โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กวาดล้างสแกมเมอร์ตลาดทุน ก.ล.ต. โฟกัสล่า “ผู้ถือหุ้นตัวจริง” ตลท. ยันตลาดยังไม่ใช่ “แหล่งฟอกเงิน”

Thairath Money

อัพเดต 04 ธ.ค. 2568 เวลา 08.59 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2568 เวลา 08.59 น.
ภาพไฮไลต์

จากกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์ และมีการอายัดหุ้นบางจาก หรือ BCP มูลค่าสูงถึง 6,000 ล้านบาท พร้อมขยายผลตรวจสอบบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อีก 7 แห่ง

ทำให้ตลาดทุนไทยตกอยู่ในความสนใจอย่างใกล้ชิด ถึงความเสี่ยงของการเป็นช่องทางในการฟอกเงิน ล่าสุดสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ออกมาระบุถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบ โดยเน้นย้ำว่า ก.ล.ต. ได้ประสานงานขอข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงทำงานร่วมกับ ปปง. อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามเส้นทางการเงินและการถือหุ้นที่ต้องสงสัย

การตรวจสอบของ ก.ล.ต. ในขณะนี้มุ่งเน้นไปที่การสืบหา "ผู้ถือหุ้นตัวจริง" โดยเฉพาะ โดยชี้แจงว่าเป้าหมายไม่ใช่การตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง แต่เป็นการตรวจสอบในชั้นของผู้ถือหุ้นว่ามีการรายงานการถือครองหลักทรัพย์อย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งหากพบการกระทำผิดก็จะมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ด้าน ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันว่า ตลาดหุ้นไทยไม่ใช่ "แหล่งฟอกเงิน" แต่ยอมรับว่าข่าวเชิงลบที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น ทั้งนี้ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ และเน้นย้ำว่า ตลท. มีระบบตรวจสอบธุรกรรมกว่า 5-6 แสนรายการต่อวันอย่างเข้มงวดเพื่อดูความผิดปกติ

อย่างไรก็ดี มองว่าการอายัดหุ้น BCP จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสภาพคล่องการซื้อขายในภาพรวม

ก.ล.ต. ผนึกหน่วยงานฯ ล่าตัว "ผู้ถือหุ้นตัวจริง" ย้ำโฟกัสที่ตัวบุคคลไม่ใช่บริษัท

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการถือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมหรือสแกมเมอร์ โดยระบุว่าขณะนี้ ก.ล.ต. ได้เริ่มกระบวนการประสานงานขอข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติในการตรวจสอบ

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างใกล้ชิด โดยมีการตกลงแนวทางการเปิดเผยข้อมูลร่วมกันเพื่อความชัดเจนในการตรวจสอบ ซึ่งการขอข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ จะดำเนินการตามความจำเป็น และโฟกัสเฉพาะจุดที่มีข้อสงสัย

ด้าน ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า แนวทางการตรวจสอบนั้น เป้าหมายหลักในขณะนี้คือการตรวจสอบในชั้นของ "ผู้ถือหุ้น" ว่ามีการรายงานข้อมูลการถือครองหลักทรัพย์ถูกต้องหรือไม่ โดยไม่ได้เป็นการเข้าไปตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน

ประเด็นสำคัญคือการพิสูจน์ทราบให้ได้ว่า ใครคือ "ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง" เนื่องจากตามกฎหมาย ผู้ที่มีหน้าที่รายงานการถือครองหุ้นคือผู้ที่ทำธุรกรรมหรือเจ้าของที่แท้จริง

หากมีการใช้ตัวแทน (Nominee) หรือโครงสร้างนิติบุคคลบังหน้า ก็จำเป็นต้องเปิดเผยไปให้ถึงบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของตัวจริง จะอ้างว่าเป็นเพียง "กล่อง" หรือนิติบุคคลลอยๆ ไม่ได้

สำหรับบทลงโทษหากพบว่ามีการรายงานข้อมูลไม่ถูกต้อง หรือไม่ทำตามเกณฑ์ Tender Offer ก็จะต้องทำให้ถูกต้อง และอาจมีความผิดซึ่งมีโทษจำคุกและปรับตามกฎหมายทีกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีอำนาจในการ "กล่าวโทษ" และส่งต่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย

ตลท. ไม่นิ่งนอนใจ ยันตลาดหุ้นไทยไม่ใช่ “แหล่งฟอกเงิน”

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของกลุ่มเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งรวมถึงหุ้นของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) มูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท ว่า

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองเรื่องนี้เป็นสัญญาณที่ดีและน่าชื่นชมที่ภาครัฐมีมาตรการออกมาปกป้องประชาชนและนักลงทุนอย่างจริงจัง ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม อัสสเดช ยอมรับว่าข่าวสารเชิงลบที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แม้จะเกิดกับบริษัทจดทะเบียนเพียงไม่กี่รายจากทั้งหมดกว่า 800 บริษัท แต่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยในระดับหนึ่ง

แต่หากจะกล่าวหาว่าตลาดหุ้นไทยกลายเป็น "แหล่งฟอกเงิน" นั้น อาจจะเป็นคำกล่าวที่รุนแรงเกินไป

ในประเด็นความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสภาพคล่องและการซื้อขายหุ้น BCP นั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้น หุ้นมูลค่า 6,000 ล้านบาทที่ถูกอายัดนั้น น่าจะเป็นส่วนที่ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวซื้อขายในช่วงที่ผ่านมาอยู่แล้ว

ดังนั้น จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อปริมาณการซื้อขายหรือราคาหุ้นในกระดาน อีกทั้งทางบริษัทเองก็ได้มีการออกแถลงการณ์และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อดูแลเรื่องนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนด้วย

สำหรับการกำกับดูแลเพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาวอัสสเดช เน้นย้ำว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีระบบตรวจสอบธุรกรรมที่เข้มงวด โดยตรวจสอบธุรกรรมกว่า 500,000 - 600,000 รายการต่อวันเพื่อดูความผิดปกติ

ย้ำพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่

อัสสเดช ชี้แจงถึงกระแสข่าวที่มีการระบุว่ามีบริษัทจดทะเบียนอีก 6 แห่ง (รวม BCP เป็น 7 แห่ง) ที่อาจมีความเชื่อมโยงหรืออยู่ในการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายฟอกเงินนั้น

โดยระบุว่า ตนได้รับทราบคำถามเกี่ยวกับรายชื่อของทั้ง 7 บริษัทที่มีการพูดถึงกัน แต่ปัจจุบันเท่าที่ทราบ ยังไม่มีหน่วยงานราชการใดส่งหนังสือหรือดำเนินการขอข้อมูลอย่างเป็นทางการมายังตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับบริษัทเหล่านั้น

อย่างไรก็ตามยืนยันว่าหากมีความจำเป็นหรือมีการประสานงานเข้ามา ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะสนับสนุนข้อมูลและให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยงานทางการในการดำเนินคดีและตรวจสอบ

ในประเด็นความกังวลเรื่องความล่าช้าหรือความคลุมเครือในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับคดีลักษณะนี้ อัสสเดช ได้ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า โดยพื้นฐานแล้ว หน้าที่ของบริษัทจดทะเบียนคือการเปิดเผยข้อมูลด้านปัจจัยพื้นฐาน เช่น ผลประกอบการ ความเสี่ยง และการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์

ซึ่งจากการตรวจสอบทั้ง 800 กว่าบริษัท ก็พบว่ามีการดำเนินการถูกต้อง แต่ในกรณีที่เป็นธุรกรรมส่วนตัวของผู้ถือหุ้นนั้น ต้องยอมรับว่าไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของบริษัทจดทะเบียนที่จะต้องไปตรวจสอบหรือเปิดเผยธุรกรรมของผู้ถือหุ้นรายตัว

แต่หากเป็นการกระทำผิดกฎเกณฑ์การซื้อขายในตลาด หรือมี "พฤติกรรมต้องห้าม" ในการเทรด ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะดำเนินการตรวจสอบและลงโทษทันที ซึ่ง ณ ขณะนี้ในส่วนของพฤติกรรมการซื้อขายที่อยู่ใต้อำนาจของ ตลท. ยังไม่พบความผิดปกติในลักษณะดังกล่าว แต่หากเป็นความผิดตามกฎหมายฟอกเงินที่หน่วยงานอื่นดูแล ตลท. ก็พร้อมสนับสนุนข้อมูลเพื่อยับยั้งความเสียหาย

หุ้นไทยน่าห่วง ดัชนีวูบ 10.2% จับตาดอกเบี้ยเฟด-กองทุนภาษีช่วยหนุน

ด้านดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และโครงการกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เปิดเผยถึงภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยประจำเดือนพฤศจิกายน โดยระบุว่าสถานการณ์มีความน่ากังวลในระดับหนึ่ง โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤศจิกายนปรับตัวลดลง 4% ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีปรับตัวลดลงไป 10.2%

ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายก็ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับเฉลี่ยประมาณ 35,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของปีนี้ที่อยู่ระดับ 41,000 ล้านบาทต่อวัน และลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สำหรับปัจจัยกดดันหลักที่ทำให้ตลาดปรับตัวลดลง มาจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนล่าสุดที่ไม่สู้ดีนัก อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 3 มักเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจ ประกอบกับภาคการส่งออกได้มีการเร่งตัวไปแล้วในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 จากความกังวลเรื่องกำแพงภาษี (Tariff)

ในส่วนของกระแสเงินทุนต่างชาตินั้น เริ่มเห็นสัญญาณการไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ แต่นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในหุ้นไทย โดยในเดือนพฤศจิกายนมีเงินไหลออกกว่า 12,559 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ 130,000 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ดร.ศรพล ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยบวกที่อาจเข้ามาช่วยพยุงตลาด โดยคาดหวังว่าตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 จะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสที่ 3 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง ซึ่งจากการสังเกตบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจัยตามฤดูกาลที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนตลาดทุนในเดือนธันวาคม คือแรงซื้อจากกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษี ซึ่งปกติจะเป็นเดือนที่มีเม็ดเงินส่วนนี้เข้ามาหนุนตลาด รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการ TISA ที่หากมีความชัดเจ จะเป็นมาตรการที่ส่งผลดีต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งตลาดมีการปรับเปลี่ยนมุมมองอย่างรวดเร็วไปสู่ความคาดหวังว่าจะมีการลดดอกเบี้ย เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ บางตัวเริ่มบ่งชี้ถึงความเสี่ยง ซึ่งหากมีการลดดอกเบี้ยจริงก็น่าจะเป็นผลดี และหลังจากนั้นต้องติดตามท่าทีของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยที่จะประชุมตามมา

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กวาดล้างสแกมเมอร์ตลาดทุน ก.ล.ต. โฟกัสล่า “ผู้ถือหุ้นตัวจริง” ตลท. ยันตลาดยังไม่ใช่ “แหล่งฟอกเงิน”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...