เปิดกลยุทธ์ “Golden Compass 2026” ทางรอดของทองคำ-หุ้น-คริปโทฯในโลกไร้ระเบียบ
เปิดมุมมอง 3 กูรูชั้นนำในยุคเศรษฐกิจเปลี่ยนขั้ว ทองคำไทยจ่อคิว 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ฝั่งคริปโทฯ ชูธง Mass Adoption และเผยโอกาสทองในหุ้นกลุ่ม AI-Healthcare ที่ราคาไม่แพง
วันที่ 12 มกราคม 2569ครอบครัวข่าว 3 Forum 2026 ทิศทางโลก ทิศทางไทย : Global Dynamics and Thailand’s Future” ซึ่งจัดโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ภายใต้หัวข้อ "GOLDEN COMPASS เจาะลึกทิศทางการลงทุน ทองคำ หุ้น และ คริปโทฯ ในยุคแห่งความไม่แน่นอน" ได้กล่าวถึงยุคที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ ได้รวบรวมเหล่าผู้เชี่ยวชาญจาก 3 สินทรัพย์หลัก ได้แก่ ทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล และตลาดทุน เพื่อร่วมกันถอดรหัสทิศทางการลงทุนในปี 2026 ไว้อย่างน่าสนใจ
ทองคำ สินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังไร้เพดาน
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) ได้ฉายภาพประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของราคาทองคำ โดยระบุว่าในปี 2026 ทองคำได้ทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาล (All Time High) โดยราคาทองคำตลาดโลก (Spot) ทะลุระดับ 4,550 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำในไทยพุ่งสูงกว่า 67,500 บาท
โดยปัจจัยขับเคลื่อนและปรากฏการณ์ De-dollarization แรงหนุนสำคัญมาจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในเวเนซุเอลา รัสเซีย หรืออิหร่าน ส่งผลให้เกิด "วิกฤตศรัทธา" ต่อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จนนำไปสู่ปรากฏการณ์ De-dollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ โดยธนาคารกลางทั่วโลกได้หันมาสะสมทองคำเพิ่มขึ้นปีละกว่า 1,000 ตัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
เป้าหมายราคา 5,000 ดอลลาร์
นพ.กฤชรัตน์ เชื่อมั่นว่าระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีความเป็นไปได้สูงภายในปี 2026 นี้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงกว้างขึ้น ทั้งนี้ยืนยันว่าการปรับตัวขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่ฟองสบู่ เนื่องจากมีแรงซื้อจริงจากธนาคารกลางรองรับในทุกช่วงของการปรับฐาน
ทางออกด้านค่าเงินและศักยภาพ Gold Hub ของไทย ท่ามกลางความกังวลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับปริมาณการซื้อขายทองคำออนไลน์ที่สูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งอาจกระทบค่าเงินบาท
สำหรับทางออกคือการผลักดันระบบ "USD Trading" หรือการซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้กว่า 60-70% พร้อมเน้นย้ำว่าโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมทองคำไทยแข็งแกร่งระดับโลก และควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นศูนย์กลางการค้าทองคำ (Gold Hub) แทนการใช้มาตรการภาษีที่อาจทำลายโอกาสของประเทศ
คริปโทเคอร์เรนซี กำลังก้าวสู่ยุค Mass Adoption
นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด (Binance TH) มองว่าปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สินทรัพย์ดิจิทัลจะเปลี่ยนจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่ม (Niche) สู่กระแสหลัก (Mainstream) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ประการได้แก่
- การยอมรับจากสถาบัน: กองทุนระดับโลกและธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan เริ่มจัดสรรพอร์ตเข้าสู่ Bitcoin ในฐานะการลงทุนระยะยาว
- การใช้งานจริง (Utility): เทคโนโลยีบล็อกเชนและ Stablecoin ถูกนำมาใช้ในระบบชำระเงินจริง รวมถึงเทรนด์ Tokenization ที่แปลงสินทรัพย์ดั้งเดิมให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
- ความชัดเจนด้านกฎหมาย: การออกกฎหมายรองรับในสหรัฐฯ ช่วยลบภาพลักษณ์แง่ลบและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วไป
โดยนายนิรันดร์ ได้เสนอนกลยุทธ์ "Risk First" และความปลอดภัย ในปี 2026 Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์หลักที่ปลอดภัยที่สุดในกลุ่มคริปโทฯ โดยแนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับ "ความเสี่ยง" ก่อน "ผลตอบแทน" แนะนำให้เน้น Bitcoin และเหรียญ Layer 1 ที่มีพื้นฐานการใช้งานจริง พร้อมเตือนให้ระมัดระวังเหรียญมีม (Meme Coins) สำหรับการเทรดในไทยนั้น Binance TH ยืนยันว่าการใช้คู่เหรียญ USDT ช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และมีระบบความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลที่เข้มงวด
ตลาดหุ้นเน้นเฟ้นหาของดีในราคาที่เหมาะสม
นายกฤษณ์ ประพฤทธิ์วงศ์ ผู้บริหารระดับ AVP จากธนาคารกรุงเทพ ให้มุมมองว่าแม้โลกจะผันผวน แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มการเงินและธนาคารที่ได้รับอานิสงส์จากสภาพคล่องล้นระบบ โดยเสนอ 3 ธีมการลงทุนหลักสำหรับปี 2026 ได้แก่
- Policy Winners: เน้นหุ้นขนาดกลางและเล็กในสหรัฐฯ ที่จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง และกลุ่มยุทโธปกรณ์ (Defense) ในยุโรปที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนสูง
- AI Evolution: ก้าวเข้าสู่เฟสที่ AI เข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และชีวิตประจำวันมากขึ้น แนะนำให้มองหาหุ้นฐานการผลิตในเอเชีย (ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้) ซึ่งยังมีราคา (Valuation) ไม่สูงเกินไป
- Defensive in Decoupling World: กลุ่ม Healthcare คือทางเลือกที่ปลอดภัย เนื่องจากราคาไม่แพง มีนวัตกรรม AI ช่วยลดต้นทุนการผลิตยา และไม่ผันผวนตามเศรษฐกิจ
สำหรับ โอกาสในหุ้นไทย สำหรับตลาดหุ้นไทย นายกฤษณ์มองว่าเป็นจังหวะของการ "เก็บของถูก ปันผลสูง" แม้ไทยจะขาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเติบโตสูง แต่หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลและธนาคารที่ให้เงินปันผลระดับ 3-5% ยังคงมีความน่าสนใจกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก พร้อมแนะนำให้นักลงทุนเพิ่ม "สินทรัพย์ทางเลือก" (Private Assets) เข้าไปในพอร์ตเพื่อลดความผันผวนจากการตีราคาตลาดรายวัน (Mark-to-market)