วิษณุ อรรถวานิช: ฝุ่น PM2.5 วิกฤตเงียบทางเศรษฐศาสตร์ สูบ GDP ปีละ 2 ล้านล้านบาท
คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด
ในโลกของธุรกิจและเศรษฐกิจตลอดหลายทศวรรษ เรามักคุยกันเรื่องตัวเลขจีดีพี (GDP) การส่งออก หรือกำไรของบริษัทจดทะเบียน แต่ในวันนี้ “ต้นทุนแฝง” ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอย่าง PM 2.5 กำลังกลายเป็น “มะเร็งร้าย” ที่กัดกินความมั่งคั่งและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี
‘ประชาชาติธุรกิจ’ มีโอกาสสนทนาเจาะลึกกับ ‘รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช’ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมแถวหน้าของประเทศ ผู้ลงลึกศึกษาต้นทุนที่คนไทยต้องแบกรับจากมลพิษอากาศมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่มันคือวิกฤตโครงสร้างกฎหมาย การเงิน และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ต้องการ “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวข้ามการเมืองระยะสั้น เพื่อรักษาลมหายใจของคนในชาติไว้อย่างยั่งยืน
สถานการณ์ PM 2.5 ของไทย บนเข็มไมล์ที่ ‘เชื่องช้า’ กว่าโลก
รศ.ดร.วิษณุ เริ่มต้นบทสนทนาว่า ถ้าให้สรุปภาพรวมในมิติทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ต้องบอกว่าทิศทางในการพยายามแก้ปัญหายังคงมีอยู่ แต่เป็นไปอย่างเชื่องช้ามากๆ หากใช้เกณฑ์ของ องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นไม้บรรทัด ประเทศไทยยังมีค่าฝุ่นสูงกว่าค่ามาตรฐานหลายเท่าตัว ซึ่งในทางระบาดวิทยาถือว่าเป็นระดับที่อันตรายและสะสมเป็นพิษต่อประชากรในระยะยาว
เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน คำถามนี้ต้องแยกกลุ่มให้ชัด หากเรามองไปยังประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกันหรือเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจโดยตรงอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า ‘เราตามหลังเขาW มาตรฐานคุณภาพอากาศบ้านเรายังแย่กว่ามาก แต่ถ้าไปเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยกว่าอย่างกัมพูชา หรือเมียนมา เราอาจจะดูดีกว่าเล็กน้อย
“อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมมองว่าเราไม่ควรภูมิใจที่ดีกว่าประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า แต่เราควรตั้งเป้าหมายไปให้ถึงระดับสิงคโปร์หรือมาเลเซียให้ได้ เพราะอากาศสะอาดคือ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่มีผลต่อการดึงดูดการลงทุนและคุณภาพแรงงาน หากเรายังพอใจกับสภาพปัจจุบัน ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะถอยหลังลงเรื่อยๆ อย่างแน่นอน” รศ.ดร.วิษณุ กล่าว
5 ใบเสร็จที่คนไทยต้องจ่าย ราคาที่ไม่มีใครอยากควักกระเป๋า
ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.วิษณุ กล่าวว่า มลพิษทางอากาศไม่ได้ลอยนวลไปเปล่าๆ แต่มันมี ‘ราคา’ ที่ต้องจ่าย เพราะมักจะมีคนเข้าใจผิดว่าถ้าไม่ไปหาหมอก็ไม่ต้องเสียเงิน แต่จริงๆ แล้วต้นทุนมลพิษอากาศประกอบด้วย 5 รายการใหญ่ๆ ที่กระจายตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ดังนี้
1. ต้นทุนทางสุขภาพ : สิ่งแรกที่ WHO ชี้ชัดคือ PM 2.5 ก่อให้เกิดโรคตั้งแต่ภูมิแพ้ไปจนถึงมะเร็งปอด มะเร็งตับ และมะเร็งไต ค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรงเหล่านี้แตะระดับหลักล้านบาทต่อราย นี่คือราคาที่จ่ายผ่านระบบตลาดที่เราเห็นชัดเจนที่สุด
2.ต้นทุนแฝง : นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เวลาเราสูดฝุ่นเข้าไป ถามว่าเราเจ็บป่วยทันทีไหม? คำตอบคือไม่ แต่มันสะสมในร่างกาย สุขภาพที่เสื่อมถอยลงทุกวันทำให้เราไม่แข็งแรงเต็มที่ แม้จะไม่ได้ไปโรงพยาบาลแต่ประสิทธิภาพในชีวิตลดลง นี่คือต้นทุนแฝงที่คนมักมองข้าม
3.ค่าเสียโอกาส : เมื่อป่วย คุณทำงานไม่ได้ รายได้ก็หาย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานรายวัน นอกเหนือจากนั้นยังมี ‘ต้นทุนแฝงของครอบครัว’ เมื่อคนหนึ่งป่วย ต้องมีคนในบ้านลางานมาดูแล กลายเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจแบบโดมิโน่
4.ค่าใช้จ่ายในการป้องกันตัว : ลองคิดดูว่าถ้าอากาศสะอาด ทำไมเราต้องเสียเงินหลักหมื่นซื้อเครื่องฟอกอากาศ? ทำไมต้องซื้อหน้ากาก N95 ตลอดทั้งปี? บางคนติดเครื่องฟอกทั้งที่บ้าน ในรถ และที่ทำงาน นี่คือภาระทางการเงินที่ครัวเรือนต้องแบกรับเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลควรจะเป็นผู้จัดหาอากาศที่บริสุทธิ์ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
5.ความสุขที่หายไป : สำหรับมิตินี้เขามองว่าสำคัญมาก เพราะวันที่ฝุ่นมา พ่อแม่ไม่สามารถพาลูกไปวิ่งเล่นกลางแจ้งได้ ความสุขจากการใช้ชีวิตนอกบ้านหายไปหมด เราไม่เคยตีราคาให้ความสุข แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ความสุขคือหัวใจของผลิตภาพ (Productivity) หากคนในชาติไม่มีความสุข เศรษฐกิจย่อมเดินต่อลำบาก
“ทั้งหมดที่พูดมานี้ ยังเป็นแค่ต้นทุนในระดับครัวเรือน ยังไม่รวมต้นทุนของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม”
กาง GDP มลพิษ 2.06 ล้านล้านบาท วิกฤตที่ดีดกลับมาแรงกว่าเดิม
เมื่อถามถึงการตีมูลค่าเป็นตัวเลขเชิงเศรษฐศาสตร์ PM 2.5 สร้างความเสียหายให้ประเทศไทยเท่าไหร่ต่อปี และเทรนด์ของตัวเลขนี้บอกอะไรเรา?
รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า จากการศึกษาวิจัยโดยใช้แนวคิด Subjective Well-being หรือมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่าย (Willingness to Pay) เพื่อลดมลพิษเพื่อให้ได้สุขภาพที่ดีขึ้น และเขาพบตัวเลขที่น่าตกใจมาก
ในปี 2562 ก่อนวิกฤตโควิด มูลค่าความเสียหายเฉพาะภาคครัวเรือนสูงถึง 2.17 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 12.9% ของ GDP หมายความว่าในทุกๆ 100 บาทที่เราผลิตสินค้าและบริการได้ เราต้องสังเวยคืนให้กับมลพิษอากาศเกือบ 13 บาท
ต่อมาในปี 2564 ตัวเลขลดลงเหลือ 1.37 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 8.5% ของ GDP เนื่องจากโควิดทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก โรงงานผลิตน้อยลง การเดินทางลดลง และที่สำคัญคือรายได้คนลดลง ทำให้มูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายลดลงตามไปด้วย
แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือปี 2566 เมื่อกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมา ตัวเลขดีดกลับขึ้นมาอยู่ที่ 2.06 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 11.5 % ของ GDP ทันที
“ข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าพัฒนาการในการแก้ปัญหาของเราไม่มีนัยสำคัญเลย พอกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา ฝุ่นก็กลับมาในระดับเดิมและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ หากเราไม่แก้ที่โครงสร้าง”
การทำลาย ‘ทุนมนุษย์’ และการสูญเสียขีดความสามารถการแข่งขัน
นอกจากตัวเลขจีดีพี ยังมีต้นทุนอื่นที่มักถูกมองข้าม เช่น ผลกระทบต่อเด็ก หรือภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่โดนผลกระทบโดยตรง โดย รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า “มิติเรื่อง ‘เด็ก’ คือความสูญเสียที่ประเมินค่าได้ยากที่สุด เพราะเด็กที่สูดฝุ่นพิษเข้าไปตั้งแต่วัยเยาว์จะมีการพัฒนาทางปัญญาและร่างกายที่ด้อยกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น กลายเป็นการทำลาย ‘ทุนมนุษย์’ ของชาติในอนาคต ประเทศไทยจะแข่งกับใครได้ถ้าเรามีประชากรที่สุขภาพอ่อนแอและมีศักยภาพลดลงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผู้ใหญ่ในวันนี้ทิ้งไว้ให้
ในมิติของ ‘ภาคธุรกิจ’ ลองดูเชียงใหม่เป็นตัวอย่าง ช่วงกุมภาพันธ์ถึงเมษายน อากาศควรจะดีที่สุดสำหรับการท่องเที่ยว แต่ฝุ่นกลับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติที่วางแผนจะมาเขาก็เปลี่ยนใจไปเวียดนามหรือญี่ปุ่นแทน ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดสูญเสียรายได้มหาศาล
นอกจากนี้ กิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างงานวิ่งมาราธอนหรืองานปั่นจักรยานที่กำลังเติบโตก็ต้องเผชิญความเสี่ยง ผู้จัดงานอาจขาดทุน ประชาชนที่ไปร่วมงานก็กลายเป็น ‘เครื่องฟอกอากาศเคลื่อนที่’ สูดฝุ่นเข้าปอดเต็มๆ นี่คือความเสียหายเชิงระบบที่กระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ประเทศไทยในระยะยาวด้วย
4,000-5,000 บาทต่อครัวเรือน กับ ‘หลุมพรางความเหลื่อมล้ำ’
รศ.ดร.วิษณุ กล่าวต่อว่า หากเฉลี่ยเป็นตัวเลขต่อครัวเรือน คนไทยต้องแบกรับภาระ โดยเฉลี่ยแล้ว มูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 – 5,000 บาท ต่อครัวเรือน ต่อปี ต่อฝุ่นทุกๆ 1 ไมโครกรัมที่เกินมาตรฐาน
ความน่าเศร้าคือ ‘มิติความเหลื่อมล้ำ’ มลพิษอากาศคือฆาตกรที่เลือกปฏิบัติ คนมีฐานะสามารถซื้อเครื่องฟอกอากาศชั้นดี อยู่ในบ้านที่มิดชิด แต่กลุ่มเปราะบางในสลัมแออัด บ้านเขามีรอยรั่วรอยโหว่ เขาไม่มีเงินซื้อเครื่องฟอกอากาศ หรือแม้แต่หน้ากากอนามัยที่ดีพอ และส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ต้องทำงานกลางแจ้ง
สุดท้ายคนเปราะบางก็จะป่วยหนักขึ้น ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะถ่างออกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนรวยปกป้องตัวเองได้แต่คนจนปกป้องตัวเองไม่ได้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นปัญหาสังคมที่กัดกินฐานรากของประเทศอย่างรุนแรง”
“มลพิษไม่ได้แค่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำถ่างออกเรื่อยๆ ลองคิดดูครับว่าบางพื้นที่ฝุ่นเกินมาตรฐานไปหลายสิบไมโครกรัม ตัวเลขนี้ต้องคูณเข้าไปอีกเป็นหมื่นๆ บาทต่อปี ”
ภูเขาน้ำแข็งเชิงโครงสร้าง ทำไม “พายเรือวนอยู่ในอ่าง” มาตลอด?
รศ.ดร.วิษณุ กล่าวต่อถึงปัญหาฝุ่นของไทย ว่า เหมือน ‘ภูเขาน้ำแข็ง’ สิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอดคือการแก้ปัญหาเฉพาะยอดที่พ้นน้ำ เช่น พอถึงฤดูฝุ่นก็ประกาศงดเผา ขอความร่วมมือ ตรวจควันดำ พอฝุ่นหายเรื่องก็เงียบ นี่คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่วนเวียนมาทุกปี
แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างใต้ผิวน้ำที่มี 3 ปัญหาหลัก กลับไม่มีใครแตะต้อง:
1. ขาดหน่วยงานที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ (Single Command): ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มีหน้าที่แค่ ‘ประสานงาน’ แต่ไม่มีอำนาจสั่งการกระทรวงเกษตรฯ ให้หยุดเผา หรือสั่งกระทรวงคมนาคมให้จัดการรถควันดำอย่างเด็ดขาด กรมควบคุมมลพิษจึงเป็นเพียง ‘เสือกระดาษ’ ที่ไร้เขี้ยวเล็บในทางปฏิบัติ
2. การยึดติดกับวิธี ‘สั่งการ’ (Command and Control): รัฐไทยถนัดแต่การออกคำสั่งห้าม ซึ่งทำได้ยากในทางปฏิบัติ แต่เราขาดการใช้ ‘เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์’ และ ‘หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle – PPP)’ ปัจจุบันเราใช้เงินภาษีประชาชนไปช่วยผู้ก่อมลพิษให้ลดมลพิษ ซึ่งมันผิดหลักการ ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นคนจ่ายค่าความเสียหายที่เขาสร้างต่อสังคม เพื่อให้เขามีแรงจูงใจในการปรับตัว
3. กลไกการเงินที่ล้มเหลว: งบประมาณแผ่นดินรายปีมัน ไม่เพียงพอ ไม่ต่อเนื่อง และไม่ทันการณ์ มลพิษอากาศมาเป็นรายสัปดาห์ แต่งบประมาณมาปีละครั้ง กองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีงบปีละ 200-300 ล้านบาท จะไปสู้กับปัญหาที่มีมูลค่าความเสียหาย 2 ล้านล้านบาทได้อย่างไร? มันเหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง
พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลไกทลายฐานภูเขาน้ำแข็ง
เขายังขยายความถึง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ว่า คือกุญแจที่จะมาไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผมพูดถึงทั้งหมดครับ โดยมีการวางห่วงโซ่การจัดการใหม่ 4 ด้าน:
1.สำนักงานบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด: พ.ร.บ. นี้จะสร้างหน่วยงานใหม่หรือปรับปรุงโครงสร้างเดิมให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ใช่แค่ผู้ประสานงาน แต่เป็นผู้กำกับนโยบายที่สามารถเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปถึงระดับจังหวัดได้อย่างมีเอกภาพ
2.ทำให้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PPP ) PPP เกิดขึ้นจริง: กฎหมายนี้จะเปิดทางให้เราจัดเก็บเงินจากผู้ก่อมลพิษตามปริมาณที่เขาปล่อย ใครปล่อยมากจ่ายมาก ใครปล่อยน้อยจ่ายน้อย นี่คือแรงจูงใจที่ทรงพลังที่สุดในทางเศรษฐศาสตร์ที่จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมปรับตัว
3.กองทุนอากาศสะอาด: เป็นการออกแบบกลไกการเงินเฉพาะ (Special Purpose Fund) เพื่อให้มีเงินทุนที่เพียงพอและต่อเนื่อง สามารถนำไปช่วยเหลือผู้ผลิตที่ต้องการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากมลพิษสูงไปสู่มลพิษต่ำได้ทันที ไม่ต้องรอกระบวนการงบประมาณที่ล่าช้า
4.อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน: พ.ร.บ. นี้จะรับรองว่าประชาชนมีสิทธิที่จะหายใจในอากาศที่สะอาด ซึ่งจะทำให้ภาครัฐมี ‘หน้าที่’ ตามกฎหมายที่ต้องจัดหาอากาศสะอาดให้ประชาชน หากรัฐนิ่งเฉย ประชาชนสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจุดนี้จะช่วยดึงรัฐบาลออกจาก Comfort Zone มาทำงานจริงจังมากขึ้น”
3 มาตรการเร่งด่วน “เช็คบิล” แหล่งกำเนิดมลพิษ
เมื่อถามว่า หากรัฐบาลต้องการผลลัพธ์ในระยะสั้น 3 มาตรการเร่งด่วนที่แนะนำคืออะไร?
รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า ถ้าจะเอาแบบทำได้ทันทีและเห็นผลชัด เขามีข้อเสนอ 3 จุดเปลี่ยน:
1.ลุยตรวจควันดำ ‘เวลากลางคืน’: ปัจจุบันรัฐตรวจควันดำตอนกลางวัน แต่รถบรรทุกหนักยูโร 1-2 ที่ก่อมลพิษสูงมักวิ่งตอนกลางคืน ฝุ่นจึงสะสมในช่วงเช้ามืด รัฐต้องเลิกตรวจแค่ตอนกลางวันแล้วไปตั้งด่านกวดขันตอนกลางคืนอย่างเข้มงวดให้เกิดความกลัวในหมู่ผู้ขับขี่รถบรรทุกและรถปิคอัพดัดแปลง
2.สร้างตลาด ‘เศษวัสดุการเกษตร’ ระดับประเทศ: เกษตรกรไม่อยากเผาฟางข้าวหรือใบอ้อย แต่เขาไม่มีทางเลือก รัฐต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยง Supply (ฟางข้าว) เข้ากับ Demand (โรงไฟฟ้าชีวมวล) ทั่วประเทศ ออกแบบระบบ Logistics ช่วยค่าขนส่งให้เกษตรกรคุ้มค่าที่จะขนไปขายมากกว่าเผาทิ้ง มาตรการนี้ต้องทำแบบครอบคลุม ไม่ใช่แค่โครงการนำร่องเล็กๆ
3.ใช้กลไก PES ในภาคป่าไม้: พื้นที่ป่าคือจุดที่คุมยากที่สุด รัฐควรใช้กลไก Payment for Ecosystem Services (PES) คือการจ่ายค่าตอบแทนให้ชุมชนรอบป่า หากหมู่บ้านไหนคุมไฟป่าได้ตาม KPI ที่กำหนด รัฐต้องให้เงินรางวัลที่สูงและคุ้มค่า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนในพื้นที่ดูแลป่าแทนการเผาเพื่อหาของป่า”
บทเรียนจากโลก และทางเลือกของภาคธุรกิจไทย
โมเดลจากประเทศไหนที่ไทยควรศึกษา และภาคธุรกิจควรปรับตัวอย่างไรในเรื่อง ESG ?
สำหรับเรื่องนี้ รศ.ดร.วิษณุ ให้มุมมองว่า ประเทศที่อากาศสะอาดไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะเขามีกฎหมายที่รัดกุม ใช้เครื่องมือเศรษฐศาสตร์ และมีกองทุนเฉพาะที่เข้มแข็ง ตัวอย่างเช่น US EPA ที่มีอำนาจสั่งการเด็ดขาด หรือในยุโรปที่ใช้หลักภาษีสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น
สำหรับภาคธุรกิจ เขามองว่าตอนนี้วาระ ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น ‘ทางรอด’ ธุรกิจควรเริ่มคำนวณ True Value หรือกำไรสุทธิที่หักต้นทุนความเสียหายต่อสังคมออกแล้ว หากคุณยังผลิตสินค้าแบบไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในอนาคตคุณจะเจอกับ Cost of Inaction คือต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย ที่จะส่งผลให้สินค้าไทยถูกบอยคอตในตลาดโลกและนักลงทุนจะไม่ใส่เงินในบริษัทของคุณอีกต่อไป
โจทย์ใหญ่ถึง “ผู้นำอนาคต” และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า เขาปรารถนาจะเห็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างยั่งยืน มากกว่าการมุ่งเน้นนโยบายประชานิยมในลักษณะมาตรการเยียวยาระยะสั้นหรือการจัดสรรงบประมาณแบบฉาบฉวยเพื่อหวังผลคะแนนเสียง ยกตัวอย่างเช่น นโยบายอุดหนุนภาคเกษตรกรรมโดยขาดกลไกส่งเสริมการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ซึ่งแม้จะสร้างความพึงพอใจในระยะสั้น แต่กลับส่งผลเสียต่อวินัยการคลังและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ประการสำคัญ ผู้นำยุคใหม่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่งเน้นเพียงการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มาเป็นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน GDP ของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ของโลก แต่ดัชนีคุณภาพสิ่งแวดล้อมกลับรั้งท้ายอยู่ในอันดับเกือบร้อย ความย้อนแย้งนี้สะท้อนว่าเรากำลังแลกสุขภาพของประชาชนกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่ทิศทางที่ยั่งยืน จึงอยากเห็นรัฐบาลที่ขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการทำ CSR หรือวาทกรรมเพื่อภาพลักษณ์ แต่ต้องเป็นนโยบายระดับโครงสร้างที่ตอบโจทย์มาตรฐานสากล
ส่วนภารกิจที่ต้องการเห็นหลังจัดตั้งรัฐบาล กับวาระเร่งด่วนในมิติสิ่งแวดล้อม คือการรื้อฟื้นและผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ยังคงหยุดชะงัก รวมถึง ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) เพราะสองกฎหมายนี้คือเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพของประชาชน และเป็นกุญแจสำคัญในการปรับตัวเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่
“ผมอยากเห็นผู้นำที่มองเห็นผลประโยชน์ของประเทศอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ออกนโยบายประชานิยมแจกเงินระยะสั้นที่ฉาบฉวย แต่กล้าหาญที่จะลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาสมดุลระหว่าง GDP และคุณภาพชีวิตประชาชน”
พลังของ Active Citizen
รศ.ดร.วิษณุ กล่าวในตอนท้ายว่า ในมิติของการปรับตัว ประชาชนต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) และใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพให้เหลือน้อยที่สุด แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุครับ
ในมิติเชิงรุก เขาสนับสนุนให้ทุกคนยกระดับสู่การเป็น ‘พลเมืองตื่นรู้’ (Active Citizen) ที่ร่วมกันสร้างแรงกดดันทางสังคม (Social Pressure) ต่อภาครัฐ เพื่อไม่ให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมถูกละเลยไปจากสารบบนโยบาย และเชื่อมั่นว่าหากประชาชนตื่นรู้และตระหนักในสิทธิของตนเองมากเท่าไหร่ กระบวนการแก้ไขปัญหาวิกฤตอากาศสะอาดและสิ่งแวดล้อมของประเทศก็จะยิ่งถูกเร่งให้เห็นผลสัมฤทธิ์รวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น
“สำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผมขอเรียกร้องให้ประชาชนใช้ ‘สุขภาวะ’ เป็นตัวตั้งในการตัดสินใจ พิจารณาว่าพรรคการเมืองใดมียุทธศาสตร์ในการแก้ไขมลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง และกล้าที่จะบริหารจัดการโดยไม่โอนอ่อนตามความต้องการของกลุ่มทุนที่ละเลยความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
จำไว้ว่าทุกลมหายใจที่เสียไปมีมูลค่า 2.06 ล้านล้านบาท วันนี้เราต้องช่วยกันกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง หากประชาชนตื่นรู้และตระหนักถึงสิทธิในอากาศสะอาดของตัวเอง การแก้ปัญหาก็จะเกิดขึ้นได้จริงเสียที”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิษณุ อรรถวานิช: ฝุ่น PM2.5 วิกฤตเงียบทางเศรษฐศาสตร์ สูบ GDP ปีละ 2 ล้านล้านบาท
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net