“ปัญหาทรัมป์” ของเอเชียและยุโรปแตกต่างกัน เอเชียขาด “ตัวกลาง” ที่จะประสานงานกับทรัมป์
รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีนโยบาย “อเมริกามาก่อน” ดูเหมือนจะชื่นชมกับการมาเยือนเอเชีย 3 ประเทศ เป็นเวลา 5 วัน เมื่อก้าวลงจากเครื่องบิน Air Force One ในการมาเยือนมาเลเซียประเทศแรก ทรัมป์ร่วมเต้นรำกับคณะนักร้องที่มาให้การต้อนรับ ที่ญี่ปุ่น ทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางไปเรือบรรทุกเครื่องบิน เพื่อกล่าวสุนทรพจน์กับทหารอเมริกัน และที่เกาหลีใต้ รัฐบาลเกาหลีใต้มอบของขวัญที่เป็นมงกุฎทองจำลอง ในงานเลี้ยงคืนสุดท้ายก่อนบินกลับสหรัฐฯ มีคนได้ยินเสียงที่ทรัมป์กล่าวชื่นชมถึงการประชุมกับผู้นำต่างประเทศ
ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯที่เคยพูดจารังเกียจ พวกที่เอาประโยชน์ของโลกมาก่อนชาติตัวเอง (globalism) แต่การมาเยือนเอเชียครั้งนี้ ทรัมป์เริ่มกลายเป็นพวกนิยมประโยชน์ของโลกมากขึ้น แต่ที่แน่นอนก็คือว่า ทรัมป์ชอบให้มีการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ การจัดงานให้เกียรติแก่ตัวทรัมป์ คำสรรเสริญจากผู้นำประเทศอื่น และโอกาสในการกล่าวสุนทรพจน์แก่โลก แต่อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสมัยแรกของทรัมป์กล่าวว่า เมื่อทรัมป์เดินทางไปต่างประเทศ โลกรู้ดีว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯคนนี้ มีจุดยืนที่ถือว่าคนอเมริกันมาก่อน สิ่งนี้ตรงกันข้ามกับความคิดที่ยึดผลประโยชน์ของโลกมาก่อน
“ปัญหาทรัมป์” ของยุโรป
ในบทความชื่อAsia’s Trump Problem ของ Foreign Affairs นิตยสารเชิงนโยบายที่ทรงอิทธิพลของสหรัฐฯ กล่าวว่า เมื่อเดือนสิงหาคม ไม่กี่วันหลังจากที่ทรัมป์กับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย มีการประชุมสุดยอดที่อลาสก้า เซเลนสกี้ ประธานาธิบดียูเครน รีบเดินทางมาพบกับทรัมป์ทันที เพื่อขอการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เซเลนสกี้ไม่ได้มาคนเดียว แต่ที่มาร่วมประชุมกับทรัมป์ ยังมีผู้นำฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี อังกฤษ เลขาธิการนาโต้ และประธาน EU
ผู้นำยุโรปตัดสินใจติดตามมากับผู้นำยูเครน สะท้อนถึงความกล้าหาญและการมีแนวคิดการแก้ปัญหาที่ให้ผลลัพธ์ทางคุณประโยชน์ (pragmatism) เป็นเรื่องง่ายที่ยุโรปจะใช้วิธีประณามทรัมป์ ที่ไปต้อนรับปูตินในดินแดนสหรัฐฯ หรือส่งสัญญาณไม่เห็นด้วย โดยการจัดประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป แต่การใช้ทางเลือกดังกล่าวหมายความว่า ยุโรปต้องเชื่อว่าตัวเองสามารถป้องกันไม่ให้รัสเซียมีชัยชนะในยูเครน โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจทางทหาร เศรษฐกิจ และการทูตของสหรัฐฯ
แต่ผู้นำยุโรปรู้ดีว่า ตัวเองไม่สามารถมีอำนาจยับยั้งปูติน จึงอาศัยจุดแข็งของผู้นำแต่ละคน เช่น ผู้นำอิตาลีมีอุดมการณ์คล้ายกันกับทรัมป์ ผู้นำอังกฤษมีการติดต่อสม่ำเสมอกับทรัมป์ และผู้นำฟินแลนด์มีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับทรัมป์ โดยนำจุดแข็งนี้มารวมกันเพื่อโน้มน้าวให้ทรัมป์ไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องทางยุทธศาสตร์ ผลการประชุมคือการส่งมอบอาวุธสหรัฐฯให้แก่ยูเครน ผ่านการจัดซื้อของนาโต้
ความพยายามร่วมกันของผู้นำยุโรป ที่จะผลักดันให้ทรัมป์ยังคงยึดโยงกับพันธมิตร แตกต่างจากท่าทีของผู้นำยุโรป ที่มีต่อทรัมป์ในสมัยแรก เนื่องจากคนยุโรปรังเกียจทรัมป์ จึงเป็นเหตุที่ทำให้ผู้นำยุโรปไม่สามารถสื่อสารเชื่อมโยงกับทรัมป์ ภาพที่สะท้อนความสัมพันธ์ของทรัมป์กับผู้นำยุโรปในเวลานั้น คือการประชุม G-7 ที่แคนาดา เมื่ออังเกลา แมร์เคิลเผชิญหน้ากับทรัมป์ ส่วนผู้นำฝรั่งเศสและอังกฤษมีท่าทีสนับสนุนแมร์เคิล มีเพียงชินโซ่ อาเบ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่ทำให้หน้าที่คนกลางลดความตรึงเครียด
รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกในปี 2017 ทีมงานของทรัมป์ยังไม่มีแนวคิดชัดเจนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์เอเชีย ชินโซ่ อาเบสามารถโน้มน้าวให้รัฐบาลทรัมป์ยอมรับแนวทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นเรียกว่า “อินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” (free and open Indo-Pacific) ในเวลานั้น ผู้นำโลกหลายคนหลีกเลี่ยงเผชิญหน้ากับทรัมป์ แต่ชินโซ่ อาเบมีการประชุมกับทรัมป์ 20 ครั้ง โทรศัพท์คุยกัน 32 ครั้ง และเล่นกอล์ฟกับทรัมป์ 5 ครั้ง ชินโซ่ อาเบเข้าใจดีว่า อิทธิพลอำนาจของสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดต่อผลประโยชน์ของญี่ปุ่น
“ปัญหาทรัมป์” ของเอเชีย
บทความของ Foreign Affairs กล่าวว่า เนื่องจากไม่มีผู้นำเอเชียที่จะมีบทบาทมาแทนชินโซ่ อาเบ ที่ลาออกในปี 2020 และถูกลอบสังหารในปี 2022 ทำให้ผู้นำเอเชียมีปัญหาและความสับสนในเรื่องการจัดการความสัมพันธ์กับรัฐบาลทรัมป์ในสมัยที่ 2 ทั้งๆที่ทรัมป์มีแนวคิดแบบ “เอเชียมาก่อน” (Asia First) มากกว่าในสมัยแรก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมื่อเทียบกับคนในยุโรป คนเอเชียมีความกังวลน้อยกว่าเรื่องทรัมป์กลับมามีอำนาจใหม่
เนื่องจากขาดผู้นำที่จะประสานงานกับทรัมป์แบบชินโซ่ อาเบ ทำให้เอเชียสับสนเรื่องความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ไม่สามารถเข้าถึงผู้นำสหรัฐฯได้ในแบบชินโซ่ อาเบ ผลที่ตามมาก็คือยุทธศาสตร์สหรัฐฯต่อเอเชียยังเป็นแบบสับสนและไม่แน่นอน ผู้นำเอเชียพลาดโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการเป็นหุ้นส่วนกับสหรัฐฯ แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุโรป ที่สงครามยูเครนทำให้ผู้นำยุโรปทำงานร่วมกัน เพื่อรักษาพันธมิตรตะวันตก
นอกจากนี้ นโยบายภาษีทรัมป์ทำให้เอเชียวิตกกังวล ภาษีทรัมป์ 10% สำหรับสินค้าจากออสเตรเลีย อาจไม่ใช่ปัญหา แต่การขู่ที่จะเก็บภาษียา 200% สร้างปัญหาแก่การส่งออกของยาของออสเตรเลีย ญี่ปุ่นยอมรับภาษีทรัมป์ 15% แต่ภาษี 100% กับเซมิคอนดักเตอร์จะกระทบบริษัทญี่ปุ่น
ส่วนอินเดียไม่พอใจที่ถูกเก็บภาษีทรัมป์ 50% เพราะซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แต่ทรัมป์กลับไปให้การต้อนรับและประชุมกับปูตินที่อลาสก้าแม้เอเชียจะมีความไม่พอใจร่วมกันในเรื่องภาษีทรัมป์ แต่เอเชียก็ไม่สามารถร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว แต่ละประเทศต่างก็รับมือกับทรัมป์แตกต่างกันไป
เอเชียรู้ว่าจะทำให้ทรัมป์พอใจอย่างไร
แม้คนอเมริกันจะเลือกทรัมป์มา เพื่อให้มาสนใจปัญหาภายในสหรัฐฯมากกว่าต่างประเทศ และสหรัฐฯเองกำลังประสบปัญหาหน่วยงานรัฐบาล “หยุดการดำเนินงาน” เพราะขาดงบประมาณ ที่รัฐสภายังตกลลงกันไม่ได้ แต่ทรัมป์ในสมัยที่ 2 เริ่มรู้สึกว่า ตัวเองสามารถขายความคิดของอเมริกาในต่างประเทศ เช่นในเอเชีย ได้ง่ายกว่าในสหรัฐฯ
ท่าทีที่พอใจต่อความสำเร็จการเดินทางมาเยือนเอเชียของทรัมป์ แสดงให้เห็นว่า ผู้นำเอเชียรู้ว่า จะใช้การรุกด้วยมนต์เสน่ห์อย่างไร เพื่อทำให้ทรัมป์พึงพอใจ เช่น นักร้องและนักเต้นรำมาเลย์เกือบ 100 คน ต้อนรับทรัมป์ เมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน ญี่ปุ่นมอบไม้กอล์ฟของชินโซ่ อาเบให้แก่ทรัมป์ จัดรายการอาหารเป็นเนื้อวัวจากสหรัฐฯ และซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นประกาศว่า จะเสนอทรัมป์เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพปีหน้า สาวนประธานาธิบดีเกาหลีใต้มองแบบจำลองมงกุฎทอง ที่เป็นสัญลักษณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ
แน่นอนว่า ปัญหาทรัมป์สมัยที่ 2 มีความยากลำบาก ในการรับมือและจัดการ ที่มากกว่าทรัมป์สมัยแรก เพราะทรัมป์นิยมใช้มาตรการภาษี และมีท่าทีที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ เอเชียเองก็ขาดผู้นำอย่างชินโซ่ อาเบ ที่เป็นสื่อกลางกับทรัมป์ และไม่สามารถแสดงพลังรวมกันแบบผู้นำยุโรป ดังนั้น การรักษาผลประโยชน์เอเชีย จำเป็นที่แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ จะอาศัยการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทรัมป์
เอกสารประกอบ
Asia’s Trump Problem, Michael J Green October 17, 2025, Foreign Affairs.