โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘Net Zero Building’ แรงขับเคลื่อนใหม่และแรงสั่นสะเทือนในตลาดออฟฟิศไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ธ.ค. 2568 เวลา 15.09 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 08.09 น.

วิกฤตคาร์บอนผลักอสังหาริมทรัพย์ไทยเปลี่ยนเกม ลงทุนอาคาร Net Zero (NZB) ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นยุทธศาสตร์ชี้วัดมูลค่าและป้องกันความเสี่ยงของ 'อาคารตกรุ่น' สะเทือนตลาดออฟฟิศกรุงเทพฯ เผชิญการแข่งขันรุนแรง เมกะโปรเจ๊กต์เอกชน-ภาครัฐเร่งสร้าง 'พิมพ์เขียว' ใหม่ของเมืองคาร์บอนต่ำ เพิ่มอำนาจอัพค่าเช่าสูงกว่าอาคารทั่วไป

11 ธันวาคม 2568 - วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จาก รายงานของ McKinsey & Company (2022) ระบุว่า ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนที่สำคัญ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก แนวโน้มนี้ทำให้ อาคารคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Building) ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นมาตรฐานใหม่ของการพัฒนา

Net Zero Building คืออาคารที่ใช้พลังงานสุทธิจากแหล่งที่ไม่ใช่ฟอสซิลเท่ากับศูนย์ หรือกล่าวคือ ใช้งานพลังงานน้อยกว่าหรือเท่ากับพลังงานสะอาดที่ผลิตได้เอง นอกจากนี้ แนวคิด NZB ยังขยายขอบเขตไปถึงการจัดการ Embodied Carbon หรือคาร์บอนที่เกิดจากกระบวนการผลิตวัสดุและการก่อสร้าง จากรายงานของ World Green Building Council’ (WorldGBC) แนะนำว่าอาคารใหม่ควรลดการปล่อยคาร์บอนจากส่วนนี้อย่างน้อย 40% ภายในปี 2030 และตั้งเป้าลดให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050

เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญ : การบรรลุเป้าหมาย NZB ต้องอาศัยการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงตลอดวงจรชีวิตอาคาร (Life Cycle) อาทิ:

  • พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy): แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเป็นแหล่งพลังงานหลัก ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานที่ทำให้การใช้ไฟฟ้ามีความต่อเนื่อง
  • การบริหารจัดการอัจฉริยะ: เซนเซอร์ IoT และ ระบบควบคุมอัตโนมัติ (BMS) ใช้ในการเก็บข้อมูลและปรับการใช้พลังงานในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสมที่สุด ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • วัสดุประสิทธิภาพสูง: การใช้กระจกกันความร้อนและฉนวนประสิทธิภาพสูง ช่วยลดภาระการทำงานของระบบปรับอากาศ ซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ของอาคาร

ในมิติของโลกธุรกิจ การลงทุนใน NZB แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Responsibility) และสอดคล้องกับแนวทาง ESG (Environmental, Social, and Governance) ที่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะนำไปสู่ผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในระยะยาว

พันธกิจคาร์บอน 40%: จุดเปลี่ยนภาคอสังหาฯ สู่ Net Zero

ตลาดออฟฟิศให้เช่าในกรุงเทพฯ ไตรมาส 3 ปี 2025 เผชิญกับ การแข่งขันที่เข้มข้น ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ซัพพลายรวม ในตลาดเพิ่มขึ้นสู่ 6.49 ล้าน ตร.ม. จากการเข้าสู่ตลาดของโครงการใหญ่ เช่น Central Park Offices ซึ่งเพิ่มพื้นที่ออฟฟิศใหม่ 63,000 ตร.ม. การเพิ่มขึ้นของซัพพลายนี้ส่งผลให้อัตราการเช่ารวมของตลาดลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 76.6%

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการดูดซับพื้นที่ชี้ให้เห็นถึงการแบ่งขั้วของตลาดอย่างชัดเจน องค์กรธุรกิจกำลังเร่งดำเนินตามกระแส "Flight to Quality" (ย้ายสู่ตึกคุณภาพ) โดยมุ่งเป้าไปที่อาคารที่มีคุณภาพสูงและมาตรฐานความยั่งยืน

  • ช่องว่างประสิทธิภาพที่ขยายตัว: อาคารที่มี มาตรฐานอาคารเขียว (Green Space) มีการดูดซับสุทธิสูงถึง 55,000 ตร.ม. ในไตรมาส 3 ปี 2025 ในขณะที่อาคารทั่วไปมีการหดตัวลง 18,000 ตร.ม. ช่องว่างด้านประสิทธิภาพที่ชัดเจนนี้ยืนยันว่า มาตรฐานความยั่งยืน ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเช่าพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ (MNCs) ที่ต้องปฏิบัติตามพันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อม
  • ค่าเช่ายังคงแข็งแกร่ง: แม้ว่าอัตราการเช่าจะอยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่ ค่าเช่าสำนักงานเฉลี่ย โดยรวมยังคงปรับตัวสูงขึ้นเป็น 853 บาท/ตร.ม./เดือน และค่าเช่าเฉลี่ยของอาคาร เกรด A เพิ่มขึ้น 1% มาอยู่ที่ 1,241 บาท/ตร.ม./เดือน นี่แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์ยังคงเน้นไปที่อาคารพรีเมียมที่มีมาตรฐานสอดคล้องกับอนาคต โดยเจ้าของอาคารคุณภาพสูงยังคงมีอำนาจในการกำหนดราคา
  • การบริหารจัดการพื้นที่เพื่อประสิทธิภาพ: องค์กรต่างๆ ใช้โอกาสที่ตลาดเอื้อต่อผู้เช่าในการ อัปเกรดสำนักงาน โดยมุ่งเน้นการปรับรูปแบบพื้นที่เพื่อรองรับการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Work) และเพิ่ม ประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ (Space Efficiency) ขึ้น 10%–30% เพื่อลดต้นทุน CapEx ของผู้เช่าสำหรับการย้ายเข้า

โครงการยักษ์นำร่อง: 'Net Zero' พิมพ์เขียวใหม่ของอสังหาฯ ไทย

ประเทศไทยมีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและ Net Zero Building ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดอสังหาฯ ในอนาคต ประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มการพัฒนาอาคาร Net Zero อย่างชัดเจน โดยหลายโครงการใหญ่ได้นำเทคโนโลยีและแนวคิดยั่งยืนมาปรับใช้ สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ ดังตัวอย่างโครงการต่อไปนี้

  • One Bangkok

One Bangkok เป็นหนึ่งในตัวอย่างของอาคารที่ออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของผู้ใช้งานตั้งแต่แรกเริ่ม โดยได้รับมาตรฐาน LEED ND Platinum และ WELL Core & Shell Platinum โดยภายในโครงการมีการใช้ District Cooling System ที่ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 17,000 MWh/ปี และลด CO₂ ประมาณ 9,000 ตัน/ปี พร้อม Smart Energy Management System และ IoT ที่สามารถตรวจสอบการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ รวมถึงระบบน้ำรีไซเคิลและการรีไซเคิลขยะจากการก่อสร้างได้มากกว่า 75%

  • Queen Sirikit National Convention Center (QSNCC)

QSNCC เป็นตัวอย่างของศูนย์ประชุมที่ปรับตัวสู่ความยั่งยืนด้วยการใช้เทคโนโลยี Net Zero ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ เช่น Real-Time Carbon Footprint Tracking Dashboard, Solar Rooftop ขนาดกว่า 6,200 ตารางเมตร, ระบบแสงธรรมชาติ, การจัดการขยะอาหารแบบ Zero Food Waste และวัสดุก่อสร้างรีไซเคิลกว่า 75% โครงการนี้ได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมหลายรายการ เช่น Best Sustainability Initiative (Convention Centre) จาก M&C Asia Stella Awards 2023 และ ISO 20121

