โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความทรงจำบางเรื่องไม่เคยเยียวยาได้ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน จาก Reply 1988 ถึง พิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยแห่งชาติของเกาหลี (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 ม.ค. เวลา 02.03 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. เวลา 02.03 น.

บทความพิเศษ | บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

ความทรงจำบางเรื่องไม่เคยเยียวยาได้

ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

จาก Reply 1988

ถึง พิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยแห่งชาติของเกาหลี (1)

มีฉากหนึ่งในในภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง Reply 1988 หนึ่งในตัวละคร คือ ซอง โบรา (Sung Bo-ra, 성보라) นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลเข้าร่วมประท้วงระบอบของช็อน ดูฮวาน และถูกทุบตีจากหน่วยปราบจลาจล สะท้อนความทรงจำที่ไม่ลืมเลือนของชาวเกาหลีที่มีต่อระบอบเผด็จการ

ในซีรีส์ตอนที่ 9 ขณะที่ คิม จองโบ (Kim Jung-bo, 김정보) พี่ชาย หนึ่งในตัวละครเอกที่ไปปฏิบัติธรรมในวัดแห่งหนึ่ง ภายหลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ในตอนนั้น ระหว่างที่เขากำลังกราบพระอยู่นั้น ก็มีคนมากราบพระใกล้ๆ จองโบเหลือบตาไปมอง แล้วสะดุ้ง ตอนนั้นเอง เขาถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยลากตัวออกไป ขณะที่เขาอุทานว่า “ชายคนนั้น ชายคนนั้น”

ชายคนนั้นก็คือช็อน ดูฮวาน (전두환, Chun Doo Hwan) ซึ่งว่ากันว่า เขาไปปฏิบัติธรรมในวัด ซึ่งน่าจะเป็นวัดเพ็กทัมซา (백담사) ในเขตคังวานโด ถึงสองปีตามคำแนะนำของโน แทอู (노태우, Roh Tae-woo) เพื่อล้างบาปกรรมที่ได้กระทำกับชาวเมืองควังจู (Gwangju) ในการล้อมปราบในเดือนพฤษภาคม 2523 และการปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย

แต่กระนั้น ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยสำนึกถึงความรุนแรงโหดร้ายที่กระทำต่อเพื่อนร่วมชาติจนถึงวาระสุดท้าย และโลกหลังความตายยังไม่ปรานีต่อเขา เพราะทุกวันนี้ร่างของเขายังไม่สามารถหาที่ฝังถาวรได้1

ฉากและเรื่องราวของ Reply 1988 เริ่มในเดือนกันยายน 1988/2531 ภายหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ คลี่คลายลงไปมากแล้ว

แต่ถ้าค่อยๆ มองลึกลงไปในเรื่องราวจะพบว่าความรุนแรงจากเหตุการณ์ทางการเมืองยังคงตกค้างในชีวิตประจำวันของชาวเกาหลี และเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้

บทความชุดนี้จะกล่าวถึงพัฒนาการของประชาธิปไตยเกาหลีตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลีจนถึงการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Museum of Korean Democracy: 민주화운동기념관) เพื่อให้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเกาหลีที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยเกาหลีในปัจจุบัน

ภาพของช็อน แทอิล ผู้เรียกร้องสิทธิให้แรงงาน ที่มา : wikipedia

ก่อนจะถึง Reply 1988

: เบื้องหลังความมหัศจรรย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน

คือแรงงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์การเมืองของเกาหลีใต้ภายหลังสงครามเกาหลี 25 มิถุนายน 1950/2493-กรกฎาคม 1953/2496 เกาหลีใต้ตกอยู่ในสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างมาก

เมื่อหลังสงครามในยุคของนายพัค จองฮี (박정희, Park Chung-hee) จึงได้มีการริเริ่มวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี เพื่อมุ่งเน้นเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก

การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางนี้นำไปสู่ “ปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน”

เมื่อเวลาผ่านไปสองทศวรรษ เกาหลีถึงได้เริ่มลืมตาอ้าปาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮันก็แลกมาด้วยสิทธิเสรีภาพของชาวเกาหลี

การเร่งรัดพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ก็ปกป้องนายทุน ทำให้สภาพชีวิตคนงานที่เป็นรากฐานของความมั่งคั่งของสังคมอยู่ในสภาพเลวร้าย

ภายใต้ระบอบยูชิน (10 월유신; การบูรณะเดือนตุลา) ซึ่งเป็นการรัฐประหารตัวเองเพื่อใช้รัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจสภาฟื้นฟูบูรณะประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้เลือกประธานาธิบดี และไม่กำหนดจำนวนวาระการเป็นประธานาธิบดีเอาไว้ เท่ากับเป็นประธานาธิบดีตลอดชีวิต

อีกทั้งยังให้อำนาจประธานาธิบดีในการประกาศใช้กฎหมายโดยไม่ผ่านสภานิติบัญญัติ โดยทั่วไปเรียกว่ารัฐธรรมนูญยูชิน (Yushin Constitution) ที่พัคจองฮีเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบเกาหลี”

การที่เศรษฐกิจเกาหลีได้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว “ปาฏิหาริย์” ส่วนหนึ่งมาจากการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่แรงงาน สภาพความเป็นอยู่ของคนงานแร้นแค้น แม้จะมีกฎหมายมาตรฐานแรงงานเพื่อคุ้มครองปกป้องแรงงาน แต่รัฐบาลและสังคมให้ความสำคัญกับแรงงานในระดับที่แย่มาก บางคนก็ประสบกับโรคทางเดินลมหายใจ บางคนติดวัณโรคเพราะสภาพการระบายอากาศที่แย่

สภาพชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน แรงงานเหล่านี้กลับได้รับค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด และถูกบีบให้ต้องทำงานล่วงเวลา เพื่อให้ได้ค่าแรงเพียงพอแก่การดำรงชีวิต

คนงานคนหนึ่งเล่าถึงชีวิตของเธอในฐานะแรงงานว่า

“…ในตอนกลางคืนแม้แต่วัวควายยังได้หลับนอน แต่พวกเราต้องทำงานตลอดคืน ดังที่ทุกคนรู้ เราทำงาน 10-12 ชั่วโมงในตอนกลางวันและค่อนข้างบ่อยที่จะต้องทำต่อไปตอนกลางคืน ในตอนเช้าฉันยกร่างกายอันอ่อนแอขึ้นอย่างยากลำบากและนำพาร่างกายที่อ่อนเปลี้ยไปสู่โรงงานที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง เสียงดังและถ้อยคำด่า และเมื่อฉันกลับบ้านในตอนกลางคืน ฉันก็เหนื่อยเกินไปที่จะอาบน้ำและกินข้าว เป็นอย่างนี้ซ้ำๆ ทุกวันเรื่อยไป ฉันอดไม่ได้ที่จะบอกตัวเองว่า ‘โอ! ฉันนั้นแย่กว่าเครื่องจักร’ ฉันกลัวว่าฉันคงจะต้องตายไปในวันใดวันหนึ่งที่มีชีวิตเช่นนี้” (คิม คยอง-ซุก และคนอื่นๆ 1986, 154 อ้างจาก ฮาเกน คู, 2552, น.79)

อนุสาวรีย์ของช็อน แทอิล ถูกสร้างและเปิดในเดือนกันยายน 2005 ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนสะพานเหนือคลองช็องเกช็อน ข้างหน้าตลาดพยองฮวา ภาพ : บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

แม้ว่าจะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานกลับมิได้เปลี่ยนไปเลย จนทำให้แรงงานหนุ่มที่สนใจการศึกษาคนหนึ่ง คือ ช็อน แทอิล (Jeon Tae-il, 전태일; 28 September 1948 – 13 November 1970) ลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบที่กดขี่แรงงานด้วยชีวิตของเขา

แม้จะไม่มีโอกาสเรียนต่อ แต่ช็อน แทอิล ก็ใส่ใจเรื่องการศึกษา เขาร่วมก่อตั้งสมาคมคนโง่ (Fool’s Association : 바보회) ในปี 1969/2512 เพื่อทำการศึกษาปัญหาแรงงานและกฎหมายแรงงาน ในประเด็นต่างๆ

เมื่อข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานถูกมองข้าม เขาตัดสินใจกระทำการบางอย่าง ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 1970/2513

ช็อน แทอิล ที่หน้าตลาดพยองฮวา (Pyeonghwa Market ตลาดสันติภาพ) ย่านคลองช็องเกช็อน เทน้ำมัน (kerosene) บนร่างของเขา แล้วจุดไฟเผา พร้อมกับตะโกนว่า “จงปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานแรงงาน” “พวกเราไม่ใช่เครื่องจักร!” “ให้เราได้พักในวันอาทิตย์!” คำพูดสุดท้ายของเขาก็คือ “อย่าให้การตายของผมสูญเปล่า!”

ร่างที่ถูกเผาไหม้ของเขาถูกนำไปยังโรงพยาบาลเซนต์แมรี่ และเสียชีวิตในวันถัดมา (13 พฤศจิกายน)

ภาพการบังคับให้ผู้ชายตัดผมสั้นในที่สาธารณะตามระเบียบศีลธรรม (moral discipline) ของสังคม ที่มา : https://www.reddit.com/r/korea/comments/1dew08q/a_south_korean_soldier_forcibly_cuts_a_young_mans/

ในบันทึกส่วนตัวของช็อน แทอิล ตลอดจนจดหมายต่างๆ ถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนในหน้าหนังสือพิมพ์โชซ็อนอิลโบ (Chosun Ilbo) ว่าเขาได้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีพัค จองฮี ว่า

“กราบเรียนท่านประธานาธิบดี กระผมเป็นช่างตัดเสื้อมาห้าปีในโรงงานเสื้อผ้า ที่ทำงานของผมอยู่ที่ตลาดพยองฮวา ย่านทงแดมุนในโซล ที่มีชื่อว่าเป็นย่านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แน่นอนว่าผมรู้ว่าบริษัทต้องทำตามกฎหมายมาตรฐานแรงงาน อย่างไรก็ดี พวกคนงานอย่างเราไม่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานเลย และกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนคนงานสองหมื่นคนเป็นผู้หญิงที่มีอายุเฉลี่ย 18 ปี มีชั่วโมงทำงานเกินกว่าวันละ 15 ชั่วโมง ส่วนบรรดาคนงานผู้ช่วยที่นับเป็นคนกลุ่มร้อยละ 40 ของคนงานกว่าสองหมื่นคนนี้ต่างมีอายุน้อยมาก เพียง 15 ปี ได้โปรดปกป้องหัวใจที่บริสุทธิ์เหล่านี้ก่อนที่พวกเขาจะพังทลายไปกว่านี้ด้วยเถิด”

ความเสียสละของช็อน แทอิล ทำให้เสียงของขบวนการแรงงาน “ได้ยิน” และมีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น แต่การเมืองเกาหลียังคงอยู่ภายใต้ระบอบที่นำโดยพัค จองฮี ที่ใช้แนวทางปกครองประเทศตามแบบเผด็จการ

เพื่อที่จะทำความเข้าใจระบอบของพัค จองฮี เราอาจจะต้องทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีในช่วงก่อนพัค จองฮี เสียก่อน

เผด็จการในยุคสงครามเย็น

กับสงครามเกาหลี

ประเทศเกาหลีภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้ถือกำเนิดใหม่จากการที่ฝ่ายสัมพันธมิตรมีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบกับมีขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชจากญี่ปุ่นทั้งภายในและนอกประเทศ จึงได้สถาปนาสาธารณรัฐเกาหลี โดยนับเอาวันที่ 15 สิงหาคม 1945/2488 เป็นวันเอกราช

แต่ถึงกระนั้นเกาหลียังตกอยู่ในเงื้อมเงาของสงครามอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีนิยมและโลกสังคมนิยม ซึ่งภายหลังสงครามโลกสิ้นสุด ฝั่งเกาหลีเหนือถูกปลดปล่อยโดยสหภาพโซเวียต ขณะที่ตอนใต้มีกองกำลังของสหรัฐอเมริกาเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น

ผลก็คือฝั่งเกาหลีเหนือบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 มายังกรุงโซลในวันที่ 25 มิถุนายน 1950/2493 เกิดเป็นสงครามเกาหลี การสู้รบระหว่างฝ่ายหนึ่งได้รับอิทธิพลจากสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ กับอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ข้างโลกเสรี โดยทั้งสองฝ่ายมีชาติมหาอำนาจหนุนหลัง

จนกระทั่งมีการลงนามในสนธิสัญญาหยุดยิงในวันที่ 27 กรกฎาคม 1953/2496

สงครามเกาหลีทำให้ประเทศไทยและประเทศเกาหลีมีความใกล้ชิดกันอย่างมาก ในฐานะที่เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ส่งกำลังไปร่วมรบและส่งเสบียงบำรุงในสงครามเกาหลีในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา มีการฝึกทหารเตรียมความพร้อมและความร่วมมือด้านอื่นๆ จนกระทั่งสงครามสิ้นสุด

อย่างไรดี ปรากฏการณ์ร่วมประการหนึ่งของประเทศในเอเชียหลังสงครามโลกครั้งที่สองคือการเป็นประเทศที่ปกครองแบบเผด็จการอำนาจนิยม เช่น เกาหลีใต้ เมียนมา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งประเทศไทย

นั

บแต่เป็นเอกราชเกาหลีต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก แต่ก็มีความหวาดระแวงภายใน เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ทำให้ในฝั่งเกาหลีใต้ก็ไม่หลุดพ้นจากการปกครองแบบอำนาจนิยม

ในช่วงสงครามเย็น เกาหลีตกอยู่ภายใต้เผด็จการอันยาวนาน ตั้งแต่ยุคนายรี ซิงมัน (이승만, Rhee Syngman หรืออี ซึงมัน) ซึ่งอยู่ในอำนาจเกือบ 12 ปี แต่มีความผันผวนในช่วงที่ประธานาธิบดีรี ซิงมัน ถูกประชาชนประท้วงการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 1960/2503 ว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกทั่วประเทศทำให้มีการสั่งการปราบปรามประชาชน ที่เมืองมาซาน ตำรวจปราบจลาจลใช้แก๊สน้ำตาจนทำให้นายคิม จูยอล (김주열, Kim Joo-yeol) นักเรียนพาณิชย์ชั้นมัธยมปลายเสียชีวิต

ทำให้ประชาชนโกรธแค้นจนเป็นการชุมนุมใหญ่ระหว่างวันที่ 19-26 เมษายน 1960/2503 แต่รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามประชาชนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 186 คน บาดเจ็บอีกกว่า 6,026 คน

จนประธานาธิบดีรี ซิงมัน ต้องลาออกและลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา ต่อมามีการเรียกว่าเป็นการ “ปฏิวัติเดือนเมษายน” (April Revolution)

การปฏิวัติเดือนเมษายน เปิดพื้นที่ให้กับการถกเถียงเรื่องการรวมชาติเกาหลี (reunification) อีกครั้งหนึ่ง เพราะในยุคนายรี ซิงมัน แทบจะไม่เปิดโอกาสให้เอ่ยถึงเลยด้วยซ้ำ

กระแสการเมืองโลกในเวลานั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนหนึ่งร่วมกันตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ซึ่งแม้ว่าเกาหลีใต้จะไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็ทำให้กระแสเรียกร้องให้มีการรวมชาติทั้งจากภายในและจากชุมชนเกาหลีโพ้นทะเล การต่อต้านอเมริกัน (anti-American sentiment)

ขณะที่มีกระแสการต่อต้านคอมมิวนิสต์ไปพร้อมกันในเกาหลีเรียกว่า “ปมแดง” (red complex) ซึ่งส่งผลให้เกิดการรัฐประหาร 16 พฤษภาคม 1961/2504 ซึ่งในยุคของนายรี ซิงมัน ได้จับตาควบคุมกองทัพอย่างใกล้ชิด

แต่เมื่ออยู่ในมือรักษาการประธานาธิบดีคนต่อมากลับไม่ได้มีอำนาจเหนือกองทัพซึ่งเติบโตอย่างมากอันเนื่องมาจากภาวะสงครามทั้งภายในและภายนอก

จึงเป็นช่องว่างให้เกิดการรัฐประหารได้

พัค จองฮี กับระบอบยูชิน

ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีเคนเนดี้ที่เพิ่งจะล้มเหลวในปฏิบัติการทางทหารในคิวบาทำให้สหรัฐตัดสินใจรับรองการรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า “สภาสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูชาติ (Supreme Council for National Reconstruction)”

พัค จองฮี (Park Chung Hee) ปกครองประเทศตั้งแต่ 24 มีนาคม 1962/2505 โดยมีหน่วยสืบราชการลับ “สำนักประมวลข่าวกลางเกาหลี (Korean Central Intelligence Agency : KCIA) ที่ขึ้นตรงต่อสภาสูงสุดนี้

แม้สถานะของ KCIA จะเป็นการประมวลข่าวสารและข้อมูล สืบสวน ทั้งยังมีอำนาจอื่นๆ ทำให้ KCIA มีอิทธิพลเหนือสภาสูงสุด และผู้อำนวยการ KCIA นายคิม จ็องพิล (Kim Jong Pil) มีอำนาจรองจากนายพัค จองฮี เท่านั้น

ในช่วงที่นายพัค จองฮี ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี มีการกวาดล้างอันธพาล จับกุมมาประจานต่อสาธารณะแล้วส่งไปใช้แรงงานที่เกาะเจจู มีการควบคุมเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นภายใต้การปราบปรามคอมมิวนิสต์ ไม่ว่านักหนังสือพิมพ์หรือนักการเมืองที่สนับสนุนการรวมชาติต่างถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพวกสมคบคิดกับเกาหลีเหนือ หลายคนถูกจับกุมและประหารชีวิต

ในช่วงนี้การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์กับการสอดส่องควบคุมภายใต้ KCIA ทำให้ฝ่ายที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดขั้วมีอำนาจและอิทธิพลมากกว่ายุคนายรี ซิงมัน เสียอีก ทำให้ KCIA เสมือนรัฐบาลซ้อนรัฐบาล

ถึงแม้ว่านายพัค จองฮี จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่เขาได้ก่อการรัฐประหารในวันที่ 17 ตุลาคม 2515 โดยยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา

คณะรัฐมนตรีมีการประชุมฉุกเฉินเพื่อรับรองการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการลงประชามติในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1972/2515

ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่ารัฐธรรมนูญยูชิน (Yushin Constitution หรือระบอบยูชิน) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติถึงหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด

อีกทั้งประธานาธิบดียังสามารถแต่งตั้งตุลาการและประธานตุลาการศาลฎีกา เท่ากับว่าประธานาธิบดีมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสามารถประกาศภาวะฉุกเฉิน ยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติและยับยั้งกฎหมายได้ ส่วนที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดก็คือการออกแบบให้มีองค์กรที่ทำหน้าที่เลือกตั้งประธานาธิบดีคือ สภาแห่งชาติเพื่อการรวมชาติ ซึ่งเป็นเสมือนหน่วยที่เลือกตั้งองค์อธิปัตย์ทางอ้อมโดยมีประธานาธิบดีเป็นประธาน โดยประชาชนไม่ได้มีส่วนในการลงคะแนนเลือกตั้ง

นายพัคเรียกระบอบยูชินว่า “ประชาธิปไตยแบบเกาหลี (Korean style democracy)”

ในแง่การเมืองในชีวิตประจำวัน ระบอบยูชินทำการสอดส่องพลเมืองตั้งแต่ควบคุมการพิมพ์ การผลิตเพลงและแผ่นเสียง ละครเวที เพลงยอดนิยม รวมถึงการห้ามผู้หญิงนุ่งกระโปรงสั้นและห้ามผู้ชายไว้ผมยาว

ถึงกับมีตำรวจคอยจับและตัดผม ในโรงภาพยนตร์ผู้ชมต้องยืนเคารพเพลงชาติและชมภาพยนตร์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ก่อนจะรับชมภาพยนตร์จริงๆ ทุกวันตอน 6 โมงเย็นจะมีการเป่าแตรสัญญาณเพื่อให้ประชาชนยืนเคารพบนท้องถนนและเคารพธงชาติ

ในช่วงระบอบยูชินมีการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งแม้ว่าจะมีความก้าวหน้า แต่การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจทำให้อำนาจการต่อรองของแรงงานต่ำ เกิดการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ทำให้พวกเขาต้องใช้แรงงานยาวนานกว่ากฎหมายกำหนดโดยได้รับค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด สภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น

ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าความคับแค้นใจนี้ทำให้นายช็อน แทอิล (Jeon Tae-Il) อายุ 23 ปี ผู้นำกรรมกรกลุ่ม ซัมดงฮเว (Samdonghoe) ตัดสินใจประท้วงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 1970/2513

นายช็อน แทอิล ถือกฎหมายแรงงานในมือขณะที่เขาทำการเผาร่างตัวเองจนเสียชีวิต ความตายของเขาทำให้สังคมเกาหลีสะเทือนใจอย่างมาก

และเป็นรากฐานในการต่อสู้ของขบวนการแรงงานซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตยในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ การขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม ทำให้ประชาชนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงโซลต้องพักอาศัยริมแม่น้ำและเชิงเขา ต่อมาที่พำนักของพวกเขาถูกไล่รื้อและบังคับให้ย้ายถิ่นฐานไปยังเขตซองนัม ในจังหวัดคยองกี แต่รัฐบาลไม่ได้ดูแลความเป็นอยู่และแก้ปัญหาจากการบังคับย้ายถิ่นฐาน

จนเกิดการชุมนุมและถูกปราบปรามโดยรัฐบาล (มีต่อ)

หมายเหตุ ผู้เขียนเป็นรองศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานพิเศษชุดนี้เกิดจากการที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยเกาหลีแห่งชาติ (National Museum of Korean Democracy: 민주화운동기념관) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณคิม ชานโฮ (김찬호, Kim Chan-ho) คุณอี ฮยอนยุน (이현윤 Yoon Lee) และ Global Alliance Team ศ.ดร.ชิน เจฮยอก (신재혁, Prof. Shin Jae-hyeok) และคุณเจมส์ อี จองอู (Lee Jeong-woo, 이정우) สำหรับความรู้ มิตรภาพและความช่วยเหลือตลอดมา ขอบคุณคุณดนย์ ทาเจริญศักดิ์ ชลลดา เฉลิมไพโรจน์ และคุณบัณฑิตา เดชอนันต์ ที่แบ่งปันประสบการณ์หลายเรื่อง ตลอดจนเพื่อนๆ ที่ May 18 Foundation ทุกท่าน

1 Korea Herald. 2025. Remains of former President Chun find no resting place after death. September 14, 2025. https://www.koreaherald.com/article/10575075

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความทรงจำบางเรื่องไม่เคยเยียวยาได้ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน จาก Reply 1988 ถึง พิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยแห่งชาติของเกาหลี (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...