โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

14 มกราคม วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ รื้อไทม์ไลน์จากยุคสัมปทานสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ม.ค. เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. เวลา 08.30 น.

เปิดหน้าประวัติศาสตร์การจัดการป่าไม้ไทย จากจุดเริ่มต้นการรวมศูนย์อำนาจไม้สักในสมัย ร.5 สู่โศกนาฏกรรมกะทูนที่แลกด้วย ‘การปิดป่า’ ทั่วประเทศ เมื่อปี 2532 เจาะลึกกฎหมายป่าไม้ฉบับปฏิรูป 2562 กับความท้าทายในปัจจุบันที่พื้นที่ป่าไทยเหลือเพียง 31.46%

วันที่ 14 มกราคมของทุกปี มิใช่เพียงวันระลึกถึงความสำคัญของธรรมชาติ แต่คือหมุดหมายสำคัญเชิงนโยบายที่เปลี่ยนทิศทาง “ทุนทางธรรมชาติ” ของประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ชวนย้อนไทม์ไลน์ จากอดีตที่รัฐมองป่าไม้เป็นสินค้าส่งออกหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ สู่ยุคแห่งการอนุรักษ์ที่แลกมาด้วยบทเรียนและชีวิต

ยุคสถาปนากรมป่าไม้: การเมืองเรื่อง ‘ไม้สัก’ และการรวมศูนย์อำนาจ

ประวัติศาสตร์การป่าไม้ไทยเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2439 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนากรมป่าไม้ขึ้น โดยมี นายเอช เสลด (Mr. H. Slade) ผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษ ที่รัฐบาลสยามจ้างมาวางรากฐานกิจการด้านป่าไม้

Insight เชิงนโยบาย: การจัดตั้งกรมป่าไม้ในขณะนั้นหาใช่เพียงเพื่อการอนุรักษ์ แต่คือการใช้กลไกทางรัฐศาสตร์เพื่อ “รวมศูนย์อำนาจ” การจัดการทรัพยากรจากเจ้าเมืองฝ่ายเหนือเข้าสู่รัฐส่วนกลาง เนื่องจาก “ไม้สัก” เป็นสินค้าส่งออกยุทธศาสตร์ รัฐบาลจึงต้องเร่งออก พ.ร.บ. ป้องกันการลักลอบตีตราไม้ พ.ศ. 2441 เพื่อจัดระเบียบการจัดเก็บค่าตอไม้และควบคุมรายได้ของแผ่นดิน

นิยามแห่งรัฐ: “ที่ดินที่ไม่มีใครครอบครอง…ย่อมเป็นป่า”

ในปี พ.ศ. 2484 รัฐได้ตรา พระราชบัญญัติป่าไม้ ซึ่งกลายเป็นเสาหลักจนถึงปัจจุบัน โดยมีจุดเปราะบางสำคัญที่มาตรา 4 (1) ซึ่งนิยามว่า “ป่า หมายถึง ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน”

นิยามนี้สะท้อนแนวคิดแบบ ‘State Ownership’ หรือรัฐเป็นเจ้าของโดยปริยายหากไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งกลายเป็นปมความขัดแย้งเรื้อรังเรื่องที่ดินทำกินทับซ้อนระหว่างรัฐและชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่ป่ามานานกว่า 8 ทศวรรษ

ยุคเร่งพัฒนา 2504: ป่าไม้คือต้นทุนอุตสาหกรรม

ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504) ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้สูงถึง 53.33% (ประมาณ 171 ล้านไร่) รัฐบาลมองว่าป่าคือ “ทุนธรรมชาติ” ที่ต้องนำมาแปรรูปเป็นโครงสร้างพื้นฐาน

  • ระบบสัมปทาน: ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลัก โดยกำหนดรอบตัดฟัน 30 ปี กระจายอยู่ทั่วประเทศ

  • ผลกระทบ: พื้นที่ป่าลดลงอย่างรวดเร็วจากการทำไม้ และการส่งเสริมพืชพาณิชย์ (มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด) เพื่อการส่งออก

โศกนาฏกรรมกะทูน: จุดหักเห ‘ปิดป่า’ ถาวร

เหตุการณ์อุทกภัยดินโคลนถล่ม ณ ตำบลกะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อพฤศจิกายน 2531 กลายเป็น Turning Point ครั้งสำคัญ เมื่อมวลน้ำพัดพา “ท่อนซุง” ทั้งจากการทำไม้ถูกกฎหมายและลักลอบตัด เข้าทำลายหมู่บ้านจนราบเป็นหน้ากลอง

นำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาดที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2532 ที่ประกาศยกเลิกสัมปทานป่าไม้ทั้งประเทศ จำนวน 276 ป่า เนื้อที่กว่า 96 ล้านไร่ ยุติยุคพาณิชย์ป่าไม้และเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอนุรักษ์อย่างเต็มตัว

“เสียงปืนที่ดังที่สุดคือเสียงปืนจากห้วยขาแข้ง”

ความตายของ สืบ นาคะเสถียร ในปี 2533 เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนให้สังคมตื่นตัวต่ออิทธิพลมืดและการคัดค้านโครงการที่กระทบระบบนิเวศ เช่น เขื่อนน้ำโจน จนนำไปสู่การประกาศมรดกโลกในเวลาต่อมา

การปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย ‘คลายล็อก’ ปี 2562

ในปี 2545 มีการปรับโครงสร้างใหญ่ แยกภารกิจ “อนุรักษ์” และ “ใช้ประโยชน์” ออกเป็น 3 กรมหลัก (กรมป่าไม้, กรมอุทยานฯ, กรมทรัพยากรทางทะเลฯ) และต่อมาในปี 2562 ได้มีการออกชุดกฎหมายใหม่เพื่อแก้ปมความขัดแย้ง:

กฎหมายสำคัญ สาระสำคัญและผลกระทบ พ.ร.บ. ป่าไม้ (ม.7) 2562 ปลดล็อกไม้หวงห้าม: ไม้มีค่า (สัก/ยาง) ในที่ดินกรรมสิทธิ์ ไม่ถือเป็นไม้หวงห้ามอีกต่อไป เพื่อส่งเสริม ‘เศรษฐกิจไม้มีค่า’ พ.ร.บ. ป่าชุมชน 2562 กระจายอำนาจ: ให้ชุมชนร่วมจัดการป่านอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ สามารถเก็บหาของป่าได้ตามแผนจัดการ พ.ร.บ. อุทยานฯ (ม.64) คนอยู่กับป่า: อนุญาตให้ผู้ที่อยู่มาก่อนกฎหมายบังคับใช้ สามารถอยู่อาศัยและทำกินได้ตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนด

ข้อสังเกตจากภาคประชาชน: แม้กฎหมายจะเริ่มมีความยืดหยุ่น แต่มีการตั้งคำถามถึงกระบวนการยกร่างในยุค คสช. ว่าขาดการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และเงื่อนไขในทางปฏิบัติยังมีความซับซ้อนเกินกว่าชาวบ้านจะเข้าถึงได้จริง

สถานการณ์ปี 2567: เป้าหมาย 40% และตัวเลขที่น่ากังวล

จากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดพบว่า สถานการณ์ป่าไม้ไทยยังอยู่ในจุดที่ต้องเฝ้าระวัง:

  • พื้นที่ป่าปัจจุบัน: เหลือเพียง 31.46% (101.78 ล้านไร่)

  • ช่องว่าง (Gap): ยังห่างไกลจากเป้าหมายนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่กำหนดไว้ที่ 40% (ป่าอนุรักษ์ 25% ป่าเศรษฐกิจ 15%)

  • สถิติ 10 ปีล่าสุด: พบการสูญเสียป่าสะสมกว่า 8 แสนไร่ ขณะที่การเพิ่มพื้นที่ป่าทำได้เพียง 3.3 แสนไร่

วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติในปีนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงโศกนาฏกรรมในอดีต แต่คือการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า “การเพิ่มพื้นที่ป่า” ไม่สามารถทำได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ (เช่น คาร์บอนเครดิต) และการจัดการที่ดินที่เป็นธรรม เพื่อให้คนและป่าสามารถพึ่งพากันได้อย่างยั่งยืน ตามปณิธานของเหล่านักอนุรักษ์ที่สละชีพเพื่อรักษาผืนป่าไว้ให้คนรุ่นหลัง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 14 มกราคม วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ รื้อไทม์ไลน์จากยุคสัมปทานสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...