได้สูงสุด 75,000 ชิป ภายใต้เงื่อนไขใบอนุญาตของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับอนุมัติจากฝั่งสหรัฐ แต่ข้อตกลงกลับหยุดชะงัก เนื่องจากบริษัทจีนเริ่มชะลอการสั่งซื้อ หลังได้รับคำแนะนำจากรัฐบาลจีน
แหล่งข่าวระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากฝั่งสหรัฐ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จีนระมัดระวังมากขึ้น แม้ยังไม่ชัดเจนว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงใดขึ้นโดยตรง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็กังวลว่า การนำเข้าชิปจากสหรัฐ อาจกระทบต่อความพยายามในการพัฒนาอุตสาหกรรมชิป AI ภายในประเทศ แม้เทคโนโลยีจีนจะยังตามหลังเอ็นวิเดียอยู่ก็ตาม โดยบริษัท AI หลายแห่งของจีน รวมถึงดีปซีค เริ่มหันมาใช้ชิปที่พัฒนาในประเทศ เช่น ชิปของหัวเว่ย มากขึ้น
ก่อนหน้านี้ เจนเซน หวง เคยเตือนว่า มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯฃ กำลังกัดกร่อนฐานธุรกิจของเอ็นวิเดียในจีน และทำให้ส่วนแบ่งตลาดชิป AI ของบริษัทในจีนแทบลดลงเหลือศูนย์
นอกจากนี้ การขายชิปยังติดเงื่อนไขหลายด้าน โดยกฎใหม่ของสหรัฐ ที่ออกในเดือนม.ค. กำหนดให้ผู้ซื้อในจีนต้องพิสูจน์ว่ามีมาตรการด้านความปลอดภัยเพียงพอ และจะไม่นำชิปไปใช้ในทางทหาร ขณะเดียวกัน เอ็นวิเดียต้องยืนยันว่ามีสต๊อกสินค้าเพียงพอในสหรัฐด้วย
ทรัมป์ยังได้เจรจาข้อตกลงให้สหรัฐ ได้รับส่วนแบ่งรายได้ 25% จากการขายชิป ซึ่งทำให้ชิปต้องผ่านดินแดนสหรัฐ ก่อนส่งไปจีน เนื่องจากกฎหมายสหรัฐ ไม่อนุญาตให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกโดยตรง
ข้อตกลงดังกล่าวสร้างความกังวลในจีนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการถูกแทรกแซงหรือฝังช่องโหว่ในระบบ แม้แหล่งข่าวระบุว่าเป็นเพียงแนวทางแก้ปัญหาทางกฎหมายก็ตาม
นอกจากนี้ จีนยังเพิ่มการตรวจสอบความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน หลังคณะรัฐมนตรีจีนออกกฎระเบียบใหม่ด้านความปลอดภัยของซัพพลายเชน เพื่อเร่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ด้านกลุ่มสายแข็งในกรุงวอชิงตันมองว่า การชะลอการขายชิปให้จีนเป็นเรื่องที่เหมาะสม โดยคริส แม็กไกวร์ นักวิจัยอาวุโสด้านจีนและเทคโนโลยีเกิดใหม่ของสภาวิเทศสัมพันธ์สหรัฐฯ กล่าวว่า การอนุญาตให้เอ็นวิเดียขายชิปให้จีนมากขึ้น จะยิ่งทำให้บริษัทสหรัฐฯ มีชิปใช้น้อยลง และทำให้ความได้เปรียบด้าน AI ของสหรัฐฯ เหนือจีนลดลง
“เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงถูกโน้มน้าวให้ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของเอ็นวิเดีย มากกว่าผลประโยชน์ของอเมริกา” แม็กไกวร์กล่าว
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'สี จิ้นผิง' พบผู้นำธุรกิจสหรัฐ ร่วมคณะ 'ทรัมป์' เล็งขยายความร่วมมือจีน
- 'ทรัมป์' ยก 'สี จิ้นผิง' ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ มั่นใจสัมพันธ์ 'จีน-สหรัฐ' ดีกว่าเดิม
- 'สี จิ้นผิง' จัดพิธีต้อนรับ 'ทรัมป์' สุดยิ่งใหญ่ เปิดฉากซัมมิต 2 วันที่ปักกิ่ง
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram:https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg