โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สิ้นสุด QT เปิดทาง (Small) QE ยูเทิร์น จุดเปลี่ยนสภาพคล่องโลกในปี 2569

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 พ.ย. 2568 เวลา 05.10 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 05.10 น.

คอลัมน์ : สถานีลงทุน ทิสโก้ ผู้เขียน : ธนธัช ศรีสวัสดิ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)

ในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2568 ความสนใจของนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงจับจ้องไปที่การประชุมครั้งสุดท้ายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ว่าจะมีการปรับลดเพิ่มเติมหรือไม่

ขณะที่การถกเถียงกันระหว่างนักวิเคราะห์ หรือกระทั่งระหว่างกรรมการเฟดเอง ก็ปรากฏความเห็นที่ขัดแย้งกันมากขึ้น ทว่ายังมีอีกประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย แต่อาจส่งผลต่อภาพการลงทุนระยะกลางถึงยาวมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเสียอีก นั่นคือการยุตินโยบายดูดสภาพคล่อง (Quantitative Tightening) และการเตรียมกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินอีกครั้งตั้งแต่ต้นปี 2569

สัญญาณการเปลี่ยนทิศทางนโยบายด้านงบดุลนี้ เริ่มปรากฏชัดขึ้นหลังปัจจัยด้านสภาพคล่องในระบบการเงิน กำลังส่งสัญญาณความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะระดับเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์สหรัฐ ที่เฟดเคยระบุว่า ควรอยู่ที่ระดับสูงกว่า 10-11% ของ GDP หรือประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปริมาณเงินสำรองกลับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ราว 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงสำคัญในตลาดการเงิน ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนที่มีพันธบัตรเป็นหลักประกัน (SOFR) และอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคาร (EFFR) เคลื่อนไหวในระดับสูงกว่าปกติและมีความผันผวนมากขึ้น

ภาวะดังกล่าวทำให้ผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถส่งผ่านไปยังระบบการเงินได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สะท้อนว่าปัญหาด้านสภาพคล่องอาจกำลังก่อตัว และเฟดจำเป็นต้องใช้นโยบายฝั่งงบดุลเข้ามาประคับประคองควบคู่กับนโยบายดอกเบี้ยในปีหน้า

สภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้นยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ยิ่งทำให้ภาวะการเงินไม่ผ่อนคลายเท่าที่ควร เฟดจึงจำเป็นต้องพิจารณากลับมาใช้มาตรการเพื่อรักษาระดับเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ตั้งแต่ต้นปีหน้า แม้มาตรการดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายกับการอัดฉีดสภาพคล่องขนาดใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Quantitative Easing (QE) แต่ก็มีความแตกต่างสำคัญอยู่สองประเด็น ได้แก่

หนึ่ง ปริมาณสภาพคล่องที่จะอัดฉีดกลับเข้าสู่ระบบจะไม่มากในระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ภายในปีเดียวเหมือนช่วงโควิด-19 แต่จะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะอยู่ที่ราวปีละ 3 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อให้ขนาดงบดุลของเฟดเติบโตใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตของ Nominal GDP ที่ราว 5% ต่อปี

สอง สินทรัพย์ที่เฟดจะเข้าซื้อจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของธนาคารกลาง แตกต่างจาก QE ที่มุ่งซื้อพันธบัตรระยะยาวเพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมในระบบอย่างมีนัยสำคัญ และกระตุ้นกิจกรรมการลงทุนและการใช้จ่าย

การหันเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่เฟดต้องกลับมาพยุงเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางแรงกดดันจากการก่อหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการดังกล่าวจึงมีลักษณะเสมือนเป็น “กลไกสนับสนุนทางการเงิน” ที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปได้

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ กระแส Debasement Trade หรือการลงทุนเพื่อป้องกันความเสื่อมค่าของเงินตรามีแนวโน้มกลับมาได้รับความสนใจในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะมีค่าอย่างทองคำและเงิน ขณะที่ตราสารหนี้อายุยาวจะมีความน่าดึงดูดลดลง ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่ขยายตัวรวดเร็ว และเงินเฟ้อที่ยังยึดตัวอยู่ในระดับสูงจากนโยบายการเงิน-การคลังที่ผ่อนคลายเกินควร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สิ้นสุด QT เปิดทาง (Small) QE ยูเทิร์น จุดเปลี่ยนสภาพคล่องโลกในปี 2569

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...