โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิทัยปรับบทบาท ธปท. แก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ คุมเข้มธุรกรรมร้านทอง สกัดค่าเงินบาทแข็ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ธ.ค. 2568 เวลา 14.49 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2568 เวลา 05.31 น.

ธปท. ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 เหลือโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบหลายปี เผยเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพกำลังเป็น New Normal เผยลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่ช่วยให้โตได้เหมือนเก่า เตรียมส่งมาตรการ "ยื่นมือ-ติดดิน" แก้หนี้เสีย-เติมทุน SMEs ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

18 ธ.ค. 2568 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” จัดโดย วารสารการเงินธนาคาร

โดย นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตที่ประมาณ 2.2% แต่คาดการณ์การเติบโตในปี 2569 ได้ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1.5% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2570 ที่ 2.3% แต่ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยเหลือเพียงประมาณ 2.7% หากประเทศไทยไม่มีการลงทุนใหม่หรือขยายศักยภาพ อัตราการเติบโตสูงสุดที่จะเจออาจจะไม่เกินระดับนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

“เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่อัตราการเติบโตลดต่ำลงจนกลายเป็น New Normal จากที่เคยเติบโตในอดีตถึง 7% หรือ 5% ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงประมาณ 2%”

โดยปัญหาที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจไทยนั้นมีหลายประการ แต่สามารถสรุปปัญหาเชิงโครงสร้างได้เป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่

  • ผลิตภาพต่ำ (Low Productivity) ไทยยังคงอยู่กับอุตสาหกรรมเก่าและขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันไม่เพิ่มขึ้น การลงทุนของไทยแทบไม่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการลงทุนเติบโตสูงกว่าไทยถึง 2-3 เท่า
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ (Low Resilience) ระดับหนี้ของประเทศอยู่ในระดับสูงมาก โดยหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ที่ 87% ของ GDP และหนี้ภาคธุรกิจก็สูงถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์. ปัญหาหนี้ครัวเรือนและ NPL ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อและการบริโภคต่ำลง.
  • ความเหลื่อมล้ำสูง (High Inequality) เกิดภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shape” โดยธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงแข็งแกร่งและมีผลประกอบการที่ดี แต่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก (SMEs) และประชาชนทั่วไปประสบปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อสินเชื่อของ SMEs ติดลบต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ไตรมาส ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มีจำนวนน้อย หรือมีสัดส่วน 2 % แต่มีรายได้คิดเป็น 83% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด

กระสุน ดอกเบี้ยนโยบายการยังมี แต่ต้องเก็บไว้ใช้เมื่อจำเป็น

ด้าน การดำเนินนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อวาน (17 ธ.ค. 2568 ) กนง.ได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% จนเหลือ 1.25% ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยรวมในช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.25% หรือคิดเป็น 5 ครั้ง และปรับลดครั้งละ 0.25% โดยระดับดอกเบี้ยที่ลดลงนี้มาถึงปัจจุบันถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี

นายวิทัย กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายถือเป็นเครื่องมือหลักของนโยบายการเงินของ แต่ผลกระทบของดอกเบี้ยนโยบายต่อเศรษฐกิจมีจำกัดมาก เนื่องจากปัญหาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่เป็น ปัญหาเชิงโครงสร้าง การลดดอกเบี้ยนโยบายจึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ เช่น ผลิตภาพที่ต่ำลงได้ เห็นได้จากการลดดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้งก่อนหน้านี้ รวม 1% ในช่วง 12 เดือน มีผลต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ต่ำกว่า 0.2% แม้จะมีผลจำกัด แต่ ธปท. ยังจำเป็นต้องใช้เครื่องมือนี้ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วย บรรเทาภาระให้กับประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ในการจ่ายหนี้ได้

“เมื่อวานกนง.ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้รวมกันใน 1 ปี ลดลงมาแล้ว 1.25% เป็นอัตราต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ถามว่ายังมี "กระสุน" เหลือมั้ย ยังเหลืออยู่บ้าง พร้อมจะลดต่อมั้ย พร้อม เหลือกระสุนมากมั้ย มีไม่มาก ต้องเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น และทำไมลดดอกเบี้ยแล้วเกิดผลต่อเศรษฐกิจไม่มาก เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง”

เนื่องจากผลของดอกเบี้ยนโยบายมีจำกัด ธปท. จึงได้ปรับเปลี่ยนบทบาท โดยจะใช้ มาตรการการเงินเฉพาะจุดควบคู่ไปกับนโยบายดอกเบี้ยนโยบาย ผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อ ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจ โดยมาตรการเฉพาะจุดจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาหนี้เสียรายย่อย การสนับสนุนสินเชื่อ SMEs และการสร้างความเป็นธรรมทางการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดอกเบี้ยนโยบายไม่สามารถทำได้

นายวิทัย กล่าวอีกว่า ธปท. ตัดสินใจปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นมากกว่าการวิเคราะห์ แต่จะเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยใช้การผสมผสานระหว่างนโยบายการเงิน และมาตรการการเงินเฉพาะจุดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างความยั่งยืน

“ ธปท.จะทำตามหลักการที่เคยมีมา คือ ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน คำว่า ยืนตรง คือ อยู่บนหลักการมองไกล คือ ดูไปข้างหน้า ยื่นมือ คือช่วยประชาชน ติดดิน คือการอยู่กับสังคมโดยเชื่อว่า ธปท. สามารถทำในส่วนของ "ยื่นมือ" และ "ติดดิน" ได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน การติดอยู่กับคนกับปัญหาเป็นสิ่งที่ ธปท. ปรับตัวเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดอกเบี้ยนโยบายทำไม่ได้ ”

นายวิทัย กล่าวอีกว่า เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่นโยบายการเงินตามปกติ ไม่สามารถทำได้เต็มที่ ตามที่ธปท. ได้ปรับบทบาทมาเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน

โดยมาตรการที่เริ่มกันไปแล้ว เรื่องแรกคือ การแก้ปัญหาหนี้ NPL รายย่อย ผ่านการโอนบัญชีหนี้เสีย (NPL) รายย่อยที่มีหนี้ ไม่เกิน 100,000 บาท เข้าสู่บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ( SAM) โดยมาตรการนี้ครอบคลุม 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย คิดเป็นมูลค่าหนี้ประมาณ 43,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อให้มีการแก้ไขหนี้อย่างจริงจังและให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้

มาตรการต่อมาคือ มาตรการชดเชย Credit Cost สำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับ SMEs เป็นความร่วมมือกับกระทรวงการคลังและธนาคารพาณิชย์เพื่อค้ำประกันสินเชื่อใหม่ - วงเงินสินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท ที่จะมีการลงนามในสัปดาห์หน้า โดยมุ่งเน้นช่วย SMEs ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายคือธุรกิจที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับ "Reinvent Thailand" เช่น ท่องเที่ยว, เกษตรแปรรูป, ยานยนต์ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, และโลจิสติกส์ มีการชดเชยความเสียหาย (Max Claim) ประมาณ 15-30% ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย มีเป้าหมายเพื่อ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

มาตรการที่ 3 คือมาตรการด้าน Financial Inclusion หรือ การดึงคนฐานรากเข้าสู่ระบบ โดยธปท. มีแผนจะออกชุดมาตรการเพื่อดึงคนฐานรากที่ ไม่สามารถกู้ได้ (unbanked) เข้าสู่ระบบสินเชื่อ โดยมีเป้าหมายให้กู้ไปทำธุรกิจ ทำมาหากิน ไม่ใช่กู้เพื่อการบริโภค

มาตรการที่ 4 คือ มาตรการด้าน Fairness หรือ ความเป็นธรรมทางการเงินความเหลื่อมล้ำสูง ธปท.จะทำเรื่องความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อ เช่น การแก้ไขเรื่อง การขายพ่วงประกัน หรือการเก็บ ค่าธรรมเนียม บางตัวที่สูงเกินไป, รวมถึงการลด Transaction Cost และ Accreditation Cost ที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นต้นทุนที่ฉุดรั้งไม่ให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้

“โดยเป้าหมายของธปท.จะมีมาตรการรวม7 - 8 เรื่องที่ทยอยออกมาในปี 2568 และจะเริ่มในปี 2569”

ธุรกรรมทองคำคือแรงกดดันหลัก “ค่าเงินบาท”

นายวิทัย กล่าวอีกว่า สำหรับการกำกับดูแลค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปี 2568 (YTD) ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นกว่า 8% ธปท. ติดตามพัฒนาการของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดทุกวัน และจะเข้าดูแลในบางช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าเร็วเกินไป

โดยแรงกดดันต่อค่าเงินบาทมาจากปัจจัยเชิงพื้นฐาน จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD), บัญชีเดินสะพัด (Current account), การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และ ปัจจัยที่ไม่ใช่เชิงพื้นฐาน เช่น การไหลของเงิน ทองคำ และสกุลเงินดิจิทัล

โดยธุรกรรมทองคำมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นแรงกดดันหลักต่อค่าเงินบาทในบางช่วงเวลา ปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) รายวันของกลุ่มผู้ค้าทองคำต่อปริมาณการซื้อขายรวมทั้งหมดในตลาด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8% แต่ในวันที่ค่าเงินบาทขึ้นลงเร็ว หรือแข็งค่าเร็ว ๆ นั้นปริมาณการซื้อขาย FX ของร้านทองอาจสูงถึง 20.5% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดในตลาด

โดยธุรกรรมที่พบว่ามีช่องคือ การซื้อขายทองคำแบบกระดาษ เพราะเมื่อราคาทองคำโลกสูงขึ้น ลูกค้าจะขายทองคำกระดาษ ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ ซึ่งมีหลัก ๆ 3-4 ราย จาก 15-16 รายที่ทำธุรกรรม โดยจะต้องขายดอลลาร์และซื้อบาทเพื่อปรับสถานะ (Position) การทำธุรกรรมนี้ทำให้เกิดโฟลว์ที่กดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่า

“ ในวันที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วที่สุด เช่น จาก 31.8 บาท ลงมาถึง 31.4 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ พบว่าเกินครึ่งหนึ่งของการขายดอลลาร์ทั้งหมดในตลาดมาจากร้านทอง ธปท. ได้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และพิจารณาดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดัน”

นายวิทัย กล่าวอีกว่า ธปท.ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ เข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารก่อนรับทำธุรกรรม FX ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ โดยต้องเรียกหลักฐานทุกธุรกรรม และอยู่ระหว่างการหารือกับร้านทองรายใหญ่ ให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลการทำธุรกรรมทองคำอย่างละเอียด

นอกจากนี้ยังเข้าไปตรวจสอบธุรกรรมขาย FX เพื่อป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่พึงประสงค์ หรือไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจปกติ และได้หารือกับกระทรวงการคลังเพื่อขอให้ ธปท. มีอำนาจเรียกข้อมูลและทำการกำกับดูแลในบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเงิน

รวมถึงหารือกับหน่วยงานที่ออกพันธบัตรขนาดใหญ่เพื่อขอให้ชะลอการออกพันธบัตรในช่วงที่ค่าเงินผันผวน เพื่อลดแรงจูงใจในการไหลเข้าของเงินทุน และมีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อช่วยติดตามแหล่งที่มาของคริปโทเคอร์เรนซี ธปท. กำหนดให้ผู้ที่นำเงินดอลลาร์เข้ามาขายเพื่อซื้อบาทต้องแจ้งแหล่งที่มาของเงินได้

“ ธปท. จะไม่ใช้มาตรการที่รุนแรงเกินไป เช่น การเก็บภาษีขาเข้า (เหมือนที่เคยทำในปี 2010) หรือการห้ามการเข้าออกของเงิน ธปท. มุ่งเน้นการยกระดับการกำกับดูแลโดยเฉพาะในส่วน เช่น ธุรกรรมทองคำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนและแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในบางช่วงเวลา ”

ผู้ว่าการ ธปท. ชี้แจงถึงกระแสที่ระบุว่าการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล USDT มูลค่าสูงมากจนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติด้วยว่า การซื้อขาย USDT ผ่าน Exchange ในไทยที่ชำระด้วยเงินบาท ไม่ได้มีการแปลงดอลลาร์อยู่เบื้องหลัง ผู้ซื้อจ่ายบาท เช่น 30 บาทและผู้ขายได้บาท 30 บาท โดยไม่มีการซื้อขายดอลลาร์เกิดขึ้น

“แม้ว่าธุรกรรมนี้จะไม่ได้กระทบค่าเงินบาทโดยตรง แต่ ธปท. กำลังติดตามความเสี่ยงที่ USDT อาจเกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของเงินที่ไม่พึงประสงค์ (เงินเทา) หรือการนำไปแลกเปลี่ยนเป็นดอลลาร์ผ่านช่องทางนอกกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นไปได้ในภายหลัง”

นายวิทัย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องการสื่อสารคือไม่ควรเน้นการวิเคราะห์ปัญหาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในทุกวันนี้มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่ออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ ซึ่งอาจมีทั้งผู้ที่มีความรู้จริงและผู้ที่ไม่มีความรู้จริง รวมถึงบุคคลที่ผลิตคลิปวิดีโอเพื่อสร้างบทบาททางการเมืองหรือมุ่งหวังจะเป็น influencer ไม่ว่าจะมีความรู้ในเรื่องนั้นจริงหรือไม่ก็ตาม

ดังนั้นจึงเห็นการวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ จากหลากหลายแหล่งอยู่ตลอดเวลา ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดผู้วิเคราะห์ แต่ขาดคนที่ลงมือทำจริง ๆ เราจึงควรร่วมมือกันลงมือแก้ไขปัญหา แบงก์ชาติก็จำเป็นต้องปรับตัว เพราะไม่สามารถดำเนินงานแบบเดิมไปได้ตลอด ยุคสมัยที่ผ่านมาการตีความบทบาทของแบงก์ชาติอาจแตกต่างไปบ้าง

“ผมเห็นว่าเราต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจจำนวนมาก สำหรับแบงก์ชาติเอง ไม่ควรมีบทบาทเพียงแค่การวิเคราะห์สถานการณ์เท่านั้น แต่ควรเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเน้นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว มากกว่าการเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงระยะสั้น หรือดำเนินการในเรื่องที่ไม่จำเป็น เป้าหมายของแบงก์ชาติควรเป็นการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในระยะยาว”

อ่าน Slide เพิ่มเติมได้ที่นี่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...