วิทัยปรับบทบาท ธปท. แก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ คุมเข้มธุรกรรมร้านทอง สกัดค่าเงินบาทแข็ง
ธปท. ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 เหลือโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบหลายปี เผยเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพกำลังเป็น New Normal เผยลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่ช่วยให้โตได้เหมือนเก่า เตรียมส่งมาตรการ "ยื่นมือ-ติดดิน" แก้หนี้เสีย-เติมทุน SMEs ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
18 ธ.ค. 2568 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” จัดโดย วารสารการเงินธนาคาร
โดย นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตที่ประมาณ 2.2% แต่คาดการณ์การเติบโตในปี 2569 ได้ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1.5% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2570 ที่ 2.3% แต่ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยเหลือเพียงประมาณ 2.7% หากประเทศไทยไม่มีการลงทุนใหม่หรือขยายศักยภาพ อัตราการเติบโตสูงสุดที่จะเจออาจจะไม่เกินระดับนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
“เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่อัตราการเติบโตลดต่ำลงจนกลายเป็น New Normal จากที่เคยเติบโตในอดีตถึง 7% หรือ 5% ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงประมาณ 2%”
โดยปัญหาที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจไทยนั้นมีหลายประการ แต่สามารถสรุปปัญหาเชิงโครงสร้างได้เป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่
- ผลิตภาพต่ำ (Low Productivity) ไทยยังคงอยู่กับอุตสาหกรรมเก่าและขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันไม่เพิ่มขึ้น การลงทุนของไทยแทบไม่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการลงทุนเติบโตสูงกว่าไทยถึง 2-3 เท่า
- ภูมิคุ้มกันต่ำ (Low Resilience) ระดับหนี้ของประเทศอยู่ในระดับสูงมาก โดยหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ที่ 87% ของ GDP และหนี้ภาคธุรกิจก็สูงถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์. ปัญหาหนี้ครัวเรือนและ NPL ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อและการบริโภคต่ำลง.
- ความเหลื่อมล้ำสูง (High Inequality) เกิดภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shape” โดยธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงแข็งแกร่งและมีผลประกอบการที่ดี แต่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก (SMEs) และประชาชนทั่วไปประสบปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อสินเชื่อของ SMEs ติดลบต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ไตรมาส ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มีจำนวนน้อย หรือมีสัดส่วน 2 % แต่มีรายได้คิดเป็น 83% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด
กระสุน ดอกเบี้ยนโยบายการยังมี แต่ต้องเก็บไว้ใช้เมื่อจำเป็น
ด้าน การดำเนินนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อวาน (17 ธ.ค. 2568 ) กนง.ได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% จนเหลือ 1.25% ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยรวมในช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.25% หรือคิดเป็น 5 ครั้ง และปรับลดครั้งละ 0.25% โดยระดับดอกเบี้ยที่ลดลงนี้มาถึงปัจจุบันถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี
นายวิทัย กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายถือเป็นเครื่องมือหลักของนโยบายการเงินของ แต่ผลกระทบของดอกเบี้ยนโยบายต่อเศรษฐกิจมีจำกัดมาก เนื่องจากปัญหาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่เป็น ปัญหาเชิงโครงสร้าง การลดดอกเบี้ยนโยบายจึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ เช่น ผลิตภาพที่ต่ำลงได้ เห็นได้จากการลดดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้งก่อนหน้านี้ รวม 1% ในช่วง 12 เดือน มีผลต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ต่ำกว่า 0.2% แม้จะมีผลจำกัด แต่ ธปท. ยังจำเป็นต้องใช้เครื่องมือนี้ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วย บรรเทาภาระให้กับประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ในการจ่ายหนี้ได้
“เมื่อวานกนง.ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้รวมกันใน 1 ปี ลดลงมาแล้ว 1.25% เป็นอัตราต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ถามว่ายังมี "กระสุน" เหลือมั้ย ยังเหลืออยู่บ้าง พร้อมจะลดต่อมั้ย พร้อม เหลือกระสุนมากมั้ย มีไม่มาก ต้องเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น และทำไมลดดอกเบี้ยแล้วเกิดผลต่อเศรษฐกิจไม่มาก เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง”
เนื่องจากผลของดอกเบี้ยนโยบายมีจำกัด ธปท. จึงได้ปรับเปลี่ยนบทบาท โดยจะใช้ มาตรการการเงินเฉพาะจุดควบคู่ไปกับนโยบายดอกเบี้ยนโยบาย ผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อ ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจ โดยมาตรการเฉพาะจุดจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาหนี้เสียรายย่อย การสนับสนุนสินเชื่อ SMEs และการสร้างความเป็นธรรมทางการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดอกเบี้ยนโยบายไม่สามารถทำได้
นายวิทัย กล่าวอีกว่า ธปท. ตัดสินใจปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นมากกว่าการวิเคราะห์ แต่จะเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยใช้การผสมผสานระหว่างนโยบายการเงิน และมาตรการการเงินเฉพาะจุดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างความยั่งยืน
“ ธปท.จะทำตามหลักการที่เคยมีมา คือ ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน คำว่า ยืนตรง คือ อยู่บนหลักการมองไกล คือ ดูไปข้างหน้า ยื่นมือ คือช่วยประชาชน ติดดิน คือการอยู่กับสังคมโดยเชื่อว่า ธปท. สามารถทำในส่วนของ "ยื่นมือ" และ "ติดดิน" ได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน การติดอยู่กับคนกับปัญหาเป็นสิ่งที่ ธปท. ปรับตัวเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดอกเบี้ยนโยบายทำไม่ได้ ”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่นโยบายการเงินตามปกติ ไม่สามารถทำได้เต็มที่ ตามที่ธปท. ได้ปรับบทบาทมาเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน
โดยมาตรการที่เริ่มกันไปแล้ว เรื่องแรกคือ การแก้ปัญหาหนี้ NPL รายย่อย ผ่านการโอนบัญชีหนี้เสีย (NPL) รายย่อยที่มีหนี้ ไม่เกิน 100,000 บาท เข้าสู่บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ( SAM) โดยมาตรการนี้ครอบคลุม 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย คิดเป็นมูลค่าหนี้ประมาณ 43,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อให้มีการแก้ไขหนี้อย่างจริงจังและให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้
มาตรการต่อมาคือ มาตรการชดเชย Credit Cost สำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับ SMEs เป็นความร่วมมือกับกระทรวงการคลังและธนาคารพาณิชย์เพื่อค้ำประกันสินเชื่อใหม่ - วงเงินสินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท ที่จะมีการลงนามในสัปดาห์หน้า โดยมุ่งเน้นช่วย SMEs ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายคือธุรกิจที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับ "Reinvent Thailand" เช่น ท่องเที่ยว, เกษตรแปรรูป, ยานยนต์ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, และโลจิสติกส์ มีการชดเชยความเสียหาย (Max Claim) ประมาณ 15-30% ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย มีเป้าหมายเพื่อ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
มาตรการที่ 3 คือมาตรการด้าน Financial Inclusion หรือ การดึงคนฐานรากเข้าสู่ระบบ โดยธปท. มีแผนจะออกชุดมาตรการเพื่อดึงคนฐานรากที่ ไม่สามารถกู้ได้ (unbanked) เข้าสู่ระบบสินเชื่อ โดยมีเป้าหมายให้กู้ไปทำธุรกิจ ทำมาหากิน ไม่ใช่กู้เพื่อการบริโภค
มาตรการที่ 4 คือ มาตรการด้าน Fairness หรือ ความเป็นธรรมทางการเงินความเหลื่อมล้ำสูง ธปท.จะทำเรื่องความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อ เช่น การแก้ไขเรื่อง การขายพ่วงประกัน หรือการเก็บ ค่าธรรมเนียม บางตัวที่สูงเกินไป, รวมถึงการลด Transaction Cost และ Accreditation Cost ที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นต้นทุนที่ฉุดรั้งไม่ให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้
“โดยเป้าหมายของธปท.จะมีมาตรการรวม7 - 8 เรื่องที่ทยอยออกมาในปี 2568 และจะเริ่มในปี 2569”
ธุรกรรมทองคำคือแรงกดดันหลัก “ค่าเงินบาท”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า สำหรับการกำกับดูแลค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปี 2568 (YTD) ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นกว่า 8% ธปท. ติดตามพัฒนาการของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดทุกวัน และจะเข้าดูแลในบางช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าเร็วเกินไป
โดยแรงกดดันต่อค่าเงินบาทมาจากปัจจัยเชิงพื้นฐาน จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD), บัญชีเดินสะพัด (Current account), การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และ ปัจจัยที่ไม่ใช่เชิงพื้นฐาน เช่น การไหลของเงิน ทองคำ และสกุลเงินดิจิทัล
โดยธุรกรรมทองคำมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นแรงกดดันหลักต่อค่าเงินบาทในบางช่วงเวลา ปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) รายวันของกลุ่มผู้ค้าทองคำต่อปริมาณการซื้อขายรวมทั้งหมดในตลาด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8% แต่ในวันที่ค่าเงินบาทขึ้นลงเร็ว หรือแข็งค่าเร็ว ๆ นั้นปริมาณการซื้อขาย FX ของร้านทองอาจสูงถึง 20.5% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดในตลาด
โดยธุรกรรมที่พบว่ามีช่องคือ การซื้อขายทองคำแบบกระดาษ เพราะเมื่อราคาทองคำโลกสูงขึ้น ลูกค้าจะขายทองคำกระดาษ ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ ซึ่งมีหลัก ๆ 3-4 ราย จาก 15-16 รายที่ทำธุรกรรม โดยจะต้องขายดอลลาร์และซื้อบาทเพื่อปรับสถานะ (Position) การทำธุรกรรมนี้ทำให้เกิดโฟลว์ที่กดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่า
“ ในวันที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วที่สุด เช่น จาก 31.8 บาท ลงมาถึง 31.4 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ พบว่าเกินครึ่งหนึ่งของการขายดอลลาร์ทั้งหมดในตลาดมาจากร้านทอง ธปท. ได้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และพิจารณาดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดัน”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า ธปท.ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ เข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารก่อนรับทำธุรกรรม FX ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ โดยต้องเรียกหลักฐานทุกธุรกรรม และอยู่ระหว่างการหารือกับร้านทองรายใหญ่ ให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลการทำธุรกรรมทองคำอย่างละเอียด
นอกจากนี้ยังเข้าไปตรวจสอบธุรกรรมขาย FX เพื่อป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่พึงประสงค์ หรือไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจปกติ และได้หารือกับกระทรวงการคลังเพื่อขอให้ ธปท. มีอำนาจเรียกข้อมูลและทำการกำกับดูแลในบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเงิน
รวมถึงหารือกับหน่วยงานที่ออกพันธบัตรขนาดใหญ่เพื่อขอให้ชะลอการออกพันธบัตรในช่วงที่ค่าเงินผันผวน เพื่อลดแรงจูงใจในการไหลเข้าของเงินทุน และมีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อช่วยติดตามแหล่งที่มาของคริปโทเคอร์เรนซี ธปท. กำหนดให้ผู้ที่นำเงินดอลลาร์เข้ามาขายเพื่อซื้อบาทต้องแจ้งแหล่งที่มาของเงินได้
“ ธปท. จะไม่ใช้มาตรการที่รุนแรงเกินไป เช่น การเก็บภาษีขาเข้า (เหมือนที่เคยทำในปี 2010) หรือการห้ามการเข้าออกของเงิน ธปท. มุ่งเน้นการยกระดับการกำกับดูแลโดยเฉพาะในส่วน เช่น ธุรกรรมทองคำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนและแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในบางช่วงเวลา ”
ผู้ว่าการ ธปท. ชี้แจงถึงกระแสที่ระบุว่าการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล USDT มูลค่าสูงมากจนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติด้วยว่า การซื้อขาย USDT ผ่าน Exchange ในไทยที่ชำระด้วยเงินบาท ไม่ได้มีการแปลงดอลลาร์อยู่เบื้องหลัง ผู้ซื้อจ่ายบาท เช่น 30 บาทและผู้ขายได้บาท 30 บาท โดยไม่มีการซื้อขายดอลลาร์เกิดขึ้น
“แม้ว่าธุรกรรมนี้จะไม่ได้กระทบค่าเงินบาทโดยตรง แต่ ธปท. กำลังติดตามความเสี่ยงที่ USDT อาจเกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของเงินที่ไม่พึงประสงค์ (เงินเทา) หรือการนำไปแลกเปลี่ยนเป็นดอลลาร์ผ่านช่องทางนอกกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นไปได้ในภายหลัง”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องการสื่อสารคือไม่ควรเน้นการวิเคราะห์ปัญหาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในทุกวันนี้มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่ออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ ซึ่งอาจมีทั้งผู้ที่มีความรู้จริงและผู้ที่ไม่มีความรู้จริง รวมถึงบุคคลที่ผลิตคลิปวิดีโอเพื่อสร้างบทบาททางการเมืองหรือมุ่งหวังจะเป็น influencer ไม่ว่าจะมีความรู้ในเรื่องนั้นจริงหรือไม่ก็ตาม
ดังนั้นจึงเห็นการวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ จากหลากหลายแหล่งอยู่ตลอดเวลา ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดผู้วิเคราะห์ แต่ขาดคนที่ลงมือทำจริง ๆ เราจึงควรร่วมมือกันลงมือแก้ไขปัญหา แบงก์ชาติก็จำเป็นต้องปรับตัว เพราะไม่สามารถดำเนินงานแบบเดิมไปได้ตลอด ยุคสมัยที่ผ่านมาการตีความบทบาทของแบงก์ชาติอาจแตกต่างไปบ้าง
“ผมเห็นว่าเราต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจจำนวนมาก สำหรับแบงก์ชาติเอง ไม่ควรมีบทบาทเพียงแค่การวิเคราะห์สถานการณ์เท่านั้น แต่ควรเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเน้นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว มากกว่าการเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงระยะสั้น หรือดำเนินการในเรื่องที่ไม่จำเป็น เป้าหมายของแบงก์ชาติควรเป็นการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในระยะยาว”