โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชายแดนไทย-กัมพูชารุนแรง กระทบ ศก.-ท่องเที่ยววูบ หวั่นอีสานใต้ถูกนักลงทุนเมิน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ธ.ค. 2568 เวลา 02.54 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 02.54 น.

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

ชายแดนไทย-กัมพูชารุนแรง

กระทบ ศก.-ท่องเที่ยววูบ

หวั่นอีสานใต้ถูกนักลงทุนเมิน

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา (ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี) เริ่มรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อเกิดการปะทะกันในวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลา 14.15 น.

เมื่อกองกำลังกัมพูชาโจมตีทหารไทยในพื้นที่ภูผาเหล็ก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ต่อมาตรวจพบการยิงอาวุธในหลายจุดตามแนวชายแดน ทำให้มีการสั่งอพยพประชาชนในอำเภอชายแดน 4 จังหวัดเกือบ 100% ทันที

ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.40 น. กองกำลังบูรพาตรวจพบว่ามีกระสุนปืนเล็กยิงมาจากฝั่งกัมพูชาเข้ามายังพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว จึงได้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ตามกฎการใช้กำลังเพื่อปกป้องชีวิตและอธิปไตยของไทย

และวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 05.30 น. ได้มีการปะทะในพื้นที่ ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด และได้มีการแจ้งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.เมืองตราด อ.บ่อไร่ และ อ.คลองใหญ่ โดยการสู้รบ 2 วัน (8-9 ธันวาคม 2568) ทำให้มีทหารไทยเสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บ 52 ราย

การสู้รบเกือบตลอดแนวชายแดน 7 จังหวัด ส่งผลให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัย มีการสั่งอพยพประชาชนจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาทันที

โดยนายสมชาติ พงคพนาไกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา และมีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น ส่งผลให้พื้นที่อำเภอติดชายแดนทั้งหมดมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เกือบ 100% ขณะที่ประชาชนเองยังคงขาดความเชื่อมั่นโดยเฉพาะพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานใต้ ตั้งแต่เหตุปะทะรอบก่อน ไม่กล้าเดินทางมาท่องเที่ยว สถานการณ์ครั้งนี้อาจยิ่งสร้างความกังวลมากขึ้น

ขณะที่ใกล้เทศกาลปีใหม่ 2569 ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากได้สต๊อกสินค้าเตรียมรับการจับจ่ายใช้สอย แต่เหตุปะทะทำให้เกิดผลกระทบแน่นอน และอาจต้องมีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกครั้ง เนื่องจากยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด

สำหรับมาตรการเยียวยาผลกระทบ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เคยเสนอผ่านหอการค้าไทยไปก่อนหน้านี้ ทั้งมาตรการด้านภาษี การลดค่าธรรมเนียม, มาตรการทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และมาตรการด้านแรงงาน ยังไม่มีการเยียวยาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นช่วงที่เหตุการณ์สงบ และเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รวมสถานการณ์น้ำท่วม จึงทำให้ข้อเสนอต่างๆ ไม่ได้รับการพิจารณาและเงียบไป

“มาตรการเดิมนั้นเหมาะสมอยู่แล้ว สามารถนำกลับมาใช้เยียวยาครั้งนี้ได้ ขอเพียงรัฐบาลทำจริงก็เพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง เพราะรอบนี้ดูจะเป็นการโจมตีเพื่อต้องการปิดจบให้เร็ว แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เชื่อว่ากัมพูชาน่าจะได้รับผลกระทบหนักกว่า เนื่องจากอยู่ในช่วงใช้เงินเก่าอยู่” นายสมชาติกล่าว

นายวิรัตน์ เศรษฐพัฒนชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า การสู้รบครั้งนี้รุนแรงมากและเกิดขึ้นเต็มพื้นที่ตลอดแนวชายแดน เนื่องจากเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ต้องการเอาพื้นที่คืน แต่กังวลว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อนานหลายสัปดาห์ และประเมินจากสถานการณ์คงไม่มีการเปิดโต๊ะเจรจาแล้ว ส่วนเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจ คงต้องรอหลังเหตุการณ์สงบแล้วจึงจะประเมินความเสียหายได้ชัดเจน

สำหรับการฟื้นฟูและการเยียวยาผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะ คิดว่ามาตรการที่เคยเสนอไปก่อนหน้าคาดว่าจะเพียงพอ แต่จำเป็นต้องให้รัฐบาลเรียกความเชื่อมั่นมากขึ้น เช่น การเดินทางมาสัมมนาหรือท่องเที่ยวในพื้นที่ เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้จะยิ่งตอกย้ำความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่หลายรายกังวลว่า หากสถานการณ์ยังอึมครึมต่อเนื่อง อาจเสี่ยงทำให้พื้นที่อีสานใต้มีภาพลักษณ์คล้าย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) ที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยพื้นที่สีแดงตลอดเวลา และอาจทำให้นักลงทุนรายใหญ่ไม่กล้าตัดสินใจเข้ามาลงทุน

นายวิรัตน์กล่าวต่อว่า ตอนนี้ใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 แม้ผู้ประกอบการร้านค้า-ร้านอาหารจะเริ่มสต๊อกสินค้าบ้าง แต่ถือว่าน้อยลงกว่าปกติ ประมาณ 30-40% เพราะกังวลว่าเหตุการณ์สู้รบอาจลากยาวข้ามปี

ทั้งนี้ ตั้งแต่ก่อนการปะทะผู้ประกอบการต่างมีความกังวลอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ส่วนงานสัมมนาในพื้นที่ตั้งแต่เกิดการรอบปะทะแรกก็เงียบเหงา แม้จะมีมาตรการกระตุ้น แต่ไม่ได้เจาะจงเฉพาะ 7 จังหวัดชายแดน ทำให้ยังไม่เห็นผลชัดเจน

อย่างไรก็ตาม นายวิรัตน์คาดว่า สถานการณ์ภาพรวมทางเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนอาจได้รับผลกระทบยืดเยื้อยาวนานกว่า 1 ปี เพราะนอกจากสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นแล้ว ตัวของรัฐบาลไทยเองนับถอยหลังอีกไม่กี่วันต้องประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ กว่าประเทศไทยจะตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ต้องใช้เวลา หลังจากนั้นถึงจะเห็นทิศทางนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศที่ชัดเจน

“เราหวังว่าการปะทะจะอยู่แค่แนวชายแดน ไม่ขยายวงกว้างเข้ามาในตัวเมือง ถ้าเป็นแบบนี้เศรษฐกิจยังพอไปได้ และตอนนี้อยากให้รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นว่าจังหวัดแนวชายแดนยังมีความปลอดภัย สามารถเดินทางมาได้” นายวิรัตน์กล่าว

นายสัคศิษฎ์ มุ่งการ ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด เปิดเผยว่าสถานการณ์ชายแดนที่มีการยิงกันที่ ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และมีการอพยพประชาชนออกมา จะกระทบกับการท่องเที่ยวทั้ง 3 เกาะ คือ เกาะช้าง เกาะกูด เกาะหมาก ซึ่งเดือนธันวาคมเป็นช่วงที่พีกสุดของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เพราะเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่

มีนักท่องเที่ยววางแผนการเดินทาง จองห้องพักล่วงหน้าแล้วกว่า 90% และส่วนใหญ่ 80% เป็นต่างประเทศ สหรัฐ เยอรมนี ยุโรป รัสเซีย นักท่องเที่ยวไทย 20% ซึ่งข้อมูลจาก ททท. สำนักงานตราด คาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวทั้ง 3 เกาะในช่วงเดือนธันวาคมประมาณ 4,890.2 ล้านบาท

“ผู้ประกอบการวิตกกังวลว่านักท่องเที่ยวจะยกเลิก และสหรัฐเพิ่งมีแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวเขตอันตราย 50 กิโลเมตร และคาดว่าจะมีประเทศอื่นๆ อีก ทั้งนี้ ต้องดูสถานการณ์ล่าสุด ก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ความมั่นใจของนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะมีการยกเลิกมากน้อยเท่าไร ตอนนี้ภาคเอกชนธุรกิจท่องเที่ยว ต้องพยายามประคับประคองลูกค้าที่จองไว้ โดยสื่อสารผ่านโซเชียล เน้นย้ำสร้างความมั่นใจว่ามาเที่ยวเกาะมีความปลอดภัย แต่จะไม่เชิญชวน” นายสัคศิษฏ์กล่าว

น.ส.พิชญา ธนชัยอดิทรัพย์ นายกสมาคมโรงแรมรีสอร์ตจังหวัดตราด และเจ้าของโรงแรมเกาะกูดพาราไดซ์ เปิดเผยว่า 3 เกาะท่องเที่ยวหลัก เกาะช้าง เกาะหมาก และเกาะกูดมียอดจองนักท่องเที่ยวปลายปี โดยเฉพาะเดือนธันวาคม เป็นพีกสุดของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ อัตราการจองที่พักเกาะกูด 100 % เต็มเกือบทุกรีสอร์ต เพราะเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส

นางวรารัตน์ โชติวรรณ เลขาธิการสมาคมการค้าตราดเวลเนส และผู้จัดการโรงแรมตราดซิตี้ จ.ตราด กล่าวว่า ทันทีที่ข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประกาศให้ประชาชนในชายแดนอพยพ แม้ว่าในเขตที่ตั้งโรงแรมอยู่ในตัวเมือง จ.ตราด โซนปลอดภัย เป็นที่ตั้งศูนย์อพยพหลายแห่ง แต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 มีลูกค้าที่จองกรุ๊ปสัมมนาใหญ่ 2 คณะขอยกเลิก ชุดแรกในวันที่ 13-14 ธันวาคม 2568 ผู้เข้าร่วม 150 คน ห้องพัก 30 คน ชุดที่ 2 คณะผู้เข้าร่วมประชุม 160 คน และยังรอการตัดสินใจของลูกค้าที่มาท่องเที่ยว ดำน้ำ ที่เกาะช้างนี้ถ้าเป็นช่วงระยะใกล้ๆ นี้ ลูกค้าจะขอเลื่อนไปก่อน ที่โรงแรมจะจัดงานเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ เตรียมงานไว้แล้วแต่ยังไม่เปิดให้จอง ต้องรอดูสถานการณ์ชายแดนให้เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น นักธุรกิจหลายคนประเมินสถานการณ์ว่า การสู้รบเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทยครั้งนี้ มีท่าทีจะยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งทั้งหมดย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และภาพรวมทางเศรษฐกิจของไม่ใช่เพียงชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด แต่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งประเทศไทย ที่ยังไม่อาจประเมินความเสียหายได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชายแดนไทย-กัมพูชารุนแรง กระทบ ศก.-ท่องเที่ยววูบ หวั่นอีสานใต้ถูกนักลงทุนเมิน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...