โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตภาษาไทยปลายรัชกาลที่ 5 ทรงตำหนิ “ขืนเอาอย่างฝรั่งตะพัดตะเพิดไปจะหลง ไม่รู้หัวนอนปลายตีน”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 พ.ย. 2568 เวลา 03.59 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 03.59 น.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)

วิกฤตภาษาไทยปลายรัชกาลที่ 5 ทรงตำหนิ “ขืนเอาอย่างฝรั่งตะพัดตะเพิดไปจะหลง ไม่รู้หัวนอนปลายตีน”

ปัญหาการใช้ภาษาไทยไม่ได้เพิ่งเกิดเมื่อหลายสิบปีมานี้ แต่มีมาตั้งแต่รัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่พระองค์ทรงอัดอั้นพระราชหฤทัย ถึงขั้นทรงตำหนิอยู่หลายครั้ง

หลักฐานที่สะท้อนถึงวิกฤตภาษาไทยปลายรัชกาลที่ 5 มีด้วยกันหลายแหล่ง อาทิ พระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5” ว่าด้วยพระราโชบายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ ที่ทรงมีถึง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ครั้งดำรงตำแหน่งพระยาไพศาลศิลปศาสตร์ เจ้ากรมการศึกษาในกระทรวงธรรมการ

ในพระราชหัตถเลขาลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 (พ.ศ. 2453) รัชกาลที่ 5 ทรงตำหนิหนังสือ “วิทยาจารย์” เล่ม 10 ตอน 8 วันที่ 15 เมษายน หน้า 313 ว่า “สำแดงความโง่ของกรมศึกษา”

เหตุที่พระองค์ทรงตำหนิดังนั้น เนื่องจากในเล่มแปลชื่อเมืองโดยใช้ภาษาอังกฤษโดยตรง เช่น เมืองทมิฬ ใช้สำเนียงภาษาอังกฤษว่า “แตมิล” พระองค์ทรงกล่าวว่า “ถ้าหากว่าจะอยากอวดดีจะว่าอังกฤษเขาเรียกแตมิล ซึ่งไทยเราเคยใช้ว่าทมิฬ เช่นนั้นก็ยังจะค่อยเป็นภูมิรู้สักหน่อยหนึ่ง”

ทั้งยังทรงตำหนิการเรียกชื่อเมืองต่างๆ อีกด้วย คือ

“…เวียงจันทน์ เรียก เวียนเทียน ตามภาษาญวน ปากน้ำเซ เรียก ปักเส เมืองเมาะตมะ เรียก มาตาบาน เมืองทวาย เรียก ตีวอย เมืองตนาวศรี เรียก เตนแนสเซอริม ยังมีเมืองพม่า เมืองจีน บรรดาที่มีชื่ออยู่ในพงศาวดารแลในหนังสือไทย กลับเรียกตามเสียงฝรั่งไปหมด เช่น เมืองอ้ายมุ่ย เรียก เอมอย เมืองเซี่ยงไฮ้ เรียก แซงไค เป็นต้น”

พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ว่า เหตุที่ต้องทักท้วงการเรียกชื่อเมืองทั้งหลายเพราะ…

“ชื่อเมืองที่เคยมีในภาษาไทย ให้ใช้ภาษาไทย อย่าให้จดหมายแลพงศาวดารแตกสูญเสียได้จะดี ถ้าขืนเอาอย่างฝรั่งตะพัดตะเพิดไปจะหลง ไม่รู้หัวนอนปลายตีน เมืองเก่าๆ ที่เรียกชื่อไว้ในหนังสือ จะกลายเป็นเมืองในเรื่องพระอไภยไปหมด”

ปีเดียวกันนั้น รัชกาลที่ 5 มีพระราชหัตถเลขาถึงพระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ลงวันที่ 19 กรกฎาคม ความตอนหนึ่งว่า

“นี่เหลือที่จะอดกลั้นแล้ว รู้สึกคันอยู่ในเนื้อที่หนาๆ เช่น ซ่นเท้า เกาไม่ถึงก็ปานกัน”

ต้นเรื่องที่ทำให้พระองค์ไม่ทรงพอพระราชหฤทัย มีที่มาจากการทอดพระเนตรเห็นหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ เรียกชื่อฝาแฝด “อิน-จัน” ที่ยึดตามสำเนียงอังกฤษโดยตรงว่า “เอง-แฉ่ง” (Eng and Chang) นั่นเอง

พระราชหัตถเลขาฉบับนี้ยังสะท้อนถึงวิกฤตภาษาไทยปลายรัชกาลที่ 5 ไว้อีกด้วยว่า

“เป็นน่าพิศวงด้วยนักเรียนชั้นแผ่นดินพระจุลจอมเกล้านี้ ความรู้หูตาแลความคิดช่างคับแคบราวกับรูเข็ม ไม่รู้ไม่เห็นการอะไรเกิน ๓ ปีขึ้นไป พูดไทยก็ไม่ชัดเป็นอันขาด เพราะถ้าจะพูดออกมาให้ชัดสำเนียงฝรั่งจะแปร่ง แลการที่คะเนเดาอะไรต่างๆ นั้นก็เกี่ยวกับด้วยภูมิปัญญา”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เมื่อครั้งทรงตำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ก็ทรงมีความเห็นสอดคล้องกับสมเด็จพระบรมชนกนาถ เรื่องปัญหาการใช้ภาษาไทยด้วยเช่นกัน

เห็นได้จากพระราชนิพนธ์ในพระองค์ เรื่อง “ครวญถึงภาษาไทย” ที่ทรงใช้นามแฝงว่า “สุครีพ” พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือชวนหวว (ชวนหัว) เมื่อ พ.ศ. 2451 ครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ความตอนหนึ่งว่า

“นึกไปก็น่าสลดใจที่ภาษาไทยเราในเวลานี้ เปรียบเหมือนคนที่เปนไข้อยู่แล้ว มิหนำซ้ำผู้พยาบาลช่วยบีบคอซ้ำเสียอิก จะไม่ตายทนไหวฤๅขอรับ ในสมัยนี้ถ้าพูดภาษาไทยแท้คงไม่มีใครเข้าใจ ถ้าขืนพูดไปนักเขาจะเห็นพร้อมกันว่าควรส่งไปโรงพยาบาลคลองสาร”

ทั้งยังทรงทิ้งท้ายว่า “ภาษาไทยอย่างที่กระผมและท่านผู้ใหญ่ต้นโคตรของกระผมและต้นโคตรของคนไทยทั้งปวงได้เคยใช้มาแล้วนั้น ไม่ดีพอแก่สมัยศิวิไลซ์นี้เสียแล้ว”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ธนโชติ เกียรติณภัทร. “อิลราชคำฉันท์ วรรณคดีอันเกิดจากพระราชปรารภในรัชกาลที่ ๖”. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2568

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตภาษาไทยปลายรัชกาลที่ 5 ทรงตำหนิ “ขืนเอาอย่างฝรั่งตะพัดตะเพิดไปจะหลง ไม่รู้หัวนอนปลายตีน”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...