โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

วิษณุ อรรถวานิช: ฝุ่น PM2.5 วิกฤตเงียบทางเศรษฐศาสตร์ สูบ GDP ปีละ 2 ล้านล้านบาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ม.ค. เวลา 08.29 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด

ในโลกของธุรกิจและเศรษฐกิจตลอดหลายทศวรรษ เรามักคุยกันเรื่องตัวเลขจีดีพี (GDP) การส่งออก หรือกำไรของบริษัทจดทะเบียน แต่ในวันนี้ “ต้นทุนแฝง” ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอย่าง PM 2.5 กำลังกลายเป็น “มะเร็งร้าย” ที่กัดกินความมั่งคั่งและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี

‘ประชาชาติธุรกิจ’ มีโอกาสสนทนาเจาะลึกกับ ‘รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช’ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมแถวหน้าของประเทศ ผู้ลงลึกศึกษาต้นทุนที่คนไทยต้องแบกรับจากมลพิษอากาศมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่มันคือวิกฤตโครงสร้างกฎหมาย การเงิน และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ต้องการ “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวข้ามการเมืองระยะสั้น เพื่อรักษาลมหายใจของคนในชาติไว้อย่างยั่งยืน

สถานการณ์ PM 2.5 ของไทย บนเข็มไมล์ที่ ‘เชื่องช้า’ กว่าโลก

รศ.ดร.วิษณุ เริ่มต้นบทสนทนาว่า ถ้าให้สรุปภาพรวมในมิติทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ต้องบอกว่าทิศทางในการพยายามแก้ปัญหายังคงมีอยู่ แต่เป็นไปอย่างเชื่องช้ามากๆ หากใช้เกณฑ์ของ องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นไม้บรรทัด ประเทศไทยยังมีค่าฝุ่นสูงกว่าค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว ซึ่งในทางระบาดวิทยาถือว่าเป็นระดับที่อันตรายและสะสมเป็นพิษต่อประชากรในระยะยาว

เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน คำถามนี้ต้องแยกกลุ่มให้ชัด หากเรามองไปยังประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกันหรือเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจโดยตรงอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า ‘เราตามหลังเขาW มาตรฐานคุณภาพอากาศบ้านเรายังแย่กว่ามาก แต่ถ้าไปเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยกว่าอย่างกัมพูชา หรือเมียนมา เราอาจจะดูดีกว่าเล็กน้อย

“อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมมองว่าเราไม่ควรภูมิใจที่ดีกว่าประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า แต่เราควรตั้งเป้าหมายไปให้ถึงระดับสิงคโปร์หรือมาเลเซียให้ได้ เพราะอากาศสะอาดคือ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่มีผลต่อการดึงดูดการลงทุนและคุณภาพแรงงาน หากเรายังพอใจกับสภาพปัจจุบัน ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะถอยหลังลงเรื่อยๆ อย่างแน่นอน” รศ.ดร.วิษณุ กล่าว

5 ใบเสร็จที่คนไทยต้องจ่าย ราคาที่ไม่มีใครอยากควักกระเป๋า

ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.วิษณุ กล่าวว่า มลพิษทางอากาศไม่ได้ลอยนวลไปเปล่าๆ แต่มันมี ‘ราคา’ ที่ต้องจ่าย เพราะมักจะมีคนเข้าใจผิดว่าถ้าไม่ไปหาหมอก็ไม่ต้องเสียเงิน แต่จริงๆ แล้วต้นทุนมลพิษอากาศประกอบด้วย 5 รายการใหญ่ๆ ที่กระจายตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ดังนี้

1. ต้นทุนทางสุขภาพ : สิ่งแรกที่ WHO ชี้ชัดคือ PM 2.5 ก่อให้เกิดโรคตั้งแต่ภูมิแพ้ไปจนถึงมะเร็งปอด มะเร็งตับ และมะเร็งไต ค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรงเหล่านี้แตะระดับหลักล้านบาทต่อราย นี่คือราคาที่จ่ายผ่านระบบตลาดที่เราเห็นชัดเจนที่สุด

2.ต้นทุนแฝง : นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เวลาเราสูดฝุ่นเข้าไป ถามว่าเราเจ็บป่วยทันทีไหม? คำตอบคือไม่ แต่มันสะสมในร่างกาย สุขภาพที่เสื่อมถอยลงทุกวันทำให้เราไม่แข็งแรงเต็มที่ แม้จะไม่ได้ไปโรงพยาบาลแต่ประสิทธิภาพในชีวิตลดลง นี่คือต้นทุนแฝงที่คนมักมองข้าม

3.ค่าเสียโอกาส : เมื่อป่วย คุณทำงานไม่ได้ รายได้ก็หาย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานรายวัน นอกเหนือจากนั้นยังมี ‘ต้นทุนแฝงของครอบครัว’ เมื่อคนหนึ่งป่วย ต้องมีคนในบ้านลางานมาดูแล กลายเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจแบบโดมิโน่

4.ค่าใช้จ่ายในการป้องกันตัว : ลองคิดดูว่าถ้าอากาศสะอาด ทำไมเราต้องเสียเงินหลักหมื่นซื้อเครื่องฟอกอากาศ? ทำไมต้องซื้อหน้ากาก N95 ตลอดทั้งปี? บางคนติดเครื่องฟอกทั้งที่บ้าน ในรถ และที่ทำงาน นี่คือภาระทางการเงินที่ครัวเรือนต้องแบกรับเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลควรจะเป็นผู้จัดหาอากาศที่บริสุทธิ์ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

5.ความสุขที่หายไป : สำหรับมิตินี้เขามองว่าสำคัญมาก เพราะวันที่ฝุ่นมา พ่อแม่ไม่สามารถพาลูกไปวิ่งเล่นกลางแจ้งได้ ความสุขจากการใช้ชีวิตนอกบ้านหายไปหมด เราไม่เคยตีราคาให้ความสุข แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ความสุขคือหัวใจของผลิตภาพ (Productivity) หากคนในชาติไม่มีความสุข เศรษฐกิจย่อมเดินต่อลำบาก

“ทั้งหมดที่พูดมานี้ ยังเป็นแค่ต้นทุนในระดับครัวเรือน ยังไม่รวมต้นทุนของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม”

กาง GDP มลพิษ 2.06 ล้านล้านบาท วิกฤตที่ดีดกลับมาแรงกว่าเดิม

เมื่อถามถึงการตีมูลค่าเป็นตัวเลขเชิงเศรษฐศาสตร์ PM 2.5 สร้างความเสียหายให้ประเทศไทยเท่าไหร่ต่อปี และเทรนด์ของตัวเลขนี้บอกอะไรเรา?

รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า จากการศึกษาวิจัยโดยใช้แนวคิด Subjective Well-being หรือมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่าย (Willingness to Pay) เพื่อลดมลพิษเพื่อให้ได้สุขภาพที่ดีขึ้น และเขาพบตัวเลขที่น่าตกใจมาก

ในปี 2562 ก่อนวิกฤตโควิด มูลค่าความเสียหายเฉพาะภาคครัวเรือนสูงถึง 2.17 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 12.9% ของ GDP หมายความว่าในทุกๆ 100 บาทที่เราผลิตสินค้าและบริการได้ เราต้องสังเวยคืนให้กับมลพิษอากาศเกือบ 13 บาท

ต่อมาในปี 2564 ตัวเลขลดลงเหลือ 1.37 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 8.5% ของ GDP เนื่องจากโควิดทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก โรงงานผลิตน้อยลง การเดินทางลดลง และที่สำคัญคือรายได้คนลดลง ทำให้มูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายลดลงตามไปด้วย

แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือปี 2566 เมื่อกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมา ตัวเลขดีดกลับขึ้นมาอยู่ที่ 2.06 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 11.5 % ของ GDP ทันที

“ข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าพัฒนาการในการแก้ปัญหาของเราไม่มีนัยสำคัญเลย พอกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา ฝุ่นก็กลับมาในระดับเดิมและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ หากเราไม่แก้ที่โครงสร้าง”

การทำลาย ‘ทุนมนุษย์’ และการสูญเสียขีดความสามารถการแข่งขัน

นอกจากตัวเลขจีดีพี ยังมีต้นทุนอื่นที่มักถูกมองข้าม เช่น ผลกระทบต่อเด็ก หรือภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่โดนผลกระทบโดยตรง โดย รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า “มิติเรื่อง ‘เด็ก’ คือความสูญเสียที่ประเมินค่าได้ยากที่สุด เพราะเด็กที่สูดฝุ่นพิษเข้าไปตั้งแต่วัยเยาว์จะมีการพัฒนาทางปัญญาและร่างกายที่ด้อยกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น กลายเป็นการทำลาย ‘ทุนมนุษย์’ ของชาติในอนาคต ประเทศไทยจะแข่งกับใครได้ถ้าเรามีประชากรที่สุขภาพอ่อนแอและมีศักยภาพลดลงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผู้ใหญ่ในวันนี้ทิ้งไว้ให้

ในมิติของ ‘ภาคธุรกิจ’ ลองดูเชียงใหม่เป็นตัวอย่าง ช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน อากาศควรจะดีที่สุดสำหรับการท่องเที่ยว แต่ฝุ่นกลับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติที่วางแผนจะมาเขาก็เปลี่ยนใจไปเวียดนามหรือญี่ปุ่นแทน ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดสูญเสียรายได้มหาศาล

นอกจากนี้ กิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างงานวิ่งมาราธอนหรืองานปั่นจักรยานที่กำลังเติบโตก็ต้องเผชิญความเสี่ยง ผู้จัดงานอาจขาดทุน ประชาชนที่ไปร่วมงานก็กลายเป็น ‘เครื่องฟอกอากาศเคลื่อนที่’ สูดฝุ่นเข้าปอดเต็มๆ นี่คือความเสียหายเชิงระบบที่กระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ประเทศไทยในระยะยาวด้วย

4,000-5,000 บาทต่อครัวเรือน กับ ‘หลุมพรางความเหลื่อมล้ำ’

รศ.ดร.วิษณุ กล่าวต่อว่า หากเฉลี่ยเป็นตัวเลขต่อครัวเรือน คนไทยต้องแบกรับภาระ โดยเฉลี่ยแล้ว มูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 5,000 บาท ต่อครัวเรือน ต่อปี ต่อฝุ่นทุกๆ 1 ไมโครกรัมที่เกินมาตรฐาน

ความน่าเศร้าคือ ‘มิติความเหลื่อมล้ำ’ มลพิษอากาศคือฆาตกรที่เลือกปฏิบัติ คนมีฐานะสามารถซื้อเครื่องฟอกอากาศชั้นดี อยู่ในบ้านที่มิดชิด แต่กลุ่มเปราะบางในสลัมแออัด บ้านเขามีรอยรั่วรอยโหว่ เขาไม่มีเงินซื้อเครื่องฟอกอากาศ หรือแม้แต่หน้ากากอนามัยที่ดีพอ และส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ต้องทำงานกลางแจ้ง

สุดท้ายคนเปราะบางก็จะป่วยหนักขึ้น ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะถ่างออกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนรวยปกป้องตัวเองได้แต่คนจนปกป้องตัวเองไม่ได้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นปัญหาสังคมที่กัดกินฐานรากของประเทศอย่างรุนแรง”

“มลพิษไม่ได้แค่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำถ่างออกเรื่อยๆ ลองคิดดูครับว่าบางพื้นที่ฝุ่นเกินมาตรฐานไปหลายสิบไมโครกรัม ตัวเลขนี้ต้องคูณเข้าไปอีกเป็นหมื่นๆ บาทต่อปี ”

ภูเขาน้ำแข็งเชิงโครงสร้าง ทำไม “พายเรือวนอยู่ในอ่าง” มาตลอด?

รศ.ดร.วิษณุ กล่าวต่อถึงปัญหาฝุ่นของไทย ว่า เหมือน ‘ภูเขาน้ำแข็ง’ สิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอดคือการแก้ปัญหาเฉพาะยอดที่พ้นน้ำ เช่น พอถึงฤดูฝุ่นก็ประกาศงดเผา ขอความร่วมมือ ตรวจควันดำ พอฝุ่นหายเรื่องก็เงียบ นี่คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่วนเวียนมาทุกปี

แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างใต้ผิวน้ำที่มี 3 ปัญหาหลัก กลับไม่มีใครแตะต้อง:

1. ขาดหน่วยงานที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ (Single Command): ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มีหน้าที่แค่ ‘ประสานงาน’ แต่ไม่มีอำนาจสั่งการกระทรวงเกษตรฯ ให้หยุดเผา หรือสั่งกระทรวงคมนาคมให้จัดการรถควันดำอย่างเด็ดขาด กรมควบคุมมลพิษจึงเป็นเพียง ‘เสือกระดาษ’ ที่ไร้เขี้ยวเล็บในทางปฏิบัติ

2. การยึดติดกับวิธี ‘สั่งการ’ (Command and Control): รัฐไทยถนัดแต่การออกคำสั่งห้าม ซึ่งทำได้ยากในทางปฏิบัติ แต่เราขาดการใช้ ‘เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์’ และ ‘หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle – PPP)’ ปัจจุบันเราใช้เงินภาษีประชาชนไปช่วยผู้ก่อมลพิษให้ลดมลพิษ ซึ่งมันผิดหลักการ ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นคนจ่ายค่าความเสียหายที่เขาสร้างต่อสังคม เพื่อให้เขามีแรงจูงใจในการปรับตัว

3. กลไกการเงินที่ล้มเหลว: งบประมาณแผ่นดินรายปีมัน ไม่เพียงพอ ไม่ต่อเนื่อง และไม่ทันการณ์ มลพิษอากาศมาเป็นรายสัปดาห์ แต่งบประมาณมาปีละครั้ง กองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีงบปีละ 200-300 ล้านบาท จะไปสู้กับปัญหาที่มีมูลค่าความเสียหาย 2 ล้านล้านบาทได้อย่างไร? มันเหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง

พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลไกทลายฐานภูเขาน้ำแข็ง

เขายังขยายความถึง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ว่า คือกุญแจที่จะมาไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผมพูดถึงทั้งหมดครับ โดยมีการวางห่วงโซ่การจัดการใหม่ 4 ด้าน:

1.สำนักงานบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด: พ.ร.บ. นี้จะสร้างหน่วยงานใหม่หรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ใช่แค่ผู้ประสานงาน แต่เป็นผู้กำกับนโยบายที่สามารถเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปถึงระดับจังหวัดได้อย่างมีเอกภาพ

2.ทำให้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PPP ) PPP เกิดขึ้นจริง: กฎหมายนี้จะเปิดทางให้เราจัดเก็บเงินจากผู้ก่อมลพิษตามปริมาณที่เขาปล่อย ใครปล่อยมากจ่ายมาก ใครปล่อยน้อยจ่ายน้อย นี่คือแรงจูงใจที่ทรงพลังที่สุดในทางเศรษฐศาสตร์ที่จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมปรับตัว

3.กองทุนอากาศสะอาด: เป็นการออกแบบกลไกการเงินเฉพาะ (Special Purpose Fund) เพื่อให้มีเงินทุนที่เพียงพอและต่อเนื่อง สามารถนำไปช่วยเหลือผู้ผลิตที่ต้องการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากมลพิษสูงไปสู่มลพิษต่ำได้ทันที ไม่ต้องรอกระบวนการงบประมาณที่ล่าช้า

4.อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน: พ.ร.บ. นี้จะรับรองว่าประชาชนมีสิทธิที่จะหายใจในอากาศที่สะอาด ซึ่งจะทำให้ภาครัฐมี ‘หน้าที่’ ตามกฎหมายที่ต้องจัดหาอากาศสะอาดให้ประชาชน หากรัฐนิ่งเฉย ประชาชนสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจุดนี้จะช่วยดึงรัฐบาลออกจาก Comfort Zone มาทำงานจริงจังมากขึ้น”

3 มาตรการเร่งด่วน “เช็คบิล” แหล่งกำเนิดมลพิษ

เมื่อถามว่า หากรัฐบาลต้องการผลลัพธ์ในระยะสั้น 3 มาตรการเร่งด่วนที่แนะนำคืออะไร?

รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า ถ้าจะเอาแบบทำได้ทันทีและเห็นผลชัด เขามีข้อเสนอ 3 จุดเปลี่ยน:

1.ลุยตรวจควันดำ ‘เวลากลางคืน’: ปัจจุบันรัฐตรวจควันดำตอนกลางวัน แต่รถบรรทุกหนักยูโร 1-2 ที่ก่อมลพิษสูงมักวิ่งตอนกลางคืน ฝุ่นจึงสะสมในช่วงเช้ามืด รัฐต้องเลิกตรวจแค่ตอนกลางวันแล้วไปตั้งด่านกวดขันตอนกลางคืนอย่างเข้มงวดให้เกิดความกลัวในหมู่ผู้ขับขี่รถบรรทุกและรถปิคอัพดัดแปลง

2.สร้างตลาด ‘เศษวัสดุการเกษตร’ ระดับประเทศ: เกษตรกรไม่อยากเผาฟางข้าวหรือใบอ้อย แต่เขาไม่มีทางเลือก รัฐต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยง Supply (ฟางข้าว) เข้ากับ Demand (โรงไฟฟ้าชีวมวล) ทั่วประเทศ ออกแบบระบบ Logistics ช่วยค่าขนส่งให้เกษตรกรคุ้มค่าที่จะขนไปขายมากกว่าเผาทิ้ง มาตรการนี้ต้องทำแบบครอบคลุม ไม่ใช่แค่โครงการนำร่องเล็กๆ

3.ใช้กลไก PES ในภาคป่าไม้: พื้นที่ป่าคือจุดที่คุมยากที่สุด รัฐควรใช้กลไก Payment for Ecosystem Services (PES) คือการจ่ายค่าตอบแทนให้ชุมชนรอบป่า หากหมู่บ้านไหนคุมไฟป่าได้ตาม KPI ที่กำหนด รัฐต้องให้เงินรางวัลที่สูงและคุ้มค่า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนในพื้นที่ดูแลป่าแทนการเผาเพื่อหาของป่า”

บทเรียนจากโลก และทางเลือกของภาคธุรกิจไทย

โมเดลจากประเทศไหนที่ไทยควรศึกษา และภาคธุรกิจควรปรับตัวอย่างไรในเรื่อง ESG ?

สำหรับเรื่องนี้ รศ.ดร.วิษณุ ให้มุมมองว่า ประเทศที่อากาศสะอาดไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะเขามีกฎหมายที่รัดกุม ใช้เครื่องมือเศรษฐศาสตร์ และมีกองทุนเฉพาะที่เข้มแข็ง ตัวอย่างเช่น US EPA ที่มีอำนาจสั่งการเด็ดขาด หรือในยุโรปที่ใช้หลักภาษีสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น

สำหรับภาคธุรกิจ เขามองว่าตอนนี้วาระ ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น ‘ทางรอด’ ธุรกิจควรเริ่มคำนวณ True Value หรือกำไรสุทธิที่หักต้นทุนความเสียหายต่อสังคมออกแล้ว หากคุณยังผลิตสินค้าแบบไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในอนาคตคุณจะเจอกับ Cost of Inaction คือต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย ที่จะส่งผลให้สินค้าไทยถูกบอยคอตในตลาดโลกและนักลงทุนจะไม่ใส่เงินในบริษัทของคุณอีกต่อไป

โจทย์ใหญ่ถึง “ผู้นำอนาคต” และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า เขาปรารถนาจะเห็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างยั่งยืน มากกว่าการมุ่งเน้นนโยบายประชานิยมในลักษณะมาตรการเยียวยาระยะสั้นหรือการจัดสรรงบประมาณแบบฉาบฉวยเพื่อหวังผลคะแนนเสียง ยกตัวอย่างเช่น นโยบายอุดหนุนภาคเกษตรกรรมโดยขาดกลไกส่งเสริมการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ซึ่งแม้จะสร้างความพึงพอใจในระยะสั้น แต่กลับส่งผลเสียต่อวินัยการคลังและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ประการสำคัญ ผู้นำยุคใหม่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่งเน้นเพียงการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มาเป็นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน GDP ของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ของโลก แต่ดัชนีคุณภาพสิ่งแวดล้อมกลับรั้งท้ายอยู่ในอันดับเกือบร้อย ความย้อนแย้งนี้สะท้อนว่าเรากำลังแลกสุขภาพของประชาชนกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่ทิศทางที่ยั่งยืน จึงอยากเห็นรัฐบาลที่ขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการทำ CSR หรือวาทกรรมเพื่อภาพลักษณ์ แต่ต้องเป็นนโยบายระดับโครงสร้างที่ตอบโจทย์มาตรฐานสากล

ส่วนภารกิจที่ต้องการเห็นหลังจัดตั้งรัฐบาล กับวาระเร่งด่วนในมิติสิ่งแวดล้อม คือการรื้อฟื้นและผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ยังคงหยุดชะงัก รวมถึง ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) เพราะสองกฎหมายนี้คือเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพของประชาชน และเป็นกุญแจสำคัญในการปรับตัวเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่

“ผมอยากเห็นผู้นำที่มองเห็นผลประโยชน์ของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ออกนโยบายประชานิยมแจกเงินระยะสั้นที่ฉาบฉวย แต่กล้าหาญที่จะลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาสมดุลระหว่าง GDP และคุณภาพชีวิตประชาชน”

พลังของ Active Citizen

รศ.ดร.วิษณุ กล่าวในตอนท้ายว่า ในมิติของการปรับตัว ประชาชนต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) และใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพให้เหลือน้อยที่สุด แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุครับ

ในมิติเชิงรุก เขาสนับสนุนให้ทุกคนยกระดับสู่การเป็น ‘พลเมืองตื่นรู้’ (Active Citizen) ที่ร่วมกันสร้างแรงกดดันทางสังคม (Social Pressure) ต่อภาครัฐ เพื่อไม่ให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมถูกละเลยไปจากสารบบนโยบาย และเชื่อมั่นว่าหากประชาชนตื่นรู้และตระหนักในสิทธิของตนเองมากเท่าไหร่ กระบวนการแก้ไขปัญหาวิกฤตอากาศสะอาดและสิ่งแวดล้อมของประเทศก็จะยิ่งถูกเร่งให้เห็นผลสัมฤทธิ์รวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น

“สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผมขอเรียกร้องให้ประชาชนใช้ ‘สุขภาวะ’ เป็นตัวตั้งในการตัดสินใจ พิจารณาว่าพรรคการเมืองใดมียุทธศาสตร์ในการแก้ไขมลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง และกล้าที่จะบริหารจัดการโดยไม่โอนอ่อนตามความต้องการของกลุ่มทุนที่ละเลยความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

จำไว้ว่าทุกลมหายใจที่เสียไปมีมูลค่า 2.06 ล้านล้านบาท วันนี้เราต้องช่วยกันกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง หากประชาชนตื่นรู้และตระหนักถึงสิทธิในอากาศสะอาดของตัวเอง การแก้ปัญหาก็จะเกิดขึ้นได้จริงเสียที”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิษณุ อรรถวานิช: ฝุ่น PM2.5 วิกฤตเงียบทางเศรษฐศาสตร์ สูบ GDP ปีละ 2 ล้านล้านบาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...