COCOCO ผลประกอบการ 9 เดือน กำไร 211.68 ลบ.แม้เจอแรงกดดันด้านต้นทุน
บมจ. ไทย โคโคนัท เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2568 รักษาผลกำไรที่ 211.68 ล้านบาท ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ เดินหน้ากลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด พร้อมเร่งลงทุนโรงงานในฟิลิปปินส์ เพื่อเสริมศักยภาพการผลิตและลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน
12 พฤศจิกายน 2568 -ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวรายใหญ่ เปิดเผยผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยในงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 5,117.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.73% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทมีกำไรสุทธิ 211.68 ล้านบาท
การเติบโตของรายได้หลักมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืชและอาหารเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้เติบโตจากผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงจากการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ผลกำไรสุทธิที่ระดับ 211.68 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 เป็นผลมาจากต้นทุนขายที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบมะพร้าว ซึ่งได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) โดยบริษัทชี้แจงว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นภาวะชั่วคราว ถึงแม้ต้องเผชิญภาวะต้นทุนที่ผันผวน แต่บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ในระดับที่มั่นคงได้
บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์มุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิผลสูงสุด และการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของรายได้กับผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว
สำหรับผลประกอบการเฉพาะงวดไตรมาสที่ 3 ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 1,770.96 ล้านบาท ซึ่งมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว ขณะที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 69.45 ล้านบาท โดยปัจจัยที่ส่งผลให้กำไรสุทธิไตรมาส 3 อยู่ในระดับดังกล่าว มาจาก:
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น : จากการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว การทดลองเดินเครื่องจักรใหม่ก่อนเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายบุคลากรและการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในองค์กร เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
- ต้นทุนขายและบริการลดลง : ต้นทุนขายและบริการในไตรมาส 3 ลดลงมาอยู่ที่ 1,424.46 ล้านบาท โดยเป็นผลจากราคาวัตถุดิบมะพร้าวที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง และบริษัทสามารถควบคุมประสิทธิภาพการผลิตของกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตของผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้เกิดการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย
บริษัทยังคงมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศในภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และอเมริกา พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการลงทุนผ่านบริษัทย่อยในประเทศฟิลิปปินส์ ภายใต้ชื่อ NOVOCOCONUT INC.
การลงทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต และลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Risk) ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยคาดการณ์ว่าโรงงานแห่งใหม่ในฟิลิปปินส์จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569 ทั้งนี้ แม้ต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน บริษัทฯ ยังคงดำเนินกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการกระจายตลาดและฐานลูกค้าเพื่อรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง