การทหาร นำ การเมือง 'อนุทิน' ในดงทหาร ผนึก 6 ผบ.เหล่าทัพ สู้ศึกเขมร กับบทบาท ตท.26 คีย์แมนรบ
รายงานพิเศษ
การทหาร นำ การเมือง
‘อนุทิน’ ในดงทหาร
ผนึก 6 ผบ.เหล่าทัพ สู้ศึกเขมร
กับบทบาท ตท.26 คีย์แมนรบ
อาจกล่าวได้ว่า ในการรบกับกัมพูชารอบสอง ธันวาคม 2568 ในยุคที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี สะท้อนภาพชัดถึงความเป็นหนึ่งเดียว ระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐบาลและกองทัพ ในการสู้ศึกกับกัมพูชา
นับได้ว่าเป็นพลังอำนาจการรบ หรือศักย์สงครามหนึ่งของฝ่ายไทย เพราะทางรัฐบาลและกองทัพเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีการขัดขา ขัดขวาง หรือต้องห่วงพะวงว่าจะมีฝ่ายการเมืองเป็นไส้ศึก
แตกต่างจากการสู้รบระลอกแรก ที่แยกไม่ออก ระหว่างการเมืองกับการทหาร เสมือนเป็นการสู้รบเพื่อแก้แค้น ที่ฝ่ายผู้นำกัมพูชาปล่อยคลิป “อังเคิล” ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง ถึงขั้นเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีและเปลี่ยนรัฐบาล แต่ฝ่ายทหารไม่ได้ทำการสู้รบเพราะนายกรัฐมนตรีของไทยถูกผู้นำกัมพูชาแบล็กเมลหักหลัง
เหตุผลของการสู้รบ รอบแรก คือการถูกรุกราน ยึดครองพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินไทย รวมทั้งเรื่องการวางทุ่นระเบิด และเพื่อศักดิ์ศรีของประชาชนคนไทยกองทัพและประเทศไทยจากที่ถูกกัมพูชาเยาะเย้ยถากถางประชดประชันเหยียดหยันมาตลอด
ครั้งนั้นสมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา บิดาของ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หวังผลให้เกิดความอ่อนแอในฝ่ายการเมืองของไทย เพื่อลดความแข็งแกร่งของประเทศไทยและกองทัพ ในการสู้รบ
แต่เมื่อเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี และเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว เสมือนเป็นการตัดความเกี่ยวข้องระหว่างฝ่ายการเมืองกับกองทัพออกไปและเป็นเรื่องการทหารล้วนๆ ไม่ต้องพะวงเรื่องสายสัมพันธ์ ระหว่างผู้นำกัมพูชากับผู้นำรัฐบาลไทย หรือในแวดวงที่เคยรู้จักกัน
เพราะในห้วงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีเสียงสะท้อนจากฝ่ายกองทัพออกมาเสมอเมื่อเวลาเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อรอเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่จะพบว่า มีการยื้อประวิงเวลาในการประชุมหรือการอนุมัติ
มาถึงในยุคของนายอนุทิน มีบทเรียนจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต่อการแก้ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงจะเห็นได้ว่านายอนุทินประกาศตั้งแต่มารับตำแหน่งว่าจะให้อำนาจกองทัพในการพิจารณาตัดสินใจแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา
และเมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งพัฒนาไปถึงขั้นที่ต้องมีการสู้รบระลอก 2 นายอนุทินจึงประกาศสนับสนุนให้กองทัพปฏิบัติการทางทหารได้อย่างเต็มที่
แม้แต่ห้วงก่อนการสู้รบระลอก 2 ที่กองทัพยังไม่พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่นายอนุทินก็เปิดไฟเขียวสว่างโล่งโจ้งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ท่ามกลางการจับตามองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มคะแนนเสียงความนิยมให้กับตัวนายอนุทินเองหรือไม่ เพราะจับกระแสความรู้สึกประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ว่า ต้องการสู้รบกับเขมรให้แตกหัก หรือเอาให้จบ
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คนที่ตัดสินใจว่าจะทำการสู้รบหรือไม่ก็คือกองทัพ คือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ไม่ใช่ว่านายกรัฐมนตรีต้องการรบเพื่อสร้างคะแนนนิยม แล้วกองทัพจะสามารถทำการสู้รบเพื่อที่จะสนองความต้องการได้
เพราะการที่กองทัพจะทำการสู้รบก็ต้องมีปัจจัยของเรื่องการถูกรุกรานอธิปไตยและการถูกดูหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรีของประเทศ
โดยจะเห็นได้ว่ากว่าที่กองทัพจะตัดสินใจทำการสู้รบในระลอก 2 ก็ต้องรอสถานการณ์ที่เหมาะสม จากที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดกัมพูชาเสียขาเป็นรายที่ 7 ก็รอจนมาถึงเหตุการณ์ที่ทหารกัมพูชายิงใส่ทหารไทยที่สร้างถนน ในพื้นที่ภูผาเหล็ก ศรีสะเกษ เมื่อ 7 ธันวาคม 2568
ต้องมีการเตรียมอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ก่อน และเตรียมพร้อมเรื่องกำลัง
กองทัพจึงสามารถเปิดการสู้รบได้ในเช้าของวันที่ 8 ธันวาคม 2568
การที่นายอนุทิน และผู้นำกองทัพมีการพบปะพูดคุยประชุมหารือกันทั้งนอกรอบในรอบ ส่งผลให้ภาพของฝ่ายการเมืองและกองทัพมีความเป็นเอกภาพในการสู้รบมากขึ้น
จะเห็นได้ว่า แม้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีอายุสั้นแค่ไม่กี่เดือน จนกระทั่งยุบสภาและเป็นรัฐบาลรักษาการเป็นนายกฯ รักษาการ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความเข้มแข็งทางการเมืองและกองทัพ
โดยจะเห็นได้ว่านายอนุทินให้ความสำคัญกับเรื่องปัญหาการสู้รบไทย- กัมพูชา อย่างมากแม้จะต้องทำควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งก็ตาม
อาจกล่าวได้ว่านายอนุทินใช้นโยบายการทหารนำการเมือง ด้วยเพราะสถานการณ์การสู้รบทำให้ต้องฟังกองทัพและให้อำนาจกองทัพในการตัดสินใจ
นอกจากนั้น นายอนุทินรู้ดีว่ากองทัพอยู่ในสถานภาพที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนพุ่งสูงโดยเฉพาะ หลังการสู้รบรอบแรกจนมาถึงรอบที่สอง นายอนุทินจึงเป็นฝ่ายสนับสนุนกองทัพในทุกด้าน ทั้งเรื่องนโยบายการอนุมัติในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติและสนับสนุนเรื่องงบประมาณทั้งในส่วนของเบี้ยเลี้ยงทหาร กว่า 2,400 ล้านบาท ล็อตแรกที่อนุมัติไป
รวมทั้งงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กระสุนเสริมสร้างศักยภาพกองทัพกว่า 5 พันล้านบาท
จะเห็นได้ว่าในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติทุกครั้งนายอนุทินจะเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพมาประชุมด้วยตนเอง มากกว่าที่จะส่งผู้แทนในระดับห้าเสือของแต่ละกองทัพ
จนทำให้ภาพระหว่างนายอนุทินกับผู้นำเหล่าทัพอยู่ด้วยกันเป็นที่คุ้นชินคุ้นเคยในสายตาประชาชน
โดยเฉพาะตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี นายอนุทินใช้เป็นสถานที่เชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพมาพบปะพูดคุยทั้งแบบนอกรอบและในรอบ
โดยเฉพาะครั้งล่าสุด นายอนุทินเชิญมาครบพร้อมหน้าทั้ง 6 ผบ.เหล่าทัพ คือ บิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก บิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ บิ๊กต่าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
รวมทั้ง เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเลขาธิการ กอ.รมน. ที่ต้องดีลโดยตรงกับนายอนุทินในฐานะที่เป็น ผอ.รมน.ด้วย
นอกจากนี้ยังมี เจ้ากรมเก๋ พล.ท.ณัฐวุฒิ ภาสุวณิชยพงศ์ เจ้ากรมยุทธการทหารบก ที่สนิทสนมใกล้ชิดกับนายอนุทินมายาวนาน เพราะ พล.ท.ณัฐวุฒิ เป็นทีมงานตึกไทยคู่ฟ้าของบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีมายาวนาน
ส่วนฝ่ายพลเรือนที่ร่วมวงด้วยเสมอ คือ เลขาฯ หนุ่ม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ ปลัดป๊อป นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่นายอนุทินก็เป็น รมว.มหาดไทยด้วย
และสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เพราะมีตัวนายอนุทินเป็นผู้ประสานสั่งการ
อีกทั้งการที่นายอนุทินมีทุนเดิมจากการที่รู้จักนายทหารชั้นผู้ใหญ่จนไปถึงนายทหารระดับผู้บังคับหน่วยแต่ละคนมายาวนาน รวมถึงคอนเน็กชั่น วปอ.61 เตรียมทหาร 25 และเตรียมทหาร 28 ที่นายอนุทินสนิทสนมกับแกนนำรุ่นหลายคนมายาวนาน
รวมทั้งคุ้นชินกับวัฒนธรรมองค์กรกองทัพ และธรรมเนียมประเพณีของทหาร
จึงทำให้นายอนุทินทำงานได้อย่างกลมกลืนกับผู้นำเหล่าทัพ
ส่วนใหญ่นายอนุทินจะพูดคุย ประสานสั่งการทหาร ผ่าน พล.อ.อุกฤษฎ์ ที่นอกจากจะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว ยังเป็นหัวหน้าคณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) ที่มีอำนาจในการบัญชาการการรบทั้ง 4 เหล่าทัพโดยตรง อีกทั้งเคยลงไปลุยน้ำท่วมที่หาดใหญ่มาด้วยกัน ลำบากมาด้วยกัน
อีกทั้งในฐานะที่ พล.อ.อุกฤษฎ์เป็นพี่ใหญ่ เพราะเป็นเตรียมทหารรุ่น 24 จึงทำให้นายอนุทินดูมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับ พล.อ.อุกฤษฎ์มากกว่า ผบ.เหล่าทัพอื่น
“ผมเชื่อว่า ผบ.เหล่าทัพทุกคนโอเค เนื่องจากเรามาคุยหารือ เราคุยกันแทบทุกเรื่อง เพื่อติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ ความเป็นไป และท่าทีทางการทหาร จะต้องหารือกับทางกองทัพอยู่แล้ว รัฐบาลจะไปตัดสินใจฝ่ายเดียวไม่ได้” นายอนุทินระบุถึงหลักการทำงานกับกองทัพ
แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องสายการบังคับบัญชา นายอนุทินก็รู้ดีว่าหากเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงของเหล่าทัพก็จะประสานโดยตรงกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยไม่ต้องผ่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด
แม้แต่ พล.อ.พนา ผบ.ทบ. ที่โดยบุคลิกแล้วเป็นคนที่พูดน้อย สำหรับนายอนุทินก็ไม่มีปัญหา สามารถพูดคุยสอบถามและประสานสั่งการได้
แม้ในบางกรณีก็สามารถมอบหมายให้เลขาฯ กวาง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงานนัดหมายหรือสอบถามได้โดยตรง
ประการสำคัญ ภาพลักษณ์ของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน ในสายตาผู้นำกองทัพแล้วก็มองว่าเป็นนักการเมืองและพรรคการเมืองในขั้วอนุรักษนิยม ที่เป็นมิตรกับกองทัพ และชัดเจนในเรื่องการปกป้องสถาบันฯ
โดยเฉพาะตัวนายอนุทินซึ่งเป็นที่ปรากฏชัด ถึงการถวายงานใกล้ชิดสถาบันฯ มายาวนานจนปัจจุบัน
ส่งผลให้นายอนุทินถูกจับตามองว่าเป็นพรรคสีน้ำเงิน ที่ถูกชนชั้นนำของสังคมไทย เลือกให้เป็นแม่ทัพในการสู้ศึกทางการเมือง ในฐานะตัวแทนขั้วอนุรักษนิยม ทดแทนนายทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ที่เดินเกมพลาดในเรื่องกัมพูชา จนต้องพ้นจากการเป็นรัฐบาล
อาจกล่าวได้ว่านายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยกับกองทัพมีกลุ่มตรงข้ามร่วมกลุ่มเดียวกัน คือนักการเมืองที่ถูกมองว่าด้อยค่ากองทัพ และเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ จึงมีโอกาสสูงที่ทั้งสองฝ่ายจะจับมือกันแน่น ในการฝ่าฟัน ผ่านการเลือกตั้งและการกลับมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย ของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย
อีกทั้งในสถานการณ์ปัจจุบัน เรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่อยู่ในความวิตกกังวลของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะนายอนุทินนั้นรู้ดีว่า ในแผ่นดินยุคปัจจุบัน และกองทัพที่ถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยรบหลักที่เคยเป็นหน่วยปฏิวัติรัฐประหารถูกเปลี่ยนให้เป็นหน่วยในพระองค์ไปแล้ว
โอกาสของการปฏิวัติรัฐประหารจึงจะเกิดขึ้นได้ยาก
นายอนุทินซึ่งเติบโตมาในขั้วสายอนุรักษนิยม ย่อมรู้ดีว่ากองทัพคือเขี้ยวเล็บสำคัญของขั้วอนุรักษนิยมหรือบรรดาขุนศึกศักดินาต่างๆ จึงทำให้จุดยืนของนายอนุทินเลือกข้างอยู่เคียงข้างบรรดาขุนศึกแม่ทัพนายกองต่างๆ
ยิ่งในยามที่มีศึกนอก ที่ต้องทำการสู้รบกับกัมพูชา โดยมีประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนในการทำศึก อีกทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลและกองทัพ มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงทำให้เป็นพลังที่แข็งแกร่ง
โดยเฉพาะวันนี้หลังการสู้รบกับกัมพูชารอบที่สองผ่านมากกว่าสองสัปดาห์ ปรากฏว่าฝ่ายกองทัพไทยสามารถยึดคืนอธิปไตยไทยแผ่นดินไทยที่ทหารกัมพูชาเคยยึดครองมายาวนานตั้งแต่ 40 ปีจนถึง 14 ปีกลับคืนมาได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะปราสาทตาควายและเนิน 350
ส่งผลให้ประชาชนมีความเชื่อถือศรัทธาในกองทัพโดยเฉพาะกองทัพบกมากขึ้น
ขณะที่นายอนุทินและรัฐบาลก็ได้ผลพลอยได้จากความนิยมนี้ไปด้วย
แม้กองทัพจะได้รับคะแนนนิยมสูงมากโดยเฉพาะเมื่อยึดปราสาทตาควายและเนิน 350 มาได้ แต่การที่ต้องมีทหารสละชีพในการสู้รบยึดคืนแผ่นดินไทยในรอบที่สองนี้อย่างน้อย 23 นายแล้วบาดเจ็บอีกหลายร้อยนาย
ส่งผลให้ พล.อ.พนาผู้บัญชาการทหารบก มีความเครียด เพราะแบกรับความรับผิดชอบทั้งหมดในฐานะที่เป็นแม่ทัพบกแม่ทัพใหญ่ของกองทัพบก
ส่วนแม่ทัพเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 ที่ก่อนหน้านี้อาจจะถูกสังคมโจมตี และผิดหวังจากการที่ยังไม่มีการสู้รบ ประกอบกับเป็นนายทหารที่ไม่ค่อยพูด แต่เมื่อการรบรอบที่ 2 พล.ท.วีระยุทธบัญชาการรบอยู่แนวหน้าในการสั่งการและแก้ปัญหาต่างๆ จนสามารถที่จะยึดคืนแผ่นดินไทยอธิปไตยไทยกลับคืนมาได้หลายพื้นที่ และป้องกันพื้นที่ประเทศไทยที่กัมพูชาพยายามจะยึดคืน เช่น ภูมะเขือ และปราสาทตาเมือนธม ยังคงอยู่ภายใต้อธิปไตยไทยต่อไป ส่งผลทำให้เกิดเสียงชื่นชมในตัว พล.ท.วีระยุทธตามมาในที่สุด
ด้านแม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาค 2 ก็อยู่ช่วยเป็นเพื่อนคู่คิดบัญชาการรบและดูแลกำลังพลอยู่ในพื้นที่อีสานใต้ในห้วงของการสู้รบ และยังถือเป็นขวัญกำลังใจสำคัญของทหารในพื้นที่
กล่าวได้ว่าแกนนำของกองทัพบก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเตรียมทหารรุ่น 26 เพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.พนา ทั้ง พล.ท.วีระยุทธ และ พล.ท.บุญสิน รวมไปถึง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ได้ร่วมกันทำงานและลงพื้นที่มาบัญชาการรบด้วยตนเอง และถือเป็นฝ่ายบุ๋น ในการวางแผนการรบด้วย
ขณะที่ความโดดเด่นของกองทัพอากาศ ภายใต้การบัญชาการของบิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร ซึ่งก็ถือเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 26 ของ พล.อ.พนา ที่ร่วมประชุมวางแผนปฏิบัติการใช้กำลังทางอากาศ ที่ประสานสอดคล้องและสนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพบกได้เป็นอย่างดี จนนำมาสู่การยึดครองพื้นที่ต่างๆ ได้โดยลดการสูญเสียกำลังพล
โดยมี ฮอลลีวู้ด พล.อ.อ.ระวิน ถนอมสิงห์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมปฏิบัติการทางอากาศ (ผบ.คปอ.) เพื่อนรักของ พล.อ.อ.เสกสรร เป็นผู้ควบคุมเรื่องใช้กำลังทางอากาศ
ดังนั้น การสู้รบกับกัมพูชาครั้งนี้คนที่จะได้คะแนนนิยมมากที่สุดคือกองทัพ คือทหาร ที่กำลังพลในระดับล่าง พลทหาร นายสิบ และจ่า ที่สละชีวิตในการยึดคืนแผ่นดินไทยและปกป้องอธิปไตยไทย
ส่วนนายอนุทินและรัฐบาล กับคะแนนนิยมที่ได้ถือเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจากการเป็นกองหนุนและสนับสนุนกองทัพด้วยการใช้นโยบายการทหารนำการเมือง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การทหาร นำ การเมือง ‘อนุทิน’ ในดงทหาร ผนึก 6 ผบ.เหล่าทัพ สู้ศึกเขมร กับบทบาท ตท.26 คีย์แมนรบ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly