ทั่วโลกจับตาคำตัดสิน “ศาลสูงสุดสหรัฐ” 9 ม.ค. บริษัท 1,000 แห่ง เร่งยื่นฟ้องหวังขอคืนภาษี
ทั่วโลกจับตาคำตัดสิน "ศาลสูงสุดสหรัฐ" 9 ม.ค. บริษัทมากกว่า 1,000 แห่ง เร่งยื่นฟ้องหวังขอคืนภาษีมูลค่ากว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์
วันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 05.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าศาลสูงสุดสหรัฐกำลังจะตัดสินชี้ชะตานโยบายภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เร็วที่สุดภายในวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.69) ท่ามกลางบริษัทหลายร้อยแห่งที่เข้าแถวรอทวงคืนส่วนแบ่งจากเงินภาษีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ได้ชำระไปแล้ว
หลังจากรอจังหวะอยู่นานหลายเดือน ธุรกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกได้ยื่นฟ้องเป็นจำนวนมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังตุลาการ ศาลสูงสุดสหรัฐ ส่งสัญญาณแสดงความกังขาต่อนโยบายการค้าหลักของทรัมป์ ระหว่างการไต่สวนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยบันทึกของศาลระบุว่าขณะนี้มีนิติบุคคลมากกว่า 1,000 แห่งเข้าร่วมการต่อสู้ทางกฎหมายครั้งนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทครั้งใหญ่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากรัฐบาลพ่ายแพ้คดี
หากศาลตัดสินว่านโยบายภาษีที่อาศัยกฎหมายอำนาจฉุกเฉินปี 1977 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะเปิดฉากการถกเถียงรอบใหม่ว่า บริษัทใดมีสิทธิขอคืนเงิน และกระบวนการคืนเงินจะดำเนินการอย่างไร โดยทรัมป์เคยเตือนผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า การถูกบังคับให้คืนเงินภาษีจะเป็นหายนะด้านความมั่นคงของชาติ
ทรัมป์กล่าวต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันเมื่อวันอังคารว่า “เรามีคดีใหญ่ในศาลสูงสุด ผมหวังว่าพวกเขาจะทำในสิ่งที่ดีต่อประเทศ ประธานาธิบดีจำเป็นต้องมีอำนาจในการต่อรองและจัดการเรื่องภาษี”
แม้ศาลสูงสุดอาจวินิจฉัยว่าภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มีแนวโน้มว่าจะปล่อยให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้จัดการประเด็นการคืนเงิน หากศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐเป็นผู้กำกับกระบวนการ ผู้นำเข้าที่ต้องการเงินคืนจะต้องยื่นฟ้องเป็นรายกรณี โดยรัฐบาลเก็บภาษีภายใต้อำนาจฉุกเฉินดังกล่าวไปแล้วราว 1.33 แสนล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 14 ธันวาคม
แม้ศาลสูงสุดจะเริ่มเผยแพร่คำวินิจฉัยชุดแรกของปีในวันศุกร์นี้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะรวมถึงคดีภาษีดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากศาลไม่ประกาศล่วงหน้าว่าจะตัดสินคดีใด
คดีภาษีเริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายน เมื่อธุรกิจขนาดเล็กไม่กี่รายและกลุ่มรัฐยื่นฟ้องคัดค้าน “ภาษีวันปลดปล่อย” (Liberation Day) ของทรัมป์ ที่อ้างเป้าหมายแก้ปัญหาขาดดุลการค้า และภาษีอีกชุดหนึ่งที่อ้างว่ามุ่งสกัดการลักลอบค้ายาเฟนทานิล การฟ้องร้องระลอกล่าสุดอาศัยคดีเดิมเหล่านี้เป็นฐาน
ภายในวันที่ 6 มกราคม มีการยื่นฟ้องอย่างน้อย 914 คดี โดยเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นหลังเดือนพฤศจิกายน และจำนวนบริษัทที่เกี่ยวข้องจริงมีมากกว่านั้น เนื่องจากหลายคดีมีบริษัทย่อยหลายแห่งร่วมเป็นโจทก์
บริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ เช่น Costco Wholesale Corp., EssilorLuxottica SA และ Goodyear Tire & Rubber Co. เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทที่ยื่นฟ้องเพื่อขอคืนภาษี ขณะที่เพียงไม่กี่วันแรกของปี 2026 ก็มีบริษัทอีกหลายสิบแห่ง เช่น Dole Fresh Fruit Co., e.l.f. Cosmetics Inc. และ J. Crew Group LLC เข้าร่วมฟ้องร้อง
จอห์น เวคคิโอเน ที่ปรึกษาด้านคดีความอาวุโสของ New Civil Liberties Alliance ระบุว่า “ทุกคนกำลังกระโดดขึ้นรถขบวนเดียวกัน ผมดีใจที่พวกเขามา แต่ก็อยากให้มาร่วมตั้งแต่แรก”
โจทก์ในคดีขยายไปถึงบริษัทย่อยของบริษัทขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ เช่น Alcoa Corp., Yokohama Rubber Co., Kawasaki Heavy Industries Ltd. และ LONGi Green Energy Technology Co. รวมถึงแบรนด์ผู้บริโภคชื่อดังอย่าง Reebok, Puma, GoPro, Revlon, Conair, Bumble Bee และ Del Monte Fresh Produce
ฮันส์ ไฮม์ ซีอีโอของ Ibis Cycles Inc. กล่าวว่า “แทบต้องฟ้องคดีเพื่อให้เสียงของคุณถูกได้ยิน” โดยบริษัทของเขาต้องจ่ายภาษี 800,000 ดอลลาร์ในปี 2568 จากการนำเข้าชิ้นส่วนจักรยาน และยื่นฟ้องเมื่อ 4 ธันวาคม
ระหว่างการไต่สวนในเดือนพฤศจิกายน ผู้พิพากษาศาลสูงสุดหลายรายแสดงความสงสัยว่าทรัมป์มีอำนาจใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act ปี 1977 เพื่อเก็บภาษีทั่วโลกหรือไม่ แม้ยังมีความเป็นไปได้ที่เสียงข้างมากฝ่ายอนุรักษนิยมจะสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล
ทนายความด้านการค้า เอริก สมิธไวส์ กล่าวว่าบริษัทบางแห่งกังวลผลกระทบทางการเมืองจากการออกหน้าเป็นผู้นำฟ้อง แต่เมื่อใกล้สิ้นปี แรงกดดันเพิ่มขึ้นให้ดำเนินทุกวิถีทางเพื่อรักษาสิทธิขอคืนเงิน หากศาลตัดสินว่าภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย
รัฐบาลทรัมป์ส่งสัญญาณว่า หากศาลสูงสุดขัดขวางการใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉิน ก็อาจหันไปใช้ฐานกฎหมายอื่น เช่น มาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อเก็บภาษีใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าและอาจเผชิญความท้าทายทางกฎหมายเพิ่มเติม
ข้อมูลระบุว่า หน่วยงานศุลกากรสหรัฐเก็บภาษีจากผู้นำเข้ามากกว่า 301,000 ราย ครอบคลุมการนำเข้าสินค้ากว่า 34 ล้านครั้ง และเงินดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของรายได้ภาษีกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์จากมาตรการภาษีของทรัมป์ในปีที่ผ่านมา
การวิเคราะห์ของ Bloomberg จากบริษัทโจทก์ 327 แห่ง พบว่าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์ และอุปกรณ์อุตสาหกรรม โดยบริษัทส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ กระจายทั่วเกือบ 30 รัฐ ขณะที่ราวหนึ่งในสี่มีบริษัทแม่ในต่างประเทศ สะท้อนเดิมพันระดับโลกของคำตัดสินศาลสูงสุดครั้งนี้
ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยเมื่อปีที่แล้วว่าภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อนุญาตให้รัฐบาลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ทั้งนี้มีแบบอย่างในอดีตที่ศาลการค้าสร้างกระบวนการคืนเงินครั้งใหญ่ หลังศาลสูงสุดตัดสินในปี 1998 ให้ยกเลิกภาษีท่าเรือ โดยมีคดีราว 4,000 คดี และเงินคืนราว 750 ล้านดอลลาร์
มาร์วินา โรบินสัน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ B. Stuyvesant Champagne LLC กล่าวว่า ภาษีที่ต้องจ่าย 78,000 ดอลลาร์ในปี 2025 ทำให้บริษัทต้องชะลอการจ้างงานและขึ้นราคาสินค้า พร้อมย้ำว่า “ธุรกิจไม่ควรยืนนิ่งและยอมรับทุกอย่าง”
ทั้งนี้ภาพรวมสะท้อนว่าคดีนี้ไม่เพียงเป็นบททดสอบอำนาจฝ่ายบริหาร แต่ยังเป็นเดิมพันมหาศาลของภาคธุรกิจทั่วโลก ที่หวังพึ่งคำตัดสินศาลสูงสุดเพื่อทวงคืนต้นทุนจากนโยบายภาษีของทรัมป์
อ้างอิง : bloomberg.com