กลุ่มปิโตรฯยันซัพพลายเม็ดพลาสติกเพียงพอไม่กระทบภาคอุตสาหกรรม
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยภาคเอกชนผู้ผลิตปิโตรเคมีได้จัดงาน “เชื่อม Supply ปิโตรเคมีไทย จากต้นน้ำถึงผู้ใช้” โดยได้ร่วมเวทีเสวนา “สถานการณ์และความร่วมมือห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีไทย”ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลต่อราคาพลังงาน วัตถุดิบ และการขนส่งระหว่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านข้อมูลการค้า การติดตามสถานการณ์ตลาดโลก มาตรการดูแลผู้ประกอบการ และการประสานความร่วมมือ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
ทั้งนี้ได้ขอให้ผู้ประกอบการงดส่งออกเม็ดพลาสติกไปต่างประเทศเพื่อสงวนไว้ใช้ในประเทศแทน ซึ่งล่าสุดได้กำหนดให้เม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติม 1 ใน 7 รายการใหม่ที่จะประกาศจากเดิมมีสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ผู้ผลิตต้นน้ำมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งจากราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย
ขณะที่อุตสาหกรรมกลางน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติก เผชิญกับราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับเพิ่ม ขึ้นถึง 50–70% ส่วนอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อาหาร บรรจุภัณฑ์ ยา และเครื่องสำอาง ต้องรับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านวัตถุดิบและการขนส่งพร้อมกัน
ทั้งนี้แนวทางการรับมือของภาคเอกชน เสนอให้ภาครัฐและเอกชนติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับการกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบจากหลากหลายแหล่ง เน้นการใช้วัตถุดิบจากผู้ผลิตในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง Ecosystem ของ Supply Chain ประเทศไทย และการพัฒนาระบบบริหารจัดการและจัดทำสต็อกให้มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกันควรส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ พลาสติกรีไซเคิล หรือวัตถุดิบอื่นที่ทดแทนได้ รวมถึงการยกระดับการใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะกลางถึงระยะยาว ตลอดจนผลักดันการใช้พลังงานสะอาดและวัตถุดิบหมุนเวียนภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในบริบทโลกที่กำลังก้าวสู่ยุคการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization)
ขณะที่ผู้แทนกลุ่มผู้ผลิตปิโตรเคมี ยืนยันภาคการผลิตยังคงดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพและมีเสถียรภาพ สามารถรองรับความต้องการใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอ โดยเม็ดพลาสติกประเภท โพลิเอทิลีน (Polyethylene: PE) ซึ่งใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวด ฝาขวด และถุงหูหิ้ว ยังคงมี ซัปพลายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ซึ่งใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหาร อาทิ ซองอาหาร ถุงร้อน และกล่องพลาสติก อาจมีความตึงตัวในบางช่วง อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมยังสามารถบริหารจัดการซัพพลายได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ทั้งนี้กลุ่มผู้ผลิตปิโตรเคมียังยืนยันแนวทางบริหารซัปพลาย โดยให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศเป็นลำดับแรก (Domestic First) ควบคู่กับการบริหารสต็อก การวางแผนส่งมอบ และการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการขาดแคลนในบางอุตสาหกรรม พร้อมทั้งทำงานร่วมกับผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานในการวางแผนความต้องการล่วงหน้า และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบทดแทน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ และยืนยันว่าซัปพลายยังคงเพียงพอ รองรับความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
ด้านดร. วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การขนส่งสินค้าทางเรือได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเส้นทางเดินเรือผ่านทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางลัดผ่านอียิปต์ไปยังยุโรปได้รับผลกระทบอย่างมาก จนปัจจุบันเหลือสายเรือเพียงไม่กี่สายที่ยังกล้าใช้เส้นทางนี้. การเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงส่งผลให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15 วัน. นอกจากนี้ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นอีกจุดที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากตั้งอยู่ระหว่างประเทศที่มีความขัดแย้ง แม้ค่าระวางเรือ (Freight rate) จะปรับตัวขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ผลกระทบหลักมาจากค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะค่าประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม ค่าธรรมเนียมน้ำมัน และค่าเซอร์ชาร์จ ต่างๆ ซึ่งบางกรณีมีราคาแพงกว่าค่าระวางเรือหลายเท่า
สำหรับสินค้าบางส่วนที่อยู่ระหว่างการขนส่งถูกนำไปพักไว้ที่ท่าเรือใกล้เคียง เช่น อินเดีย ซึ่งส่งผลให้ท่าเรือเหล่านั้นเกิดความแออัด. สำหรับสินค้าที่ต้องนำกลับประเทศ มีอุปสรรคด้านกฎหมายและระเบียบศุลกากรที่ซับซ้อนและต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ภาคเอกชนต้องขอการผ่อนปรนจากภาครัฐเนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัยจากสงคราม แม้ความต้องการสินค้ากลุ่มอาหารในตะวันออกกลางจะเพิ่มสูงขึ้น แต่เรือสินค้าแทบจะไม่สามารถเข้าหรือออกจากพื้นที่ได้สะดวก ทำให้ไทยต้องหาแนวทางเจรจาเพื่อให้สามารถทยอยส่งสินค้าเข้าไปได้.
ขณะที่นายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวา GC ยังคงเดินเครื่องการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (Polyethylene: PE) เต็มกำลัง ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าซัพพลายเม็ดพลาสติก PE ในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ ทั้งยังทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ คู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตร เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับเม็ดพลาสติก PE ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ GC ประกอบด้วย HDPE, LDPE และ LLDPE เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น ถุงก๊อปแก๊ป ฝาขวดน้ำดื่ม ฟิล์มถนอมอาหาร ขวดขุ่น ที่นิยมใช้สำหรับขวดบรรจุภัณฑ์แชมพูและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย แกลลอนน้ำ แท็งก์น้ำ แหอวน รวมถึงอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานอย่างท่อน้ำ(สีดำ) และท่อร้อยสายไฟ โดย GC ยังคงเดินเครื่องผลิตอย่างเต็มที่ พร้อมมุ่งเน้นการจัดสรรผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการในประเทศเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการบริหารการส่งมอบอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนให้ซัปพลายเพียงพอต่อความต้องการของตลาด และสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้สถานการณ์ปัจจุบันส่งผลให้เม็ดพลาสติกบางประเภท เช่น โพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) มีความตึงตัวในบางช่วง จากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและข้อจำกัดด้านการนำเข้า เนื่องจากหลายประเทศให้ความสำคัญกับการดูแล Supply Chain ภายในประเทศของตน
นอกจากนี้เพื่อช่วยบรรเทาความตึงตัวดังกล่าว GC เตรียมกลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์อีกหนึ่งหน่วยในเดือนเมษายนนี้ ภายหลังหยุดซ่อมบำรุงตามแผนแล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตโพรพิลีน (Propylene) วัตถุดิบตั้งต้นของเม็ดพลาสติก PP ให้แก่ผู้ผลิตภายในประเทศ และสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมโดยรวม
อย่างไรก็ตาม GC ทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตร เพื่อบริหารจัดการ Supply Chain ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์สามารถส่งถึงลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้กลุ่มผู้ผลิตปิโตรเคมียังยืนยันแนวทางบริหารซัปพลาย โดยให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศเป็นลำดับแรก (Domestic First) ควบคู่กับการบริหารสตอก การวางแผนส่งมอบ และการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการขาดแดลนในบางอุตสาหกรรม พร้อมทั้งทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ
ตลอดห่วงโซ่อุปทานในการวางแผนความต้องการล่วงหน้า และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบทดแทน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ และยืนยันว่าซัพพลายยังคงเพียงพอ รองรับความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง.
ด้านนายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมา บริษัทส่งออกเม็ดพลาสติกไปต่างประเทศคิดเป็น 50%ของกำลังผลิตรวม 6แสนตัน/เดือน ที่เหลือขายในประเทศ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทไม่สามารถจัดหาแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบในโรงโอเลฟินส์จากตะวันออกกลางได้ จึงได้ตัดสินใจหยุดโรงระยองโอเลฟินส์(ROC) โดยมีการผลิตโรงโอเลฟินส์อีก 1 แห่ง คือมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) ส่งผลให้เกิดการตึงตัวเม็ดพลาสติกPP
ทั้งนี้บริษัทฯ ได้เร่งจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นๆทดแทนตะวันออกกลางได้บ้าง ทำให้มั่นใจว่าโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์จะมีวัตถุดิบเพียงพอใช้ไปถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้จากเดิมเคยคาดว่าจะผลิตได้ถึงเมษายน 2569 แต่หากสงครามยืดเยื้อ เราก็ต้องจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น พร้อมกับปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อให้เหมาะสมกับตลาด โดยเม็ดพลาสติกบางเกรดจะไม่ผลิต แต่จะผลิตเม็ดพลาสติกบางเกรดที่ตลาดมีต้องการ
อย่างไรก็ตมขณะนี้ยังต้องสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมต่อเนื่อง ซึ่งเรือขนส่งวัตถุดิบของบริษัทท่ายังไม่ได้ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ จำนวน 2 ลำ หากสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็จะยังต้องจัดหาเพิ่มเติมต่อไป