โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“แพทย์เชลยศักดิ์” หมอไทยยุคแรก ตำรา 1 เล่มรับจบ ไม่ต้องเรียนก็เป็นแพทย์ได้

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 พ.ย. 2568 เวลา 08.51 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2568 เวลา 08.51 น.
าภพประกอบเนื้อหา - โรงเรียนแพทย์แห่งแรก ณ โรงศิริราชพยาบาล (โรงพยาบาลศิริราช)

แพทย์เชลยศักดิ์คำเรียกอย่างกว้าง ๆ ที่หมายถึง “ผู้เชี่ยวชาญ” ด้านการแพทย์ สุขภาพ และการรักษาโรคของชุมชน โดยที่รัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ใครก็เป็นแพทย์กลุ่มนี้ได้ เพียงมีตำราการแพทย์ติดตัวสักเล่ม!

รศ. ดร. ชาติชาย มุกสงเล่าไว้ในหนังสือ โรคาโลกาภิวัฒน์ ประวัติศาสตร์สุขภาพและการแพทย์(แสงดาว : 2568) ว่า สังคมไทยโบราณมีระบบการดูแลสุขภาพที่ครอบครัวและชุมชนรักษากันเอง ราชสำนักหรือส่วนกลางมีบทบาทค่อนข้างน้อย การเรียนแพทย์เพื่อผลิต “หมอ” จึงเป็นบทบาทของชุมชน

เนื่องจากสมัยก่อนมีธรรมเนียมว่า ถ้าหมอรักษาหายค่อยจ่ายค่าตอบแทน หากไม่หายก็ไม่ต้องให้อะไรตอบแทน อาชีพแพทย์ในยุคจารีตจึงไม่มีความมั่นคง เว้นแต่จะเป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนัก ที่มีทั้งความมั่นคงทางการเงินและสถานะทางสังคม แต่ก็ถ่ายทอดองค์ความรู้กันเพียงในสำนักหรือวงศ์ตระกูลเท่านั้น

แพทย์ส่วนใหญ่ที่รักษาคนในสังคมเรียกว่า “แพทย์เชลยศักดิ์”ซึ่งไม่มีระบบบการเรียนการสอนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คือไม่มีสถาบันหรือกฎเกณฑ์จากรัฐมาควบคุมหรือวัดคุณภาพ แพทย์เชลยศักดิ์จึงมีอิสระในตัวสูง ดังที่ ปาลเลอกัวซ์บาทหลวงผู้เข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในสยามสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เล่าถึงหมอประเภทนี้ว่า

“นอกจากหมอหลวงแล้ว ก็ยังมีหมอเชลยศักดิ์อีกเป็นอันมากที่ไม่ต้องเรียนอะไรหนักหนา ไม่มีปริญญาประกาศนียบัตรอะไรทั้งนั้น ตั้งตนเองเป็นหมอ เพียงซื้อหนังสือตำรา (tamra) หรือวิธีปรุงยามาเล่มหนึ่ง มีล่วมยาแบ่งเป็นช่อง ๆ ใส่เม็ดยา น้ำมันทา มีขวดหัวน้ำมัน หรือผงยาจาม การบูร น้ำมันเทียน แต่ข้อสำคัญต้องรู้วิธีพูดพล่ามน้ำท่วมทุ่งและโอ่สรรพคุณยาเข้าไว้

ตามปรกติแล้ว บุคคลที่เริ่มตั้งต้นเป็นหมออาจจะยังไม่ได้รับผลสำเร็จ ในระยะเวลา 8 ถึง 10 ปีแรก แต่หลังจากนั้นโดยอาศัยความจัดเจนเข้าช่วย ก็จะกลายเป็นหมอดีไปได้เหมือนกัน”

ชาติชาย ชี้ว่า การเรียนแพทย์สมัยโบราณของไทยก็เหมือนการศึกษาวิชาอื่น ๆ ในสังคม คือดำเนินไปท่ามกลางความไม่เป็นทางการมากกว่าการมีระบบที่ชัดเจน ใช้วิธีการเป็นเด็กฝึกหัดในบ้านหมอที่เก่งและมีความรู้เป็นหลัก คล้ายระบบการฝึกงาน (apprenticeship) ในโลกตะวันตก

นอกจากนี้ ในระบบการเรียนและวิธีคิดเกี่ยวกับ “ความรู้” ของสังคมไทยจะเน้นเรื่องศีลธรรมในการใช้ความรู้ พอ ๆ กับองค์ความรู้ที่พร่ำสอนกัน การถ่ายทอดความรู้จึงเป็นระบบความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมากกว่าระบบสถาบัน จะเห็นว่าแม้แต่ความรู้ใน “วัด” ที่เป็นสถาบันหลักในการถ่ายทอดวิชาต่าง ๆ ก็คัดเลือกคนจากคุณธรรมมากกว่าคุณสมบัติอื่น

ยิ่งเป็นวิชาการแพทย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ความเป็นความตาย” ของคนด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของมิชชันนารีชาวอเมริกันในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านการแพทย์ต่อสังคมไทย จากการนำเสนอการแพทย์แผนตะวันตกที่เหนือกว่าการแพทย์สยามในด้านประสิทธิภาพการป้องกันและรักษาโรค

ตัวอย่างสำคัญที่ชี้ว่าสังคมไทยเริ่มเปิดรับวิชาความรู้เหล่านั้นมากขึ้นก็คือการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้แพทย์หลวงไปเรียนรู้เทคนิคการ “ปลูกฝี” จากมิชชันนารีชาวอเมริกัน เพื่อป้องกันโรคไข้ทรพิษ

สถาบันการแพทย์แบบตะวันตกลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงเมื่อเกิด “โรงพยาบาลศิริราช” ซึ่งเปิดให้ใช้บริการเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 และโรงเรียนการแพทย์ชื่อ “โรงเรียนแพทยากร” ในอีก 2 ปีต่อมา บทบาทของ “แพทย์เชลยศักดิ์” จึงค่อย ๆ เสื่อมหายไปจากสังคมไทย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ชาติชาย มุกสง. (2568). โรคาโลกาภิวัฒน์ ประวัติศาสตร์สุขภาพและการแพทย์.กรุงเทพฯ : แสงดาว.

กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. ยุครัฐไทย(โบราณ)ที่การเจ็บป่วย-ตายของประชาชนเป็น “เวรกรรม” สู่สมัยแห่งการปรับเปลี่ยน. 22 เมษายน พ.ศ. 2564. (ออนไลน์)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 พฤศจิยายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “แพทย์เชลยศักดิ์” หมอไทยยุคแรก ตำรา 1 เล่มรับจบ ไม่ต้องเรียนก็เป็นแพทย์ได้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...