  • The PARQ

The PARQ เป็นโครงการที่ใช้เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ เพื่อลดการใช้พลังงานและคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี ระบบเครื่องปรับอากาศรวม (Chiller Plant) ที่มีประสิทธิภาพสูง, พัดลมควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (electronically commutated) ในการปรับอากาศ, กระจกฉนวน (Insulating Glass) ที่ลดความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารได้ถึง 75% และ เซ็นเซอร์อัจฉริยะ ที่ควบคุมแสงสว่างอัตโนมัติ ซึ่งการออกแบบและติดตั้งเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดการใช้พลังงานและคาร์บอน พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายสำหรับผู้ใช้อาคาร

สุดท้ายนี้ อาคารคาร์บอนสุทธิศูนย์ หรือ Net Zero Building กำลังค่อย ๆ กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้และเริ่มเป็นมาตรฐานของภาคธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ อาคารเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความยั่งยืน แต่ยังสะท้อนถึงการวางแผนและการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งด้านพลังงาน ภาพลักษณ์ และความพร้อมสำหรับอนาคต

ESG - PropTech: กลยุทธ์บริหารอาคาร สู่การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน

นอกจากนี้ การวิเคราะห์จาก JLL หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของโลกชี้ว่า ประเด็นด้าน ESG ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงนโยบายไปสู่มาตรฐานการปฏิบัติงาน ที่ต้องมีการวัดผลที่เป็นรูปธรรมในการประเมินประสิทธิภาพของอาคาร โดยเฉพาะในมิติของการใช้พลังงาน น้ำ และการบริหารจัดการตลอดวงจรชีวิตของทรัพย์สิน

คุณจักรพันธ์ ภวังคะรัตน์ หัวหน้าสายงานธุรกิจบริหารอาคาร ระบุว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอาคารที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดการใช้พลังงานประมาณ 15–20% ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ผู้เช่ากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาผู้เช่า โดยเฉพาะในทำเลที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งคุณภาพบริการและความยืดหยุ่นเป็นตัวสร้างความแตกต่าง

ตลาดออฟฟิศปี 2568 โดดเด่นด้วยการปรับพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความต้องการพื้นที่สำนักงานที่รองรับการทำงานแบบไฮบริด และการย้ายสู่ตึกที่มีมาตรฐานความยั่งยืนสูง องค์กรธุรกิจต่างให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ความคล่องตัว และสุขภาวะของพนักงาน

ธนานันต์ เรืองวีรวิชญ์ หัวหน้าสายงานบริการ ตัวแทนด้านการเช่าอาคารสำนักงาน กล่าวว่า พื้นที่สำนักงานกลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ส่งผลต่อการดึงดูดบุคลากรและประสิทธิภาพองค์กร รวมถึงเป็นตัวแทนแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ด้าน ESG และ DEI (Diversity, Equity and Inclusion หรือความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม) ซึ่งคนเจเนอเรชัน Z ให้ความสำคัญมาก หลายองค์กรใช้โอกาสที่ตลาดอาคารสำนักงานในปัจจุบันมีตัวเลือกอาคารสำนักงานมากมายหลายแบบในตลาดเพื่อยกระดับพื้นที่

ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ (Space Efficiency) ขึ้น 10–30%

ภาคธุรกิจบริการด้านวิชาชีพ บริการทางการเงิน และเทคโนโลยี เป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนกิจกรรมการเช่าพื้นที่สำนักงานในปี 2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการให้บริการแบบครบวงจร (Turnkey Solutions) ของเจ้าของอาคาร ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย (CAPEX) ของผู้เช่าสำหรับการย้ายเข้า

เมืองคาร์บอนต่ำ: ธพส. พลิกศูนย์ราชการฯ สู่ต้นแบบ 'Regenerative City'

การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคเอกชน แต่ยังได้รับแรงผลักดันที่สำคัญจากภาครัฐ โดย บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ได้ดำเนินโครงการพัฒนา "ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ" ภายใต้แนวคิด “A Low-Carbon City Working with Nature” ซึ่งเป็นต้นแบบของการพลิกโฉมพื้นที่ราชการให้กลายเป็น “ระบบนิเวศเมือง” ที่ยั่งยืน

โครงการนี้ดำเนินงานภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก ที่สะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดจาก "เจ้าของอาคาร" สู่ "ผู้ออกแบบระบบนิเวศ" :

  • จากรถยนต์สู่คนเดิน: เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนเดินเท้าและระบบขนส่งไฟฟ้า (EV Shuttle Bus) โดยสร้าง Skywalk ยาว 205 เมตรเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู และปรับพื้นที่จราจรเป็น โครงข่ายเรือนยอดต้นไม้ (Canopy Corridor Network)
  • จากเทาสู่เขียว: ฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการปรับพื้นที่ดาดฟ้าอาคารจอดรถให้เป็น จัตุรัสลอยฟ้า และพัฒนาอาคารจอดรถให้กลายเป็น "ฟองน้ำยักษ์" (Sponge Parking) เพื่อกักเก็บน้ำฝนแบบ Zero Runoff Discharge รวมถึงการพัฒนาพื้นที่บ่อน้ำเดิมเป็น อุทยานลอยน้ำ (B-Park Urban Floating Oasis) ที่ช่วยลดอุณหภูมิรอบพื้นที่ได้สูงถึง 9°C
  • จากคอนกรีตสู่ความหลากหลายทางชีวภาพ: เพิ่มพื้นที่สีเขียวจาก 36 ไร่ เป็นกว่า 138 ไร่ โดยการปลูกไม้พื้นถิ่นกว่า 5,500 ต้น และใช้ระบบ ร่องน้ำธรรมชาติ (Bioswale) และ สวนน้ำฝน (Rain Garden) เพื่อจัดการน้ำและลดมลพิษในอากาศ
  • จากผู้บริโภคพลังงานสู่ผู้ผลิตพลังงานสะอาด: ศูนย์ราชการฯ ขยายระบบ โซลาร์เซลล์ ครอบคลุม 10 อาคาร กำลังผลิตรวม 4,712 กิโลวัตต์ และต่อยอดสู่ระบบ กักเก็บพลังงานแบบผสมผสาน (แบตเตอรี่และไฮโดรเจน) ส่งผลให้ อาคารธนพิพัฒน์ กลายเป็นต้นแบบ Net Zero Energy Building แห่งแรกของศูนย์ราชการฯ และได้รับการรับรองมาตรฐานสากล DGNB ระดับ Platinum

การดำเนินการของ ธพส. เป็นการทดสอบสมการใหม่ที่พิสูจน์ว่า "เมืองคาร์บอนต่ำ" ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากภาคเอกชนเท่านั้น แต่สามารถเริ่มต้นจากการเปลี่ยนวิธีคิดและนโยบายของภาครัฐได้ ซึ่งจะกลายเป็น "พิมพ์เขียว" สำหรับการพัฒนาพื้นที่ราชการทั่วประเทศในอนาคต

ความยั่งยืนคือ ROI ป้องกันความเสี่ยง 'อาคารตกรุ่น'

การลงทุนใน Net Zero Building และการพัฒนาเมืองยั่งยืนเป็น การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาว แม้ว่า ต้นทุนเริ่มต้น (Upfront Capital Cost) ของอาคาร Net Zero จะสูงกว่าอาคารทั่วไป แต่ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) มีความคุ้มค่าสูง

  • การประหยัดค่าใช้จ่ายและมูลค่าทรัพย์สิน: NZB สร้างผลตอบแทนผ่าน การประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (OpEx) ที่ลดลงอย่างมากตลอดอายุการใช้งานของอาคาร นอกจากนี้ อาคารที่มีมาตรฐานความยั่งยืนสามารถเรียกเก็บ ค่าเช่า (Rental Premium) ที่สูงกว่า และมีแนวโน้มที่ มูลค่าทรัพย์สินจะเพิ่มขึ้น (Capital Value Premium) สูงกว่าอาคารทั่วไป ซึ่งช่วยป้องกันความเสี่ยงของ "อาคารตกรุ่น" (Stranded Assets) ในอนาคต
  • เครื่องมือทางธุรกิจเพื่อบุคลากร: พื้นที่สำนักงานได้กลายเป็นมากกว่าแค่สถานที่ทำงาน แต่เป็น เครื่องมือทางธุรกิจ ที่สำคัญต่อกลยุทธ์ด้านบุคลากร (Talent Strategy) องค์กรต่าง ๆ ต้องการพื้นที่ที่ส่งเสริม สุขภาวะ การทำงานร่วมกัน ความคล่องตัว และสะท้อน อัตลักษณ์ด้าน ESG และ DEI ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดและรักษาคนเก่ง โดยเฉพาะคน Gen Z

แนวโน้มในอนาคต:

  • Flight to Quality เร่งตัว: แนวโน้มการย้ายสู่ตึกคุณภาพสูงและยั่งยืนจะยิ่งรุนแรงขึ้น ทำให้ช่องว่างระหว่างอาคารเขียวกับอาคารทั่วไปขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อาคารที่ไม่มีการยกระดับมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานจะเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันและการกำหนดราคา
  • บทบาทของ Turnkey Solutions: เจ้าของอาคารจะเพิ่มบทบาทในการให้บริการแบบครบวงจร (Turnkey Solutions) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น (CapEx) ในการย้ายเข้าของผู้เช่า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมการเช่าในตลาด
  • ESG เป็นมาตรฐานการวัดผล: ประเด็น ESG จะก้าวข้ามจากการเป็นนโยบายไปสู่ มาตรฐานการปฏิบัติงานที่ต้องมีการวัดผลที่เป็นรูปธรรม ตลอดวงจรชีวิตของทรัพย์สิน โดยเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติจะเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการอาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานนี้

NZB: คุ้มค่าในระยะยาว? การวิเคราะห์ต้นทุน (CapEx) และ IRR

การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero Building (NZB) ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ต้องพิจารณาตลอด วงจรชีวิตของอาคาร (Life Cycle Cost) แม้ว่า ต้นทุนเริ่มต้น (Upfront Capital Cost) ของ NZB จะสูงกว่าอาคารทั่วไป แต่ผลประโยชน์ในระยะยาวทั้งด้านการเงินและการตลาดนั้นมีนัยสำคัญ ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนโดยรวมมีความคุ้มค่าสูง

1. ผลกระทบด้านต้นทุน (Cost Impact)

NZB มักมีต้นทุนการก่อสร้างเริ่มต้นที่สูงกว่าอาคารทั่วไป เนื่องจากต้องมีการลงทุนในเทคโนโลยีและวัสดุเฉพาะที่เน้นประสิทธิภาพ:

การศึกษาพบว่าต้นทุนการก่อสร้างเริ่มต้นของ NZB อาจเพิ่มขึ้นระหว่าง 3% ถึง 17% ของต้นทุนรวม โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดส่วนเพิ่มของต้นทุน (Capital Cost Premium) คือ การลงทุนในระบบที่จำเป็นต่อการลดการใช้พลังงานและผลิตพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงาน การใช้วัสดุหุ้มอาคาร (Envelope) ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น กระจกฉนวนกันความร้อน และการติดตั้งระบบจัดการอาคารอัจฉริยะ (BMS/Smart Controls) ที่มีความซับซ้อน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในระยะเริ่มต้นนี้เป็นการช่วย ลดความเสี่ยงอาคารตกรุ่น (Stranded Assets) ในระยะยาว เมื่อกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอาคารเก่าให้เป็น Net Zero (Retrofit) อาจสูงกว่าการสร้างใหม่ถึงหลายเท่า การสร้าง NZB ตั้งแต่แรกจึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านต้นทุนในอนาคต

2. ผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment - ROI)

ผลตอบแทนของ NZB มาจากสองส่วนหลัก คือ การประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นในตลาด:

2.1 การประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operational Cost Savings)

NZB ได้รับการออกแบบให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีการผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งนำไปสู่ การประหยัดค่าสาธารณูปโภคที่มาก (Substantial Savings) ตลอดอายุการใช้งานของอาคาร

ในทางสถิติ โครงการ Net Zero Energy Building (ZEB) มีการประเมินว่าให้ อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return - IRR) อยู่ในช่วงที่น่าสนใจ และมี ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) สำหรับส่วนที่ลงทุนเพิ่มประมาณ 7 ถึง 9 ปี แสดงให้เห็นว่าความคุ้มค่าทางการเงินสามารถเกิดขึ้นได้ภายในช่วงระยะกลางของการดำเนินงาน

2.2 มูลค่าตลาดและผลประโยชน์ทางการเงินที่เพิ่มขึ้น (Market Value & Financial Premiums)

อาคารที่ได้มาตรฐานความยั่งยืนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดได้อย่างชัดเจน:

  • ค่าเช่าที่สูงขึ้น (Rental Premium): NZB หรืออาคารที่มีการรับรองอาคารเขียวสามารถเรียกเก็บค่าเช่าที่สูงกว่าอาคารทั่วไปได้ โดยมีรายงานว่าสูงถึง 6% ถึง 11% ผู้เช่าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรข้ามชาติ (MNCs) เต็มใจจ่ายในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อตอบสนองต่อพันธสัญญาด้าน ESG ขององค์กรตนเอง
    • มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น (Capital Value Premium): อาคารที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มที่ มูลค่าทรัพย์สินจะสูงขึ้น โดยมีรายงานว่าเพิ่มขึ้นระหว่าง 6% ถึง 15.6% เนื่องจากอาคารเหล่านี้ถูกมองว่ามีความมั่นคงและเป็นไปตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการในอนาคต
    • อัตราการเช่าสูงขึ้น/อัตราว่างลดลง (Higher Occupancy/Lower Vacancy): อาคารที่คุณภาพสูงและมีมาตรฐานด้านสุขภาวะ (WELL) รวมถึงความยั่งยืน ดึงดูดผู้เช่าได้ดีกว่า ทำให้มีอัตราการเช่าสูงและลดความเสี่ยงที่พื้นที่จะว่างลง

2.3 ผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ทางการเงิน (Non-Financial Benefits)

การลงทุนใน NZB ยังเป็นกลยุทธ์ด้านบุคลากรและการสร้างแบรนด์ อาคารที่ส่งเสริมสุขภาวะ (Well-being) ของผู้ใช้งาน กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ดึงดูดและรักษาบุคลากร (Talent Attraction & Retention) นอกจากนี้ การปฏิบัติตามมาตรฐาน Net Zero ยังเป็นการแสดงออกถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (ESG Compliance) ซึ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กรและเป็นไปตามข้อกำหนดของผู้ลงทุนในปัจจุบัน

การลงทุนใน Net Zero Building จึงเป็นการเปลี่ยนจาก "ค่าใช้จ่าย" เป็น "การลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Investment)" ที่มีความคุ้มค่าทางการเงินในระยะยาวสูงกว่าอาคารทั่วไปอย่างชัดเจน ผ่านการลดต้นทุนดำเนินงาน การเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

อ้างอิง

  • McKinsey & Company. Accelerating green growth in the built environment. McKinsey. https://shorturl.at/cLWy4
  • 2. World Green Building Council. New report – The building and construction sector can reach net‑zero carbon emissions by 2050. WorldGBC. https://shorturl.at/3hVbC
  • 3. One Bangkok. Sustainability & Smart City. One Bangkok. https://shorturl.at/e0dUV
  • 4. Queen Sirikit National Convention Center (QSNCC). First time for Thailand’s convention centers! QSNCC sets a new sustainability standard for the MICE industry with a real-time carbon footprint tracking dashboard. 2 June 2025. QSNCC. https://shorturl.at/iT2Gh
  • 5. Queen Sirikit National Convention Center (QSNCC). Sustainability & Standard. QSNCC. https://shorturl.at/ZXzqU
  • 6. The PARQ. LEED Features. The PARQ. https://www.theparq.com/en/sustainability/leed-features
  • รายงาน “ตลาดสำนักงาน ไตรมาสที่ 3 ปี 2568" บริษัทไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย
  • บทวิเคราะห์ “เทรนด์สำคัญกำหนดทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568 พร้อมเผยโอกาสใหม่ในปี 2569” บริษัท เจแอลแอล (JLL)
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...