ออสเตรเลีย ถกกฎหมายห้ามเด็กเล่นโซเชียลฯ หวังลดผลกระทบต่อเด็ก-วัยรุ่น
ท่ามกลางแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากผู้ปกครองและกลุ่มสาธารณสุขในออสเตรเลีย ประเด็นการออกกฎหมาย “ห้ามเด็กเข้าถึงโซเชียลมีเดีย” กลายเป็นหัวข้อถกเถียงระดับชาติ โดยผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายชี้ว่า แม้จะมีการออกกฎหมายจำกัดอายุผู้ใช้ แต่การบังคับใช้ในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคด้านเทคนิคและเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีตรวจสอบอายุที่ไม่น่าเชื่อถือ
7 ธ.ค. 2568- สำนักข่าว BBC ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการออกกฎหมายห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียในประเทศออสเตรเลีย โดยกฎหมายนี้พุ่งเป้าไปยังแพลตฟอร์มรายใหญ่อย่าง Meta, TikTok และ Snapchat เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมเสพติดในกลุ่มวัยรุ่น ขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้เริ่มเผชิญแรงกดดันด้านกำกับดูแลเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปคดีความ การสอบสวน และความเสี่ยงต่อโมเดลรายได้โฆษณา หากการจำกัดอายุถูกบังคับใช้จริง
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการเตือนว่า การ“แบนเด็กออกจากโซเชียลมีเดียแบบเบ็ดเสร็จ” อาจเป็นไปได้ยากในเชิงเทคนิค แม้จะมีกฎหมายรองรับก็ตาม ปัญหาหลักอยู่ที่ การยืนยันตัวตนและอายุ ซึ่งยังไม่มีโซลูชันที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวเพียงพอสำหรับผู้ใช้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยเด็กจำนวนมากสามารถหลบเลี่ยงข้อจำกัดได้ง่าย ผ่าน VPN การใช้บัญชีปลอม หรืออุปกรณ์ของผู้ปกครอง
สำนักข่าว BBC อ้างอิงกรณีของ อิซาเบล เด็กหญิงวัย 13 ปี ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีในการหาวิธีหลบเลี่ยงกฎหมาย “แบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก” ที่ออสเตรเลียยกให้เป็นมาตรการล้ำสมัยระดับโลก โดยหลังจากมีข้อความแจ้งเตือนจาก Snapchat ขึ้นมาเตือนบนหน้าจอว่าจะถูกระงับบัญชี หากไม่สามารถพิสูจน์ว่าอายุเกิน 16 ปี อิซาเบลเพียงแค่เอารูปแม่ของเธอมาไว้หน้ากล้อง ก็สามารถผ่านการยืนยันตัวตนได้อย่างง่ายดาย
ด้านแม่ของอิซาเบลแสดงความเห็นว่า เธอไม่แปลกใจนัก เพราะนี่คือสิ่งที่คิดว่าจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้แม่ของอิซาเบลอนุญาตให้ลูกใช้ TikTok และ Snapchat ภายใต้การดูแลใกล้ชิด เพราะมองว่าดีกว่าปล่อยให้เด็กแอบเล่น แต่เธอก็มีความหวังว่าการมีกฎหมายนี้จะช่วยให้สามารถปกป้องลูกจากอันตรายบนโลกออนไลน์ได้จริง
แต่ความหวังนั้นเริ่มสั่นคลอน เมื่อผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย รวมถึงเด็ก ๆ เอง ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้และความปลอดภัยของนโยบายนี้ ซึ่งกำลังถูกจับตาจากทั่วโลก โดยเหล่าบริษัทเทคโนโลยีอันดับต้น ๆ ของโลกต่างกังวลต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้น โดยความกังวลมีทั้งเรื่องเทคโนโลยีตรวจสอบอายุที่ไม่น่าเชื่อถือ และความกลัวว่ากฎหมายนี้จะทำให้เด็กที่มีความเสี่ยงถูกโดดเดี่ยว หรือผลักให้เด็กจำนวนหนึ่งไปยังมุมมืดที่อันตรายกว่าและควบคุมน้อยกว่าในโลกออนไลน์
สำนักข่าว BBC รายงานเพิ่มว่า ในออสเตรเลียนั้นผู้ที่เป็นพ่อและแม่ของเด็ก ๆ มีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยออนไลน์ต่อลูก ๆ สูงมาก กลุ่มพ่อแม่เหล่านี้ไม่เชื่อว่าบรรดาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำหน้าที่ในการปกป้องเด็ก ๆ จากอันตรายบนแพลตฟอร์มของตัวเองอย่างเต็มที่ แม้บริษัทเหล่านั้นจะอ้างว่าพวกเขาทำดีที่สุดแล้วก็ตาม
แดนนี เอลาชิ พ่อของลูกห้าคนและนักรณรงค์ต่อต้านสมาร์ทโฟน กล่าวกับ BBC ว่า “พวกเราไม่เชื่อเลยว่าบริษัทเทคจะทำอะไรอื่นนอกจากปกป้องกำไรของตัวเอง พวกเขามีโอกาสเหลือเฟือที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพเด็ก แต่พวกเขาล้มเหลวทุกครั้ง”
แม้ผู้เชี่ยวชาญบางส่วน รวมถึงผู้กำกับดูแลความปลอดภัยทางออนไลน์ของออสเตรเลีย จะเตือนว่าการแบนเด็กจากโซเชียลไม่ใช่ทางออก แต่ความกังวลเหล่านั้นถูกกลบโดยคลื่นความไม่พอใจของผู้ปกครองและแรงกดดันทางการเมือง
ในเดือนพฤศจิกายน 2024 แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีประกาศกฎหมายนี้ โดยย้ำว่าจะไม่ลงโทษพ่อแม่หรือเด็ก แต่จะให้แพลตฟอร์มต้องใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้มีอายุอย่างน้อย 16 ปี ไม่เช่นนั้นอาจถูกปรับสูงถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 25 ล้านปอนด์)
ผู้สนับสนุนเชื่อว่ากฎหมายนี้ จะช่วยปกป้องเด็กจากอัลกอริทึมที่ทำให้เสพติด และเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่น ความรุนแรง สื่อลามก และข้อมูลเท็จ รวมถึงลดการกลั่นแกล้งไซเบอร์และการแสวงหาประโยชน์จากเด็กบนโลกออนไลน์ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าจะช่วยให้เด็กออกไปข้างนอกมากขึ้น นอนหลับดีขึ้น สุขภาพกายและใจดีขึ้น
แต่สิ่งที่ไม่ชัดเจนในกฎหมายนี้คือการบังคับใช้ให้ได้ผลควรต้องทำอย่างไร โดยเฉพาะวิธีตรวจสอบอายุผู้ใช้ที่มีหลายแบบ แต่ไม่มีวิธีใดที่แม่นยำเต็มร้อย และทุกวิธีล้วนมีความเสี่ยงในตัว ซึ่งการใช้เอกสารยืนยันตัวตนเป็นวิธีที่แม่นที่สุด แต่ต้องให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลสำคัญ ซึ่งแบบสำรวจชี้ว่าคนออสเตรเลียส่วนใหญ่ไม่เชื่อใจบริษัทโซเชียลมีเดีย ขณะที่วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลใช้งาน หรือเทคโนโลยีประเมินอายุด้วยใบหน้า ก็ขาดความแม่นยำ โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้อายุใกล้ 16 ปี
ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีสแกนใบหน้า ซึ่ง Meta และ Snapchat ได้นำมาใช้แล้วสำหรับผู้ใช้ที่สงสัยว่าอายุต่ำกว่าเกณฑ์ แต่เทคโนโลยีนี้ทำงานไม่แม่นยำในกลุ่มอายุที่ห่างจาก 16 ปี เพียง 2–3 ปี นอกจากนี้ในโซเชียลยังเต็มไปด้วยทริกเลี่ยงระบบ เช่น ใช้อีเมลพ่อแม่ สมัครบัญชีบนแพลตฟอร์มที่ไม่ถูกแบน หรือใช้ VPN เพื่อปกปิดโลเคชันของตัวเอง โดยในสหราชอาณาจักรเคยมีการใช้ VPN สูงขึ้นทันทีหลังออกกฎตรวจอายุสำหรับเว็บไซต์ลามก และผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะเกิดขึ้นในออสเตรเลียเช่นกัน
สำนักข่าว BBC ได้สอบถาม Snapchat เกี่ยวกับกรณีนี้ โดยโฆษกของ Snapchat ตอบว่า บริษัทแสดงความกังวลมาโดยตลอดเกี่ยวกับความท้าทายทางเทคนิคในการบังคับใช้กฎหมายนี้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว นี่เป็นเหมือนสงครามที่ต้องวิ่งแข่งกับเวลา เพื่อให้ระบบป้องกันดีขึ้นทุกวัน เพราะหากเด็ก ๆ โดนแบนจริง ๆ ก็จะไปหาแพลตฟอร์มอื่นใช้อยู่ดี เป็นเหมือเกม “ตีตัวตุ่น” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เมื่ออุดช่องโหว่ได้ช่องหนึ่ง เด็กก็จะหาทางใหม่ได้ทันที
สตีเฟน ชีลเลอร์ อดีตหัวหน้า Facebook ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “เด็ก ๆ จะหาทางเลี่ยงให้ได้แน่นอน เหมือนกับการบอกให้เด็ก ๆ ล้างจาน เขาก็ทำ แต่ทำแบบส่ง ๆ แถมทำไปบ่นไป” เขายังเสริมว่า ส่วนค่าปรับนั้นไม่จูงใจเลย เพราะ Facebook ทำรายได้ระดับนั้นทั่วโลกภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงค่าปรับนั้นเปรียบเหมือนใบสั่งจอดรถเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าการบังคับใช้กฎหมายนี้จะยิ่งเป็นการผลักเด็กลงไปยัง “โลกออนไลน์ที่มืดกว่าเดิม” เช่น ห้องแชตของเว็บเกมที่ปลูกฝังแนวคิดสุดโต่ง หรือการที่เด็กอาจหันไปดูคอนเทนต์แบบไม่ต้องล็อกอินบน TikTok หรือ YouTube ซึ่งอันตรายกว่าเพราะไม่มีตัวกรองเนื้อหา
โดยทาง YouTube ได้ออกมากล่าวในสัปดาห์นี้ว่า “กฎหมายนี้จะไม่ทำให้เด็กปลอดภัยขึ้น แถมจะทำให้เด็กออสเตรเลียเสี่ยงมากขึ้นบน YouTube”
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยอมรับว่า แม้แพลตฟอร์มใหญ่มีปัญหา แต่ก็ยังดีกว่าเว็บเล็ก ๆ มาก ตัวอย่างเช่น Facebook มีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติหากผู้ใหญ่ส่งข้อความหาผู้เยาว์บ่อยผิดปกติ
ทิม เลวี ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยออนไลน์ กล่าวว่า “กฎหมายนี้ไม่ได้หยุดพฤติกรรม แต่แค่ย้ายพฤติกรรมนั้นไปที่อื่นเท่านั้น การบอกผู้ปกครองว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่จริงไม่ใช่ เป็นเรื่องที่อันตรายมาก”
แม้การใช้งานโซเชียลมีเดียจะมีงานวิจัยที่บ่งชี้ถึงความเสียหายแก่กลุ่มเด็ก แต่ก็มีหลักฐานอีกด้านว่าโซเชียลมีเดียช่วยเด็กบางกลุ่ม เช่น LGBTQ+ เด็กสมาธิสั้น หรือเด็กในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้เจอชุมชนและการสนับสนุนที่พวกเขาไม่มีในชีวิตจริง
แอนน์ ฮอลแลนด์ส์ อดีตกรรมาธิการเด็ก กล่าวว่า เราแทบไม่ได้ยินเลยว่ารัฐบาลจะช่วยเด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้อย่างไร ทั้งที่หลายคนต้องการพื้นที่ออนไลน์เชิงบวกเพื่อเยียวยาและเชื่อมต่อกับผู้อื่น
เธอซึ่งใช้เวลาหลายปีผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยออนไลน์ให้เด็ก รู้สึกประหลาดใจและผิดหวังที่รัฐบาลเลือกเครื่องมือแข็ง ๆ และหยาบแบบนี้ เธอตั้งคำถามว่า หากใช้ความพยายามระดับนี้ไปกับการควบคุมอัลกอริทึม หรือปรับปรุงระบบลบเนื้อหาที่เป็นอันตราย จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าไหม
การถกเถียงในประเด็นเหล่านี้ยังดำเนินต่อไป ซึ่งความท้าทายสำคัญอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่าง “การคุ้มครองเด็ก” กับ “ความเป็นส่วนตัว” และ “สิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงสื่อสารสนเทศ” ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายประเทศทั่วโลกยังหาคำตอบร่วมกันไม่ได้
อ้างอิง: www.bbc.com