ราชทัณฑ์สะเทือนคุก VIP นักโทษจีนเทาจ่าย 30 ล้าน เปิดห้องลับเสพนางแบบ ให้ออก ‘ผบ.เรือนจำฉาว’
ราชทัณฑ์สะเทือนคุก VIP นักโทษจีนเทาจ่าย 30 ล้าน เปิดห้องลับเสพนางแบบ ให้ออก ‘ผบ.เรือนจำฉาว’
คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญาข่าวสด
เรือนจำ สถานที่คุมขังผู้ที่ทำผิดกฎหมาย สถานที่ซึ่งควรทำให้ผู้ต้องขังได้ทบทวน สำนึกในความผิดของตน แต่เมื่อเจอกับอำนาจเงิน ห้องเล็กๆ ใต้บันได ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ก็ทำให้สะเทือนไปทั้งกรมราชทัณฑ์
ปฏิบัติการทลาย ‘คุก VIP’ ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 10.30 น. วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 โดย พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ สั่งการให้นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นำเจ้าหน้าที่จากเรือนจำต่างๆ กว่า 100 นาย บุกจู่โจมเข้าตรวจค้นภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า แม้นแต่ตัวนายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำเองก็ไม่ระแคะระคายมาก่อน
เป้าหมายสำคัญของการตรวจค้นอยู่ที่ห้องใต้บันได ห้องเล็กๆ ภายในอาคารเรือนจำ
ภายในห้องใต้บันได พบมีสิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงยังพบของมีคมและไฟแช็ก ซึ่งเป็นของต้องห้ามในเรือนจำ ถุงยางอนามัยใช้แล้ว กระดาษทิชชู่ถูกทิ้งไว้
ที่สำคัญ ยังพบหญิงสาวชาวจีนหน้าตาดี 2 คน และผู้ต้องขังชาวจีนอยู่ด้วย
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนเทาจ้างนางแบบสาวเดินทางมาจากเมืองจีน ค่าจ้างใช้เงินระดับ 7 หลัก เพื่อพาเข้าไปให้ผู้ต้องขังกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์ทางเพศ
ซึ่งจะเบิกตัวผู้ต้องขังออกมาจากแดน 3 ผ่านประตู 2 มาห้องใต้บันไดพบกับนางแบบ โดยเจ้าหน้าที่จะพานางแบบเข้ามาในเรือนจำผ่านช่องทางจากห้องทำงาน ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งอยู่ชั้น 2 ของอาคาร ลงไปยังด้านล่างเรือนจำ โดยไม่ต้องผ่านประตู 1 ของเรือนจำ ซึ่งจะมีห้องใต้บันไดระหว่างประตู 1 และประตู 2 ซึ่งทาง ผบ.เรือนจำได้ทำไว้เพื่อรับรองแขก ดังนั้นค่อนข้างจะเป็นจุดลับตา
จนนำไปสู่การโยกย้าย ผบ.เรือนจำกับพวกรวม 20 ราย พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าหน้าที่จะไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ยืนยันว่า ได้รับรายงานด้วยวาจาจากกรมราชทัณฑ์ ทั้งเรื่องของห้องใต้บันได ถุงยางอนามัย และการนำหญิงสาวเข้าไปบริการผู้ต้องขังจีน
แต่ส่วนตัวอยากขอตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดก่อน เพื่อดูว่ามีข้อมูลตรงไหนที่ต้องดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่
ซึ่งจะถือโอกาสเป็นการปรับปรุงระบบคุกในประเทศไทยทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก
รวมทั้งจะเร่งรัดให้ดำเนินการเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นทางอาญาและวินัย อย่างไม่ละเว้น ซึ่งก็อาจจะต้องตรวจสอบย้อนหลัง ไปถึงการปฏิบัติงานของผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ด้วย
