ชายแดนไทย-กัมพูชารุนแรง กระทบ ศก.-ท่องเที่ยววูบ หวั่นอีสานใต้ถูกนักลงทุนเมิน
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ชายแดนไทย-กัมพูชารุนแรง
กระทบ ศก.-ท่องเที่ยววูบ
หวั่นอีสานใต้ถูกนักลงทุนเมิน
สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา (ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี) เริ่มรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกิดการปะทะกันในวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลา 14.15 น.
เมื่อกองกำลังกัมพูชาโจมตีทหารไทยในพื้นที่ภูผาเหล็ก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ต่อมาตรวจพบการยิงอาวุธในหลายจุดตามแนวชายแดน ทำให้มีการสั่งอพยพประชาชนในอำเภอชายแดน 4 จังหวัดเกือบ 100% ทันที
ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.40 น. กองกำลังบูรพาตรวจพบว่ามีกระสุนปืนเล็กยิงมาจากฝั่งกัมพูชาเข้ามายังพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว จึงได้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ตามกฎการใช้กำลังเพื่อปกป้องชีวิตและอธิปไตยของไทย
และวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 05.30 น. ได้มีการปะทะในพื้นที่ ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด และได้มีการแจ้งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.เมืองตราด อ.บ่อไร่ และ อ.คลองใหญ่ โดยการสู้รบ 2 วัน (8-9 ธันวาคม 2568) ทำให้มีทหารไทยเสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บ 52 ราย
การสู้รบเกือบตลอดแนวชายแดน 7 จังหวัด ส่งผลให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัย มีการสั่งอพยพประชาชนจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาทันที
โดยนายสมชาติ พงคพนาไกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา และมีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น ส่งผลให้พื้นที่อำเภอติดชายแดนทั้งหมดมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เกือบ 100% ขณะที่ประชาชนเองยังคงขาดความเชื่อมั่นโดยเฉพาะพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานใต้ ตั้งแต่เหตุปะทะรอบก่อน ไม่กล้าเดินทางมาท่องเที่ยว สถานการณ์ครั้งนี้อาจยิ่งสร้างความกังวลมากขึ้น
ขณะที่ใกล้เทศกาลปีใหม่ 2569 ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากได้สต๊อกสินค้าเตรียมรับการจับจ่ายใช้สอย แต่เหตุปะทะทำให้เกิดผลกระทบแน่นอน และอาจต้องมีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกครั้ง เนื่องจากยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด
สำหรับมาตรการเยียวยาผลกระทบ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เคยเสนอผ่านหอการค้าไทยไปก่อนหน้านี้ ทั้งมาตรการด้านภาษี การลดค่าธรรมเนียม, มาตรการทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และมาตรการด้านแรงงาน ยังไม่มีการเยียวยาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นช่วงที่เหตุการณ์สงบ และเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รวมสถานการณ์น้ำท่วม จึงทำให้ข้อเสนอต่างๆ ไม่ได้รับการพิจารณาและเงียบไป
“มาตรการเดิมนั้นเหมาะสมอยู่แล้ว สามารถนำกลับมาใช้เยียวยาครั้งนี้ได้ ขอเพียงรัฐบาลทำจริงก็เพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง เพราะรอบนี้ดูจะเป็นการโจมตีเพื่อต้องการปิดจบให้เร็ว แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เชื่อว่ากัมพูชาน่าจะได้รับผลกระทบหนักกว่า เนื่องจากอยู่ในช่วงใช้เงินเก่าอยู่” นายสมชาติกล่าว
นายวิรัตน์ เศรษฐพัฒนชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า การสู้รบครั้งนี้รุนแรงมากและเกิดขึ้นเต็มพื้นที่ตลอดแนวชายแดน เนื่องจากเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ต้องการเอาพื้นที่คืน แต่กังวลว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อนานหลายสัปดาห์ และประเมินจากสถานการณ์คงไม่มีการเปิดโต๊ะเจรจาแล้ว ส่วนเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจ คงต้องรอหลังเหตุการณ์สงบแล้วจึงจะประเมินความเสียหายได้ชัดเจน
สำหรับการฟื้นฟูและการเยียวยาผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะ คิดว่ามาตรการที่เคยเสนอไปก่อนหน้าคาดว่าจะเพียงพอ แต่จำเป็นต้องให้รัฐบาลเรียกความเชื่อมั่นมากขึ้น เช่น การเดินทางมาสัมมนาหรือท่องเที่ยวในพื้นที่ เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้จะยิ่งตอกย้ำความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่หลายรายกังวลว่า หากสถานการณ์ยังอึมครึมต่อเนื่อง อาจเสี่ยงทำให้พื้นที่อีสานใต้มีภาพลักษณ์คล้าย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) ที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยพื้นที่สีแดงตลอดเวลา และอาจทำให้นักลงทุนรายใหญ่ไม่กล้าตัดสินใจเข้ามาลงทุน
นายวิรัตน์กล่าวต่อว่า ตอนนี้ใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 แม้ผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหารจะเริ่มสต๊อกสินค้าบ้าง แต่ถือว่าน้อยลงกว่าปกติ ประมาณ 30-40% เพราะกังวลว่าเหตุการณ์สู้รบอาจลากยาวข้ามปี
ทั้งนี้ ตั้งแต่ก่อนการปะทะผู้ประกอบการต่างมีความกังวลอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ส่วนงานสัมมนาในพื้นที่ตั้งแต่เกิดการรอบปะทะแรกก็เงียบเหงา แม้จะมีมาตรการกระตุ้น แต่ไม่ได้เจาะจงเฉพาะ 7 จังหวัดชายแดน ทำให้ยังไม่เห็นผลชัดเจน
อย่างไรก็ตาม นายวิรัตน์คาดว่า สถานการณ์ภาพรวมทางเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนอาจได้รับผลกระทบยืดเยื้อยาวนานกว่า 1 ปี เพราะนอกจากสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นแล้ว ตัวของรัฐบาลไทยเองนับถอยหลังอีกไม่กี่วันต้องประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ กว่าประเทศไทยจะตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ต้องใช้เวลา หลังจากนั้นถึงจะเห็นทิศทางนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศที่ชัดเจน
“เราหวังว่าการปะทะจะอยู่แค่แนวชายแดน ไม่ขยายวงกว้างเข้ามาในตัวเมือง ถ้าเป็นแบบนี้เศรษฐกิจยังพอไปได้ และตอนนี้อยากให้รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นว่าจังหวัดแนวชายแดนยังมีความปลอดภัย สามารถเดินทางมาได้” นายวิรัตน์กล่าว
นายสัคศิษฎ์ มุ่งการ ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด เปิดเผยว่าสถานการณ์ชายแดนที่มีการยิงกันที่ ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และมีการอพยพประชาชนออกมา จะกระทบกับการท่องเที่ยวทั้ง 3 เกาะ คือ เกาะช้าง เกาะกูด เกาะหมาก ซึ่งเดือนธันวาคมเป็นช่วงที่พีกสุดของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เพราะเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่
มีนักท่องเที่ยววางแผนการเดินทาง จองห้องพักล่วงหน้าแล้วกว่า 90% และส่วนใหญ่ 80% เป็นต่างประเทศ สหรัฐ เยอรมนี ยุโรป รัสเซีย นักท่องเที่ยวไทย 20% ซึ่งข้อมูลจาก ททท. สำนักงานตราด คาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวทั้ง 3 เกาะในช่วงเดือนธันวาคมประมาณ 4,890.2 ล้านบาท
“ผู้ประกอบการวิตกกังวลว่านักท่องเที่ยวจะยกเลิก และสหรัฐเพิ่งมีแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวเขตอันตราย 50 กิโลเมตร และคาดว่าจะมีประเทศอื่นๆ อีก ทั้งนี้ ต้องดูสถานการณ์ล่าสุด ก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ความมั่นใจของนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะมีการยกเลิกมากน้อยเท่าไร ตอนนี้ภาคเอกชนธุรกิจท่องเที่ยว ต้องพยายามประคับประคองลูกค้าที่จองไว้ โดยสื่อสารผ่านโซเชียล เน้นย้ำสร้างความมั่นใจว่ามาเที่ยวเกาะมีความปลอดภัย แต่จะไม่เชิญชวน” นายสัคศิษฏ์กล่าว
น.ส.พิชญา ธนชัยอดิทรัพย์ นายกสมาคมโรงแรมรีสอร์ตจังหวัดตราด และเจ้าของโรงแรมเกาะกูดพาราไดซ์ เปิดเผยว่า 3 เกาะท่องเที่ยวหลัก เกาะช้าง เกาะหมาก และเกาะกูดมียอดจองนักท่องเที่ยวปลายปี โดยเฉพาะเดือนธันวาคม เป็นพีกสุดของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ อัตราการจองที่พักเกาะกูด 100 % เต็มเกือบทุกรีสอร์ต เพราะเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส
นางวรารัตน์ โชติวรรณ เลขาธิการสมาคมการค้าตราดเวลเนส และผู้จัดการโรงแรมตราดซิตี้ จ.ตราด กล่าวว่า ทันทีที่ข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประกาศให้ประชาชนในชายแดนอพยพ แม้ว่าในเขตที่ตั้งโรงแรมอยู่ในตัวเมือง จ.ตราด โซนปลอดภัย เป็นที่ตั้งศูนย์อพยพหลายแห่ง แต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 มีลูกค้าที่จองกรุ๊ปสัมมนาใหญ่ 2 คณะขอยกเลิก ชุดแรกในวันที่ 13-14 ธันวาคม 2568 ผู้เข้าร่วม 150 คน ห้องพัก 30 คน ชุดที่ 2 คณะผู้เข้าร่วมประชุม 160 คน และยังรอการตัดสินใจของลูกค้าที่มาท่องเที่ยว ดำน้ำ ที่เกาะช้างนี้ถ้าเป็นช่วงระยะใกล้ๆ นี้ ลูกค้าจะขอเลื่อนไปก่อน ที่โรงแรมจะจัดงานเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ เตรียมงานไว้แล้วแต่ยังไม่เปิดให้จอง ต้องรอดูสถานการณ์ชายแดนให้เรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น นักธุรกิจหลายคนประเมินสถานการณ์ว่า การสู้รบเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทยครั้งนี้ มีท่าทีจะยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งทั้งหมดย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และภาพรวมทางเศรษฐกิจของไม่ใช่เพียงชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด แต่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งประเทศไทย ที่ยังไม่อาจประเมินความเสียหายได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชายแดนไทย-กัมพูชารุนแรง กระทบ ศก.-ท่องเที่ยววูบ หวั่นอีสานใต้ถูกนักลงทุนเมิน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly