เดอะคอนเสิร์ตชวนคุย D GERRARD มนุษย์ต่างดาวแห่งโลกดนตรี จาก “GALAXY” ถึง “ALIEN”
เดอะคอนเสิร์ตชวนคุย D GERRARD เปิดใจเส้นทาง 8 ปีในวงการดนตรีที่เริ่มจากศูนย์ จนถึงการค้นพบตัวตนว่า “เป็นมนุษย์ต่างดาว” และเจาะลึกเรื่องราวจักรวาลเพลงฮิตสุด Unique!
จากหนุ่มฮิปฮอปสุดคูลที่เข้าร่วมแข่งขันรายการ The X Factor Thailand สู่การเป็นนักร้องตัวท็อปที่มีสไตล์สุด Unique ที่ทำให้แฟนๆ ตกหลุมรักกับความเป็นตัวเองของ “บิ๊ก” D GERRARD มีผลงานเพลงฮิต เช่น “GALAXY”, “LUXURY”, “รถไฟบนฟ้า (Galaxy Express)” และอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นเพลงโปรดในเพลย์ลิสต์ของใครหลายๆ คน The Concert ขอชวนหนุ่มสุดเท่มากประสบการณ์คนนี้มานั่งคุยแบบเจาะลึกถึงเส้นทางในวงการกว่า 8 ปี พาสำรวจแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาก้าวเข้ามาในวงการ จนถึงการค้นพบตัวตนว่า “เป็นมนุษย์ต่างดาว” พร้อมแชร์เรื่องราวเบื้องหลังจักรวาลเพลงสุดล้ำที่ผสานทั้งวิทยาศาสตร์และความรักไว้ด้วยกันอย่างลงตัว บอกเลยว่าบทสัมภาษณ์นี้มีแต่ความจริงใจและมุมมองที่ไม่เหมือนใครแน่นอน!
ความหลงใหลในเสียงเพลง เริ่มมาจากการร้องคาราโอเกะ
D GERRARD: มันมาตั้งแต่เด็กเลยครับ ช่วงแรกผมเห็นที่บ้านชอบร้องคาราโอเกะ ผมเลยลองร้องดูบ้าง แล้วกลายเป็นว่าผมร้องตรง แม่ก็เห็นว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ ก็เลยอยากจะสนับสนุนเพิ่ม เพราะผมจริงๆ แล้วเป็นคนขี้โรคมากตอนเด็ก เป็นโรคหอบบ้าง ภูมิแพ้บ้าง อ่อนแอมาก เข้าโรงพยาบาลบ่อย แม่ก็เลยคิดว่า “อ้าว แล้วมันมีวิธีไหนที่จะช่วยให้โรคพวกนี้หายได้ไหม” ก็เลยมองว่าการร้องเพลงน่าจะช่วย เพราะมันเป็นการฝึกลมหายใจเกี่ยวกับปอดก็เลยได้ไปร้องเพลง หมายถึงไปเรียนร้องเพลงอย่างจริงจัง แต่ก่อนจะไปเรียนร้องเพลงเป็นเรื่องเป็นราว ผมเริ่มจากเล่นกีตาร์ก่อน แล้วพอกลับมาคิดว่าเราชอบมันตอนไหน ผมพบว่าทุกครั้งที่เจอเรื่องเครียดหรือเรื่องเศร้า การร้องเพลงจะช่วยให้ผมมีความสุขและใจเย็นขึ้น อีกอย่างหนึ่งคือ ผมเป็นคนที่พูดแล้วคนไม่ค่อยฟัง แต่ทุกครั้งที่ผมร้องเพลงจะมีคนฟัง ผมเลยรู้สึกว่าผมอยากให้คนฟังผมมากขึ้น ก็เลยร้องเพลงครับ จากนั้นมันก็กลายเป็นความชอบมากขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น
แนวเพลงที่บ่งบอกความเป็น D GERRARD
D GERRARD: คือผมเสพเพลงเยอะมากครับ แต่มันมาจากอิทธิพลทางการฟังของคุณพ่อกับคุณแม่ คุณพ่อผมชอบฟังเพลงสากล ส่วนคุณแม่ชอบฟังเพลงไทย คราวนี้เราก็ได้ซึมซับมาทั้งสองแบบ ทั้งสากลและไทยตลอดเวลา ผมเลยมีความกระหายที่จะอยากรู้จักมันมากขึ้น ก็เลยลองไปดูว่าเพลงสากลที่เราฟังมันมีแนวอะไรบ้าง แล้วเพลงไทยที่เราฟังมันคือแนวอะไรบ้าง เราก็ไปหาฟังแนวนั้นเพิ่มไปเรื่อยๆ จนฟังได้กว้างมาก แล้วก็ค่อยๆ ลึกขึ้นเรื่อยๆ ครับ มันเลยกลายเป็นการผสมผสาน สิ่งที่ผมเป็นก็คือผมเป็น “ไฮบริด” เพลงของผมก็เลยเป็นไฮบริดครับ มันมีทั้งความฟีลแบบต่างประเทศ และความรู้สึกที่คนไทยก็ยังเข้าใจได้ ผสมกันอยู่ในนั้น ทั้งในเรื่องของเมโลดี้ คอร์ด และซาวนด์ดีไซน์ครับ
The X Factor Thailand เวทีที่อยากให้คุณยายได้เห็น
D GERRARD: มันไม่ใช่ว่าฉันไปประกวดรายการนี้นะ จริงๆ ผมประกวดมาเยอะมากเลยตั้งแต่เด็ก แล้วก็รายการนี้ก็เป็นหนึ่งในรายการที่ผมคิดว่า “อะ ลองไปดูสักที” อะไรแบบนั้นครับ แต่ว่าเจตนาในการไปมันจะต่างกับรายการอื่นๆ รายการอื่นๆ ผมไปเพราะอยากจะแข่ง อยากจะสร้างผลงานให้คนได้รู้จักเรา แต่รายการ The X Factor Thailand เนี่ย ผมไปเพราะว่าคุณยายผมชอบดูทีวี ชอบดูช่องเวิร์คพอยท์มาก ผมก็เลยคิดในใจว่า ถ้าเรากระโดดเข้าไปอยู่ในจอให้เขาตกใจเล่น มันจะเป็นยังไง แล้วพอผมคิดอย่างนั้นปุ๊บ มันก็มีโฆษณารับสมัคร The X Factor Thailand พอดี ผมก็เลยรู้สึกว่าเหมือนมันเปิดโอกาสให้ผมได้เข้าไปอยู่ในจอทีวี ผมแค่อยากจะเล่นกับยายอะไรแบบนั้นครับ นี่คือเจตนาที่ไป เพราะเราท้อมาเยอะแล้วจากการประกวด ก็เลยลองไปดูสนุกๆ อีกสักที มันเป็นสิ่งที่เราทำบ่อยอยู่แล้ว แต่ทุกครั้งที่ไปเรามักจะคาดหวังมาก ครั้งนี้ไม่ได้คาดหวัง แค่อยากลองอีกสักครั้ง เผื่อจะได้กระโดดเข้าไปอยู่ในจอ แล้วยายนั่งดูทีวีอยู่แล้วพูดว่า “อ้าว หลานฉัน” อะไรแบบนั้นครับ
“ไม่เหมือนใคร (Unique)” เพลงที่ทำให้หลายคนรู้จัก D GERRARD
D GERRARD: ก่อนผมไปรายการผมทำเพลงใต้ดินอยู่แล้ว ด้วยความโชคดีที่ผมทำเพลงทิ้งไว้หลายเพลง ผมก็เลยหยิบเอาเพลงที่ตัวเองเขียนไปร้องในรายการ โดยที่ไม่ได้บอกเขาว่านี่คือเพลงของผม แล้วก็ให้เขียนชื่อเพลงกับชื่อศิลปิน ผมก็เขียนว่า “ไม่เหมือนใคร – D GERRARD” ตอนนั้นเขาก็งงว่าใครวะ? แต่ไม่เป็นไร เพราะจุดมุ่งหมายของผมคืออยากได้ร้องเพลงนี้จริงๆ พอขึ้นไปร้อง เขากลับชอบ เขางงว่ามันคือเพลงอะไร ทำไมไม่เคยได้ยิน แล้วก็รู้สึกว่า “เฮ้ย เพลงนี้ฟังแล้วดูดีนะ” สุดท้ายผมก็ได้เอาเพลง “ไม่เหมือนใคร” ไปเล่นจริงๆ บนทีวี และนั่นแหละคือจุดที่ทุกคนเริ่มรู้จักผมจากเพลงนี้ครับผม
อัลบั้มแรก ‘ZERO’ ที่เริ่มจากศูนย์จริงๆ
D GERRARD: ผมมาจากศูนย์ ไม่มีคอนเนกชัน ไม่มีอะไร เป็นแค่เด็กบ้านๆ ที่ชอบทำเพลง ชอบร้องคัฟเวอร์ แล้วก็มีความรู้ด้านดนตรี พยายามไต่เต้ามาจากศูนย์ จากติดลบด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นไม่มีเงินมีแค่โทรศัพท์โนเกียเอาไว้อัดเสียงฟังเสียงตัวเอง แล้วค่อยๆ เขียนเพลงขึ้นมา สิ่งที่อยากบอกคือ “ผมมาจากศูนย์นะ” คุณไม่จำเป็นต้องมีอะไรก่อนถึงจะเริ่มทำได้ มันต้องเริ่มจากไม่มีต่างหากถึงจะมีขึ้นมา นี่คือสิ่งที่ผมอยากสื่อ ตอนนั้นผมเริ่มมีชื่อเสียงจากการทำเพลง ก็ทำงานไปด้วยเก็บเงินไปด้วย เก็บเงินซื้อไมค์มาทำเพลง ทุกอย่างเริ่มจากตรงนั้น แต่ผมไม่เคยหยุดเพราะรักดนตรี ดนตรีช่วยให้ผมสบายใจและมีความสุข ก็เลยรู้สึกว่า ถึงเวลาที่อยากตอบแทนดนตรี และส่งต่อความสุขนี้ให้กับคนอื่นๆ อัลบั้ม “ZERO” เลยเกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าผมไม่ได้มาแบบง่ายๆ ผมมาจากศูนย์ และอยากเป็นความหวังให้กับคนที่คิดว่ามันทำไม่ได้ จริงๆ แล้วมันทำได้ แค่ต้องมีความพยายามและความตั้งใจที่บริสุทธิ์ครับ
‘D GERRARD’ อัลบั้มที่เกิดจากการลองผิดลองถูก
D GERRARD: จริงๆ แล้วอัลบั้ม “D GERRARD” เป็นอัลบั้มที่ค่อนข้าง “จับฉ่าย” มากครับ ในมุมผมมันเหมือนการ Experiment ไปเรื่อยๆ เพื่อหาว่าตกลงแล้ว “D GERRARD” คืออะไร เพราะตอนนั้นผมยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าสุดท้ายเราคือใคร ผมทำเพลงหลากหลายแนว หลากหลายซาวด์มาก มันเลยกลายเป็นอัลบั้มที่ผมไม่ได้มองว่าเป็นอัลบั้มจริงๆ มันเกิดจากการที่ผมทำเพลงออกมาเรื่อยๆ แล้วเอามารวมกันดูว่ามันจะเป็นยังไง ทุกวันนี้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งผมมองว่าการได้เห็น “ความมั่ว” ในตอนนั้น มันช่วยให้วันนี้เราไม่มั่วอีกต่อไป เหมือนเราทำจับฉ่ายถ้วยแรก มันยังขาดๆ เกินๆ
“GALAXY” จากเพลงที่ไม่ได้ใช้ในรายการ กลายเป็นเพลงที่พา D GERRARD ไปไกลกว่าที่คิด
D GERRARD: ผมไม่รู้เลยว่าเพลงมันจะไปได้ไกลขนาดนั้น เพราะถ้าเราคาดหวังเราอาจผิดหวัง ซึ่งผมผิดหวังมาทั้งชีวิตแล้ว ก็เลยไม่อยากคาดหวังอะไร แต่ยังมีความหวังอยู่เสมอในสิ่งที่ทำครับ เพลง “GALAXY” ผมเขียนขึ้นมาเพื่อเอาไปร้องแข่งในรายการ ตอนนั้นเป็นรอบเกือบไฟนอล ก็คิดว่ารอบนี้ต้องมีเพลงที่เจ๋งมากๆ ไปสู้กับเขาให้ได้ เลยนั่งแต่งจากเมโลดี้ก่อนแล้วค่อยใส่เนื้อหา ผมเป็นคนชอบวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ก็เลยหยิบสิ่งพวกนั้นมาเล่าในเชิงความรัก แต่สุดท้ายดันตกรอบก่อนเลยไม่ได้ใช้เพลงนั้น ก็คิดว่าไม่เป็นไร ลองปล่อยดู ตอนนั้นมีหลายค่ายเข้ามาเซ็น ผมเลือก Warner แล้วก็ปล่อยเพลงบนแพลตฟอร์มของ Warner ช่วงแรกไม่มีอะไรเลยครับ หมื่นวิวเองไม่มีใครสนใจ จนมีช่อง Youtube แนวท่องเที่ยวเอาเพลงไปใช้ คนเริ่มถามว่า “เพลงอะไรพี่ เพลงอะไร” แล้วก็เริ่มตามหากัน จนเพลงมันระเบิดขึ้นมาเลย ต้องขอบคุณช่องนั้นมาก หลังจากนั้นผ่านไปเดือนกว่าๆ พอคนรู้ว่านี่คือเพลงของคนที่เคยไปแข่งในรายการนั้นนี่ ก็เริ่มกลับมาซัพพอร์ตกัน
“นักวิทยาศาสตร์”, “โลกคู่ขนาน” และ “เวทมนตร์” เพลงที่อยู่ในจักรวาลเดียวกัน
D GERRARD: มันเป็นจักรวาลเดียวกันครับ จักรวาลเพลงที่ทุกเพลงเชื่อมโยงกัน และมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์จนกลายเป็นอีกหนึ่งกาแล็กซีในมุมของผมตอนนั้น เริ่มจาก “นักวิทยาศาสตร์” เพลงนี้ว่าด้วยเรื่องของ ‘ความรัก’ ที่ผมเอามาชำแหละดูว่าไซเคิลของความรักมันเป็นยังไง ช่วงแรกของความรักคือความรู้สึกหวานๆ คล้ายฝัน เหมือนตอนเราเพิ่งตกหลุมรัก
D GERRARD: ต่อมาคือช่วงกลางของความรักที่เริ่มมีปัญหา เริ่มไม่แน่ใจว่าจะไปต่อได้ไหม เลยเกิดเป็นเพลง “โลกคู่ขนาน” พูดถึงการอยากพาคนรักหนีไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โลกที่ดีกว่า ถ้าเราไปอีกโลกนึงบางทีเราอาจจะรักกันเหมือนเดิมก็ได้
D GERRARD: สุดท้ายคือ “เวทมนตร์” ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของวิทยาศาสตร์ อย่างท่อนฮุกที่ว่า “ถ้ามีเวทมนตร์ก็ขอให้ตัวฉันลืม” มันว่าด้วยความปรารถนาของคนที่อยากลืมความรักเก่า อยากลืมคนที่เคยรัก เพราะบางทีมันอาจจะดีกว่าถ้าเราไม่เคยรู้จักกันเลย ในเอ็มวีตอนจบนักวิทยาศาสตร์คนนั้นล้างความทรงจำของตัวเองสำเร็จ เขาลืมหมดแล้ว แล้วเขาก็กลับมาดูว่า “อ้าว แล้วกูเป็นใครวะ? กูชื่ออะไรวะ? มาทำอะไรอยู่ที่นี่?” มันก็วนลูปเดิมว่าเขาเฝ้ามองผู้หญิงคนเดิม เพราะเขาไม่ได้มูฟออนมันเลยกลายเป็นไซเคิลบนวงกลมก็เหมือนความรักของคนเรา ที่แบบว่ามันรักกัน มันมีปัญหา มันเลิกกัน แต่มันไม่ลืม ผมเลยเอาสิ่งนี้มาทำให้เป็นจักรวาลเพลง
“LUXURY เพลงที่ชวนตั้งคำถามว่าความหรูหราแท้จริงคืออะไร
D GERRARD: “LUXURY” ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือความหรูหรา แต่ผมอยากตั้งคำถามว่าความหรูหราสำหรับคนที่ไม่ใช่วัตถุนิยมมันเป็นไปได้ไหม? ผมพยายามให้คนเห็นตรงจุดนี้มากกว่า ก็เลยทำเพลง “LUXURY” ขึ้นมาโดยเปรียบเทียบความรู้สึกของความรักที่แท้จริงกับสิ่งของทางวัตถุว่าจริงๆ แล้วความรักมันลักชูรี่กว่าทุกสิ่งที่เรามีด้วยซ้ำ “แค่มีเธอก็พอ ไม่ต้องการสิ่งของใด แค่มีเธอคอยกอด” นั่นแหละคือความหรูหราที่สุดแล้ว เพราะสิ่งของมันอยู่กับเราไม่นาน อาจทำให้มีความสุขแค่ชั่วคราว แต่กอดของคนรักอยู่ได้นานและอบอุ่นถึงหัวใจ ผมเลยร้องในท่อนว่า “จึงไม่จำเป็นต้องมีราชรถที่ลักชูรี่ ขอแค่เท่าที่มี แค่มาซบมานั่งตรงนี้ เคียงข้างกันทุกวันก็พอ”
“รถไฟบนฟ้า (Galaxy Express)” เพลงที่ทั้ง Surreal และ Romantic
D GERRARD: เพลง “GALAXY” ครั้งแรกเราโผล่ไปที่กาแล็กซีเลยโดยไม่บอกวิธีไป ผมก็เลยคิดว่า เฮ้ย ต้องบอกวิธีไปหน่อย แต่จะนั่งจรวดธรรมดาก็ดูทั่วไปเกินไป ผมเลยเลือกนั่ง “รถไฟ” ขึ้นอวกาศ เพราะมันดู Surreal กว่า ตอนแรกก็คิดเรื่องรถนะครับ แต่ว่าแล้วรถเล่าไปแล้วเรื่อง “LUXURY” ไง เรือ… เดี๋ยวก่อนยังไม่ถึงคิว (หัวเราะ) แต่ผมชอบรถไฟมากๆ ผมก็คิดว่างั้นเราเอารถไฟขึ้นไปอวกาศกันดีกว่า รถไฟของผมมันขับเคลื่อนได้ยังไง? สาเหตุที่ผมต้องชวนเขาไปด้วยเพราะรถไฟคันนี้มันวิ่งไม่ได้ถ้าไม่มีความรัก มันต้องมีความรักเป็นพลังงานในการขับเคลื่อน มันไม่ได้ใช้น้ำมัน แต่มันใช้พลังงานความรัก ยิ่งเรารักกันมากรถไฟยิ่งไปเร็วมาก เร็วยิ่งกว่าเฟอร์รารี่อีก
การรู้ตัวว่าเป็น “มนุษย์ต่างดาว”
D GERRARD: จริงๆ แล้วผมเป็นมาตั้งแต่แรก แต่ด้วยบรรทัดฐานของสังคมและมุมมองของคนรอบข้าง ทำให้ต้องหลับรอวันนึงวันที่สังคมเริ่มตื่นขึ้นมา แล้วเราถึงจะมาบอกได้ว่าเราเป็นอะไร เอเลี่ยนไม่ได้เป็นแบบนั้นเอเลี่ยนอาจจะอยู่ในร่างมนุษย์ อาจเป็นจิตวิญญาณหรือวิธีคิดที่ต่างออกไป จิตวิญญาณเรามาจากไหนอันนี้สำคัญ มันเลยทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าเกิดว่าเรามาจากนอกโลก จิตวิญญาณเรามันมาได้ยังไง? ผมเลยนั่งสมาธิแล้วดู อ๋อ! ตอนเด็กๆ ผมจำได้ ก่อนที่ผมจะเกิด ผมพุ่งมาที่โลกฮะ ผมพุ่งมาเหมือนเป็นแสงอะครับ ผมคิดตลอดเลยว่าผมแปลกจากคนอื่น ทำไมคนไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ผมพูด ผมเหมือนแบบแกะดำของสังคม ถ้าเกิดมองในมุมของปรัชญาเอเลี่ยนก็คือความแปลกแยก เอเลี่ยนก็คือสิ่งที่เราไม่เข้าใจ เอเลี่ยนก็คือคนที่อาจจะถูกมองข้ามในสังคม พูดง่ายๆ คือมีเอเลี่ยนอยู่ตามที่ต่างๆ เสมอ ผมพยายามจะหาต้นตอของสิ่งนี้ที่มันมีความแตกต่างจากคนอื่น จนนั่งสมาธิแล้วรู้ว่าเราแค่ไม่ได้มาจากที่เดียวกับเขาแค่นั้นเอง เรามาจากอีกที่มันเลยทำให้เรามีวิธีคิดที่ต่างกัน แต่ว่าเรามาอยู่ในร่างมนุษย์เหมือนกัน เนี่ยคนดูอยู่ก็อาจจะแบบ เห้ย! พี่แม่งเพี้ยน หรือจะมีคนที่เชื่อ ผมโอเคทั้งสองแบบเลย คนที่เชื่อก็ดี “หวัดดีครับ เราพวกกันนะ” แต่คนที่ไม่เชื่อก็พี่บิ๊กปั่น แต่วันนึงเดี๋ยวเขาก็จะรู้เองว่าจริงไม่จริง
จากการตื่นรู้สู่บทเพลงใหม่ “ALIEN”
D GERRARD: อันนั้นมันคือที่มาของตัวตน แต่เพลงมันจะต้องถูกเขียนให้เล่าเรื่องในแบบที่คนจับต้องได้มากขึ้น ผมเลยเปรียบเทียบเอเลี่ยนเป็นแค่บทบาทนึงที่อยู่ในเพลง ซึ่งเอเลี่ยนในมิวสิกวิดีโอมันมาเพื่อตามหาความรักครับ ความรักที่เขาว่ากันว่ามีอยู่ในโลกนี้ นัยยะจริงๆ ของมันก็คือการที่เราอย่าลืมสิ่งที่เรามี แล้วมันสำคัญมากๆ ในสังคมนั่นก็คือ ‘ความรัก’ มันเป็นอะไรที่เหมือนพลังงานด้านบวก ที่จะทำให้สังคมเราดีขึ้น เอเลี่ยนตัวนี้ก็เลยมาเพื่อหาสิ่งนี้เหมือนกัน เพราะผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าความรักมันสำคัญมากขนาดเอเลี่ยนยังต้องมาที่โลกเพื่อมาตามหามันเลย
มีอะไรอยากบอกกับแฟนๆ ที่ติดตามและรักเรามาตลอดไหม
D GERRARD: ขอบคุณมากๆ ครับที่ฟังเพลงผม แล้วก็อยากจะให้ลองฟังเพลงใหม่ๆ ของผมที่กำลังจะปล่อยออกมาและอย่าลืมฟังเพลงเก่าๆ ที่เคยปล่อยไปแล้วที่เจ๋งมากๆ แต่ว่าคุณอาจจะยังไม่เคยฟัง ยกตัวอย่าง “Paradise Online” หรือเพลง “หัวใจ” ก็ได้ลองไปฟังดูฮะว่ามันเป็นเพลงอะไร เป็นเพลงยังไง แบบไหน ขอบคุณครับ
ติดตามความเคลื่อนไหวของ “D GERRARD” ได้ที่
Facebook : www.facebook.com/BigDG
Instagram : www.instagram.com/d.gerrardd
TikTok : www.tiktok.com/@dgerrard