“ตั้งแต่รับราชการมาจนเกษียณอายุราชการ ก็เพิ่งเคยพบเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้ รู้สึกรับไม่ได้อย่างมาก เพราะถือเป็นการบ่อนทำลายกระบวนการยุติธรรม เชื่อว่าประชาชนทุกคนก็รับไม่ได้กับเรื่องนี้ เรื่องนี้ได้รับรายงานด้วยวาจาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ก็ได้ดำเนินการตรวจค้นและสั่งย้ายผู้บัญชาการเรือนจำ ผมได้มอบหมายให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำรายงานสรุปและให้นำมารายงานในที่ประชุมที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อติดตามความคืบหน้า” รมว.ยุติธรรม กล่าว
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีอื้อฉาวดังกล่าวว่า รมว.ยุติธรรม ต้องสั่งการให้เป็นไปตามระเบียบ ใครทำผิดก็ว่าไปตามผิด รอสำนวนทั้งหลายออกมา หากใครทำผิดเราไม่ละเว้นอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เราก็ส่งพวกหัวโจกไปรับโทษที่ประเทศต้นทางหลายรายแล้ว รวมทั้งมีการยึดทรัพย์ ถอนสัญชาติ และทำทุกอย่าง ความผิดไปถึงไหนคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ ถูกลงโทษชัดเจนอยู่แล้ว
เรื่องแบบนี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้น ถ้าเป็นการจงใจเรื่องกฎระเบียบก็ต้องมีการดำเนินการ ไม่ต้องกังวล รมว.ยุติธรรม ไม่เพิกเฉยแน่นอน
ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รักษาการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นำกำลังเข้าจู่โจมตรวจค้นที่แดน 8 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นแดนที่มีผู้ต้องขังมากที่สุดของเรือนจำพิเศษ กทม. กว่า 900 คน
นายยุทธนากล่าวว่า ตนได้รับคำสั่งให้เป็นรักษาการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร วันนี้จึงเร่งเข้าตรวจสอบภายในเรือนจำ ซึ่งแดน 8 มีโรงงานช่างไม้เก่าที่เป็นพื้นที่ฝึกอาชีพ แต่กลับถูกปิดร้าง ใช้เป็นที่พักให้นักโทษ กลุ่มจีนเทา ไปอยู่รวมกัน จึงอาจมีการซุกซ่อน สิ่งของต้องห้าม นอกจากนี้มีแดนสูทกรรม พื้นที่ประกอบอาหารที่มีนักโทษไทยร้องเรียนด้วยว่า ได้รับอาหารไม่เพียงพอ แตกต่างจากนักโทษกลุ่มจีนเทา โดยหลังปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นเช้านี้ กรมราชทัณฑ์จะเปิดเผยผลตรวจสอบให้สื่อมวลชนทราบ
ขณะนี้ กรมราชทัณฑ์ได้ตั้ง นายไพฑูรย์ มงคลหัตถี ผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ เป็นหัวหน้าคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้ง รมว.ยุติธรรม สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษ และจะเริ่มสอบปากคำอดีตผู้บัญชาการเรือนจำและเจ้าหน้าที่ที่ถูกย้าย
ด้านกรมราชทัณฑ์ ออกเอกสารชี้แจงว่า ได้มีการตรวจค้นเรือนจำดังกล่าวแล้ว พบว่า มีสิ่งของต้องห้าม และสิ่งของไม่อนุญาตให้มีครอบครองหรือใช้ในเรือนจำ ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 72 และมาตรา 73
นอกจากนี้ ยังพบสิ่งของเกินความจำเป็น เช่น ตู้เย็น ไมโครเวฟ แอร์เคลื่อนที่ และอีกหลายรายการ
รวมถึงพบว่าผู้ต้องขังบางรายมีการครอบครองสิ่งของแบรนด์เนม และจากการตรวจค้นห้องเจ้าหน้าที่ยังพบกาแฟซองจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ใช้แทนการพนันของผู้ต้องขังชาวจีนบางรายในเรือนจำ
แหล่งข่าวระดับสูงกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า ในวันที่เข้าจู่โจมเมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 พฤศจิกายนนั้น พบมีสิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก รวมถึงยังพบของมีคมและไฟแช็ก ซึ่งเป็นของต้องห้ามในเรือนจำ นอกจากนี้ยังเก็บหลักฐานถุงยางอนามัยใช้แล้ว กระดาษทิชชู่ ซึ่งถูกทิ้งไว้ในห้องลับใต้บันไดไปตรวจ DNA ด้วย
สิ่งสำคัญคือการไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อจะได้รวบรวมพยานหลักฐาน พยานวัตถุทั้งหมดนำส่งให้ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
แหล่งข่าวระบุอีกว่า นอกจากเรื่องตรวจค้นจู่โจมแดน 8 ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครแล้ว ยังต้องรวบรวมข้อมูลจากคำบอกเล่าของผู้ต้องขังอื่นๆ ในแดน 8 และแดนใกล้เคียงด้วยว่า ตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขังนั้น เจ้าหน้าที่ผู้คุมมีการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ให้อภิสิทธิ์ผู้ต้องขังจีนเทาอย่างไรบ้าง เนื่องด้วยจากการตรวจค้นจู่โจมพบว่ามีซองบุหรี่ยี่ห้อของคนจีนอยู่ด้วย
ดังนั้น ก็เป็นประเด็นขยายต่อไปว่า “ใครเป็นคนจัดหามาให้” หรือ “ใครเป็นคนสั่งซื้อ” หรือ “เจ้าหน้าที่จัดหามาให้เองแล้วนำเข้าไปให้ผู้ต้องขังจีนเทา หรือมีเอเยนต์จัดหามาให้เจ้าหน้าที่เรือนจำเพื่อนำเข้าไปให้ผู้ต้องขังจีนเทา” หรือ “ผู้ต้องขังสั่งเจ้าหน้าที่ให้นำเข้าไปให้”
ส่วนพฤติกรรมส่วนตัวของ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบความผิดปกติว่าชื่นชอบเดินทางไปมาเก๊า คู่ขนานกับการตรวจเส้นทางการเงิน โดยมีประด็นต้องสงสัยว่า ที่นอกจากไปเล่นพนันหรือไม่ อาจเป็นสถานที่รับมอบเงินจากกลุ่มเส้นเทา เพื่อหลบเลี่ยงเส้นเงินจำนวนมาก
และยังพบว่า กลุ่มจีนเทาได้มอบรถหรูให้นายมานพ อดีตผบ.เรือนจำพิเศษ กทม. ใช้ตลอดช่วงดำรงตำแหน่งด้วย
ในที่สุด การลงดาบก็เกิดขึ้น โดยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ สั่งการให้นายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และนายไตรพล สีเขียวแก่ เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน ในฐานะเลขานุการ ออกจากราชการไว้ก่อน
รายงานข่าวแจ้งว่า หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ถูกสั่งย้ายเผยว่า ห้องลับใต้บันไดก่อสร้างมาก่อนหน้านี้ประมาณ 9 เดือน โดยเงินของนักโทษจีนเทา 2 ล้านบาท เปิดใช้เฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น
ในทุกวันอาทิตย์ มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทำหน้าที่ขับรถไปรับหญิงสาวชาวจีนจากสนามบินมาส่งให้การบำเรอผู้ต้องขังชายจีนเทา โดยค่าตอบแทนผู้ต้องขังจีนเทาจ่ายให้กับผู้บริหารระดับสูงอย่างน้อย 3 คน รวมเดือนละ 30 ล้านบาท ผู้บริหารเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้รับเดือนละ 10 ล้านบาท
เงินจำนวนนี้ทราบว่าผู้บริหารคนดังกล่าวให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่สอบปากคำว่าไม่ได้รับไว้คนเดียว อ้างว่าส่วนหนึ่งแบ่งสันปันส่วนเป็นสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ เท่ากับให้ปากคำมัดเจ้าหน้าที่ว่ามีส่วนกระทำความผิดรับส่วยไปด้วย เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงออกมาแฉข้อมูล
คอร์รัปชั่น กัดกินบ่อนทำลายทุกวงการ หากไม่สามารถจัดการได้อย่างเด็ดขาด ประเทศย่อมถูกฉุดรั้งจนยากเจริญก้าวหน้า
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ราชทัณฑ์สะเทือนคุก VIP นักโทษจีนเทาจ่าย 30 ล้าน เปิดห้องลับเสพนางแบบ ให้ออก ‘ผบ.เรือนจำฉาว’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly