โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

IMF เตือนเสี่ยงเศรษฐกิจไทย โตแผ่ว-ไม่มีเครื่องยนต์-ลงทุนฟุบยาว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 10.56 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2568 เวลา 23.55 น.

IMF เตือนไทยปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจเพิ่ม-โตแผ่ว หนุนนโยบายการคลังเฉพาะจุด-เร่งปฏิรูปโครงสร้าง “ดร.พิพัฒน์ KKP” ห่วงไทยไม่มี Engine of Growth ฉุดเศรษฐกิจขาลงลากยาว “ท่องเที่ยว” ตัวแบกเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ขณะที่ส่งออกโต แต่ไม่ได้หนุนเศรษฐกิจในประเทศ เหตุการผลิตไม่ได้โตตาม ขณะที่ตัวเลขขอลงทุนบีโอไอเพิ่มขึ้น แต่ลงทุนจริงยังไม่มาก ต่างชาติเบรกแผน “ย้ายฐาน” รอความชัดเจน “ดร.อมรเทพ-CIMBT” หวั่นครึ่งแรกปีหน้าจีดีพีวูบแรง หวั่นลงทุนเอกชนไม่ฟื้น ภาคก่อสร้างฟุบยาว

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะแถลงในวันที่ 17 พ.ย.นี้ น่าจะออกมาไม่ดีนัก คาดจะโตไม่ถึง 1% เนื่องจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว โตต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนการส่งออกแม้จะเติบโตเป็น 2 หลัก แต่จะพบว่าตัวเลขภาคการผลิตเติบโตแค่ 1% สะท้อนว่าตัวเลขส่งออกที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งไม่ได้มาจากการผลิตในประเทศ ขณะที่แนวโน้มปีหน้าส่งออกก็จะแผ่วลงอีก โดยเฉพาะครึ่งปีแรกที่มีปัจจัยเรื่องฐานสูง

“ส่งออกไตรมาส 3 โต 19% แต่แมนูแฟกเจอริ่งบวกแค่ 1% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แปลว่าตัวเลขส่งออกไม่ได้สะท้อนกิจกรรมในประเทศเลย หรือไม่ก็ภาคการผลิตในประเทศแย่จริง แต่ก็ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าส่งออกโตดีแล้วเศรษฐกิจจะโตดีไปด้วย”

ทั้งนี้ เดิมประเมินว่าครึ่งแรกปี 2568 เศรษฐกิจโตได้ 3% ส่วนครึ่งปีหลังคาดจะโตประมาณ 1% และทั้งปี 2568 ออกมาใกล้ ๆ 2% อย่างไรก็ดี ต้องติดตามดูว่าไตรมาส 4 จะฟื้นกลับมาได้จริงหรือไม่ จากมาตรการภาครัฐที่ออกมา อาจจะไม่ได้ให้ผลในการกระตุ้นได้มาก เนื่องจากขนาดของงบประมาณที่ใช้ไม่ได้มากเมื่อเทียบกับ GDP เพียงแต่ช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวก

ศก.ไทยไม่มี Engine of Growth

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่กังวลปีหน้า คือ เศรษฐกิจไทยจะไม่มี Engine of Growth คือไม่รู้ว่าจะมีเครื่องยนต์อะไรมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังมีการท่องเที่ยวเป็นตัวแบก แต่ปีหน้ายังมองไม่เห็นว่าจะมาจากส่วนไหน ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ก็ยังมีการชะลอลงทุนไปมาก แม้ว่าตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอที่โตมาก ๆ มีรายงานว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 100% แต่ก็ต้องดูว่าสุดท้ายแล้ว มีการลงทุนจริงได้มากแค่ไหน

“ต้องบอกว่าบุญเก่าเราหมดแล้ว และบุญใหม่ยังสร้างไม่ทัน”

“ถามว่าจะมีโมเมนตัมไปถึงปีหน้าไหม ก็ต้องบอกว่าจะเอาอะไรมาโมเมนตัม เพราะตอนนี้เป็นขาลงอยู่ ครึ่งปีแรกโต 3% ครึ่งปีหลังโตแค่ 1% ผมคิดว่าจะแผ่วยาวถึงครึ่งปีหน้าเลย โดยเฉพาะไตรมาสแรกที่ฐานสูง ดังนั้น ปีหน้าจีดีพีก็อยู่แถว ๆ 1% และต้องรอดูครึ่งปีหลัง” ดร.พิพัฒน์กล่าว

ไส้ในส่งออก-ไม่หนุน ศก.ไทย

ขณะที่ในส่วนผลกระทบจากภาษีของสหรัฐ ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า จากอัตราภาษีสหรัฐที่กำหนด 19% นั้น จะมีสินค้าบางส่วนที่อยู่ในลิสต์ที่เรียกว่า Annex 2 ก็คือสินค้าที่สหรัฐยกเว้นภาษีให้ในตอนนี้ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เป็นต้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของการส่งออกไทยทั้งหมดที่ยังมีภาษีเป็นศูนย์

“โดยพบว่าเดือนที่แล้วหลังจากสหรัฐบังคับใช้ภาษีตอบโต้ 19% สินค้าที่อยู่ในลิสต์ที่ได้รับยกเว้นภาษี สัดส่วนส่งออกเพิ่มเป็น 50% จากเดิมสัดส่วนราว 30% ของการส่งออกทั้งหมด และพบว่า ยอดส่งออกไปสหรัฐปกติสัดส่วน 19% ส่งออกไปสหรัฐวิ่งไป 30% ซึ่งจากข้อมูลพบว่า เป็นฟรอนต์โหลดรอบ 2 ซึ่งกลุ่มที่ยังไม่ถูกเก็บภาษี และยังไม่เก็บ Transshipment ยังปล่อยผีอยู่ ดังนั้น ใครมีอะไร ก็รีบส่งมาเมืองไทย แล้วส่งต่อไปสหรัฐ”

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า หากต่อไปภาษีของสินค้ากลุ่มที่ได้รับยกเว้น มีการเปลี่ยนแปลง จากการที่สหรัฐกำลังสอบสวนเรื่องกฎหมาย 232 หรือสหรัฐเอาจริงเรื่อง Transshipment ก็จะทำให้ยอดส่งออกส่วนที่ว่านี้หายไป อย่างไรก็ดี ถ้าดูไส้ใน ส่งออกส่วนนี้ เศรษฐกิจไทยแทบไม่ได้อะไรเลย เพราะตัวเลขส่งออกที่โต นำเข้าก็โตเท่า ๆ กัน

“วันนี้เราพูดไม่ได้แล้วว่า ส่งออกดีเท่ากับเศรษฐกิจดี เพราะมีตัวเลขที่วิ่งผ่านประเทศไทยเยอะมาก”

ทั้งนี้ ปีหน้าหากมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการก็จะต้องเร่งเบิกจ่ายให้เต็มประสิทธิภาพ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะยิ่งเหนื่อย

เจรจาภาษี “ทรัมป์” เรื่องซีเรียส

ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา และประกาศยกเลิกปฏิญญา 4 ข้อ โดยระบุว่าไม่สนใจผลกระทบเจรจาการค้ากับสหรัฐนั้น ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ตลาดสหรัฐก็เป็นตลาดใหญ่ที่สุดของสินค้าส่งออกไทยอยู่ดี ฉะนั้นบอกว่า ไม่สน ก็เป็นไปไม่ได้เลย คือไม่รู้ว่าที่พูด คือกลอนพาไปหรือเปล่า ก็ต้องคิดดูดี ๆ ต้นทุนคืออะไรบ้าง คุ้มหรือเปล่า ซึ่งผมว่าเรื่องใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าทรัมป์จะซีเรียสเรื่องนี้แค่ไหน ถ้าซีเรียสก็มีความเสี่ยง ถ้าเขาไม่เจรจา แล้วภาษีกลับไป 36% จะเกิดอะไรขึ้นกับภาคการผลิต ภาคการส่งออกของไทย

อย่างไรก็ดี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อกรณีดังกล่าวว่า การหารือทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ

ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจ คือ กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงร่วมก่อน และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีความสูญเสียต่อฝ่ายไทย ซึ่งรัฐบาลไทยไม่สามารถยอมรับได้ และเชื่อว่ารัฐบาลของทุกประเทศย่อมไม่สามารถยอมรับการกระทำในลักษณะนี้ได้ สหรัฐจึงควรเข้าใจข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ และไม่ควรนำสถานการณ์ดังกล่าวมาเป็นเหตุผลในการชะลอหรือหยุดการเจรจาการค้ากับไทย ซึ่งจากการพบปะหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐ ในการประชุมเอเปคที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน

เศรษฐกิจชะงักแต่ไม่ถดถอย

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะขยายตัว 1.2% แต่ติดลบ 0.48% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่การหดตัวครั้งนี้น่าจะชั่วคราว ไม่น่าลากยาวจนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค โดยน่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าทั้งปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะโตได้ที่ 2.2%

“ไตรมาส 4 น่าจะฟื้นกลับขึ้นมาได้ ทั้งด้วยมาตรการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ รวมถึงความเชื่อมั่นที่กลับมา และการท่องเที่ยวจากชาติยุโรปน่าจะกลับมามากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงสนับสนุน รวมทั้งการส่งออกที่โตดีกว่าที่คาด อย่างไรก็ดี สิ่งที่อยากเตือนคือ แม้ไตรมาส 4 จะฟื้นตัว แต่ต้องระวังว่าเป็นการฟื้นมาจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อเนื่องได้ ห่วงว่าหลังจากคนใช้จ่ายจากมาตรการหมดแล้ว เศรษฐกิจก็มักจะชะลอ”

นอกจากนี้ยังเป็นห่วงว่า ต้นปีหน้าช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2569 การบริโภคอาจจะแผ่วได้ ถ้าไม่มีมาตรการสานต่อ ซึ่งซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินเศรษฐกิจปีหน้าจะโตที่ 1.7% ถือว่าแผ่วลงจริง ๆ โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้า แต่จะไปมีแรงขับเคลื่อนได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

ลงทุนไม่ฟื้น-ก่อสร้างฟุบยาว

อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าที่ BOI มีการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น น่าจะทำให้การลงทุนโดยตรง (FDI) ขับเคลื่อนได้ต่อ อย่างเช่น ดิจิทัลแวร์เฮาส์ และอิเล็กทรอนิกส์หลาย ๆ ตัว อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นห่วงก็คือว่า FDI อย่างเดียว ไม่สามารถจะทดแทนแรงการขับเคลื่อนของเอกชน หรือบรรยากาศในประเทศที่ชะลอตัวได้

“กังวลว่าการลงทุนภาคเอกชนปีนี้ มีความเสี่ยงที่จะติดลบจาก 2 ส่วน ฝั่งแรกคือ ก่อสร้าง ซึ่งเป็นตัวที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะติดลบมาค่อนข้างยาวนาน มีทั้งเรื่องคอนโดมิเนียมล้นตลาด เรื่องความเชื่อมั่นที่หาย การปฏิเสธสินเชื่อ เหล่านี้ทำให้เรากังวลกันว่า ภาคการก่อสร้างอาจจะยังไม่สามารถที่จะกลับมาเป็นแรงส่งได้ ซึ่งภาคก่อสร้างถือว่ามีมัลติพลายเออร์ หรือตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง พวกนี้พอหายไป ก็ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเร่งแรงได้”

เบรก “ย้ายฐาน” รอความชัดเจน

นอกจากนี้ การลงทุนด้านเครื่องจักรก็น่าห่วง โดยหลังจากการขึ้นภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้นักลงทุนอาจ Wait and See ต่อไป จากที่เคยคาดหวังเรื่องของการย้ายฐานการผลิตมาไทย แต่ตอนนี้เรื่องการย้ายฐานอาจจะยังไม่ชัดเจน

ดร.อมรเทพกล่าวว่า สำหรับปีหน้าเศรษฐกิจอาจจะโตช้า โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรก ปัจจัยหลัก ๆ มาจากภาวะเศรษฐกิจจากต่างประเทศ ซึ่งช่วงดังกล่าวส่งออกไทยอาจจะติดลบ โดยคาดว่าจะติดลบตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ จากที่มีการเร่งนำเข้าจากสหรัฐที่สูงมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า

“ส่งออกไทยปีนี้ยังเป็นบวกทั้งปี แต่ก็จะโตน้อยลง เพราะไตรมาส 4 จะฉุด แล้วก็อาจลากไปถึงครึ่งแรกของปีหน้าเป็นอย่างน้อย แต่ไม่ได้บอกว่าจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป เพราะเชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์คงหาตลาดเพิ่ม หรือดึงดูดการลงทุนเพิ่ม ก็น่าจะเป็นแรงส่งได้บ้าง”

จี้เร่งเจรจาสหรัฐเพิ่มเติม

ด้านการเจรจาภาษีกับสหรัฐ ดร.อมรเทพกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่กังวลกันมีอยู่ 2 เรื่อง คือกรณีแม้ไทยมีการเปิดตลาด 99% แต่ก็ต้องพยายามให้สหรัฐยกเว้นภาษีในบางสินค้า คือแม้ว่าจะโดนจัดเก็บ 19% แต่ก็ต้องไม่ใช่ทุกสินค้า ทุกรายการ ซึ่งยังเจรจาได้ และต้องเร่ง ขณะเดียวกันเรื่อง Transshipment ก็น่าห่วง เพราะว่ายังมีความไม่ชัดเจนอยู่ ทั้งหมดนี้ก็หวังว่าจะเดินหน้าเจรจากันต่อ

“ผมอยากเร่งเจรจาตรงนี้ เพราะอย่างว่ามันสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า หลังจากนี้ไปการนำเข้าจากจีนมา แม้ว่ามีส่วนประกอบอยู่บ้าง ซึ่งจำเป็นต้องมี สหรัฐจะจัดเก็บภาษีเราอย่างไร ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ ประเด็นระหว่างสหรัฐกับจีนก็สำคัญ ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม เพราะอาจจะกระทบกับห่วงโซ่อุปทานทั้งหลาย”

IMF เตือนไทยปัจจัยเสี่ยงเพิ่ม

รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้สรุปผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568 ในโอกาสที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม-13 พฤศจิกายน 2568

นายปีเตอร์ บรีเออร์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ IMF ระบุว่า ในครึ่งแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3% ดีกว่าที่ IMF ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี คาดว่าภาพรวมทั้งปีเศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.1% และในปี 2569 จะขยายตัว 1.6% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง และทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ได้ภายในปี 2570 โดยระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงด้านลบอยู่

หนุนปฏิรูปโครงสร้างจริงจัง

ทั้งนี้ ภายใต้ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นและขีดความสามารถของนโยบายที่จำกัด IMF แนะนำให้ทางการไทยดำเนินนโยบายแบบผสมผสานอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งในช่วงที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ควรใช้นโยบายการคลังแบบเฉพาะจุด และระมัดระวัง พร้อมกับมีแผนการเข้าสู่สมดุลการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ ส่วนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และอาจผ่อนคลายได้เพิ่มเติมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์และเงินเฟ้อ

ขณะเดียวกัน ด้วยหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรเร่งฟื้นฟูช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อ ผ่านมาตรการทางการเงินที่ช่วยลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้ เช่น มาตรการเฉพาะกิจล่าสุดในการช่วยเหลือลูกหนี้ เพื่อให้การส่งผ่านนโยบายการเงินมีประสิทธิผลต่อเนื่อง ในการนี้ทางการไทยชี้แจงว่าได้มีการดำเนินมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงวินัยทางการคลังและความยั่งยืนของการดำเนินนโยบาย

โดยที่ผ่านมา ทางการไทยได้ออกมาตรการและมีโครงการใหม่ ๆ เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในหลายมิติ ซึ่ง IMF มองว่าควรต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในอัตราที่ต่ำลง และต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วย

K-Fresh ชี้ไทยเสี่ยงเสียเปรียบคู่แข่ง

นายณัฐศักดิ์ มนัสรังษี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-เฟรช จำกัด (K-Fresh) ผู้ผลิตและส่งออกมะพร้าวน้ำหอมรายใหญ่ของไทย กล่าวว่า การแข่งขันด้านการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวและทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีความเสี่ยงสำคัญคือ ประเทศในอาเซียนหลายประเทศสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าที่ดีกับสหรัฐไปก่อนแล้ว ส่งผลให้ไทยอาจได้ข้อตกลงที่ด้อยกว่า หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหรัฐ

“ยกตัวอย่างกรณีอินเดียที่เคยถูกมาตรการลงโทษอย่างหนักในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะไม่ยอมรับเงื่อนไขบางประการ ซึ่งเป็นตัวอย่างของความเสี่ยงที่ไทยอาจเผชิญได้เช่นกัน”

นายณัฐศักดิ์กล่าวย้ำว่า ตลาดสหรัฐยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุด มี Purchasing Power สูงมาก และการหาตลาดอื่นมาทดแทนโดยสมบูรณ์เป็นเรื่องทำได้ยากมาก อย่างตลาดอินเดียมีศักยภาพสูง เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก และผู้บริโภคกำลังซื้อดีที่นิยมสินค้าไทย แต่ปัญหาหลักคือ นโยบายกีดกันสินค้านำเข้าของรัฐบาลอินเดียที่ต้องการปกป้องเกษตรกรและอุตสาหกรรมในประเทศ ทำให้การขยายตลาดยังติดข้อจำกัดสำคัญ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : IMF เตือนเสี่ยงเศรษฐกิจไทย โตแผ่ว-ไม่มีเครื่องยนต์-ลงทุนฟุบยาว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...