ความทรงจำบางเรื่องไม่เคยเยียวยาได้ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน จาก Reply 1988 ถึง พิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยแห่งชาติของเกาหลี (1)
บทความพิเศษ | บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
ความทรงจำบางเรื่องไม่เคยเยียวยาได้
ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน
จาก Reply 1988
ถึง พิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยแห่งชาติของเกาหลี (1)
มีฉากหนึ่งในในภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง Reply 1988 หนึ่งในตัวละคร คือ ซอง โบรา (Sung Bo-ra, 성보라) นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลเข้าร่วมประท้วงระบอบของช็อน ดูฮวาน และถูกทุบตีจากหน่วยปราบจลาจล สะท้อนความทรงจำที่ไม่ลืมเลือนของชาวเกาหลีที่มีต่อระบอบเผด็จการ
ในซีรีส์ตอนที่ 9 ขณะที่ คิม จองโบ (Kim Jung-bo, 김정보) พี่ชาย หนึ่งในตัวละครเอกที่ไปปฏิบัติธรรมในวัดแห่งหนึ่ง ภายหลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ในตอนนั้น ระหว่างที่เขากำลังกราบพระอยู่นั้น ก็มีคนมากราบพระใกล้ๆ จองโบเหลือบตาไปมอง แล้วสะดุ้ง ตอนนั้นเอง เขาถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยลากตัวออกไป ขณะที่เขาอุทานว่า “ชายคนนั้น ชายคนนั้น”
ชายคนนั้นก็คือช็อน ดูฮวาน (전두환, Chun Doo Hwan) ซึ่งว่ากันว่า เขาไปปฏิบัติธรรมในวัด ซึ่งน่าจะเป็นวัดเพ็กทัมซา (백담사) ในเขตคังวานโด ถึงสองปีตามคำแนะนำของโน แทอู (노태우, Roh Tae-woo) เพื่อล้างบาปกรรมที่ได้กระทำกับชาวเมืองควังจู (Gwangju) ในการล้อมปราบในเดือนพฤษภาคม 2523 และการปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย
แต่กระนั้น ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยสำนึกถึงความรุนแรงโหดร้ายที่กระทำต่อเพื่อนร่วมชาติจนถึงวาระสุดท้าย และโลกหลังความตายยังไม่ปรานีต่อเขา เพราะทุกวันนี้ร่างของเขายังไม่สามารถหาที่ฝังถาวรได้1
ฉากและเรื่องราวของ Reply 1988 เริ่มในเดือนกันยายน 1988/2531 ภายหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ คลี่คลายลงไปมากแล้ว
แต่ถ้าค่อยๆ มองลึกลงไปในเรื่องราวจะพบว่าความรุนแรงจากเหตุการณ์ทางการเมืองยังคงตกค้างในชีวิตประจำวันของชาวเกาหลี และเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้
บทความชุดนี้จะกล่าวถึงพัฒนาการของประชาธิปไตยเกาหลีตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลีจนถึงการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Museum of Korean Democracy: 민주화운동기념관) เพื่อให้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเกาหลีที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยเกาหลีในปัจจุบัน
ก่อนจะถึง Reply 1988
: เบื้องหลังความมหัศจรรย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน
คือแรงงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์การเมืองของเกาหลีใต้ภายหลังสงครามเกาหลี 25 มิถุนายน 1950/2493-กรกฎาคม 1953/2496 เกาหลีใต้ตกอยู่ในสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างมาก
เมื่อหลังสงครามในยุคของนายพัค จองฮี (박정희, Park Chung-hee) จึงได้มีการริเริ่มวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี เพื่อมุ่งเน้นเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก
การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจในแนวทางนี้นำไปสู่ “ปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮัน”
เมื่อเวลาผ่านไปสองทศวรรษ เกาหลีถึงได้เริ่มลืมตาอ้าปาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปาฏิหาริย์บนฝั่งแม่น้ำฮันก็แลกมาด้วยสิทธิเสรีภาพของชาวเกาหลี
การเร่งรัดพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ก็ปกป้องนายทุน ทำให้สภาพชีวิตคนงานที่เป็นรากฐานของความมั่งคั่งของสังคมอยู่ในสภาพเลวร้าย
ภายใต้ระบอบยูชิน (10 월유신; การบูรณะเดือนตุลา) ซึ่งเป็นการรัฐประหารตัวเองเพื่อใช้รัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจสภาฟื้นฟูบูรณะประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้เลือกประธานาธิบดี และไม่กำหนดจำนวนวาระการเป็นประธานาธิบดีเอาไว้ เท่ากับเป็นประธานาธิบดีตลอดชีวิต
อีกทั้งยังให้อำนาจประธานาธิบดีในการประกาศใช้กฎหมายโดยไม่ผ่านสภานิติบัญญัติ โดยทั่วไปเรียกว่ารัฐธรรมนูญยูชิน (Yushin Constitution) ที่พัคจองฮีเรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบเกาหลี”
การที่เศรษฐกิจเกาหลีได้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว “ปาฏิหาริย์” ส่วนหนึ่งมาจากการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่แรงงาน สภาพความเป็นอยู่ของคนงานแร้นแค้น แม้จะมีกฎหมายมาตรฐานแรงงานเพื่อคุ้มครองปกป้องแรงงาน แต่รัฐบาลและสังคมให้ความสำคัญกับแรงงานในระดับที่แย่มาก บางคนก็ประสบกับโรคทางเดินลมหายใจ บางคนติดวัณโรคเพราะสภาพการระบายอากาศที่แย่
สภาพชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน แรงงานเหล่านี้กลับได้รับค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด และถูกบีบให้ต้องทำงานล่วงเวลา เพื่อให้ได้ค่าแรงเพียงพอแก่การดำรงชีวิต
คนงานคนหนึ่งเล่าถึงชีวิตของเธอในฐานะแรงงานว่า
“…ในตอนกลางคืนแม้แต่วัวควายยังได้หลับนอน แต่พวกเราต้องทำงานตลอดคืน ดังที่ทุกคนรู้ เราทำงาน 10-12 ชั่วโมงในตอนกลางวันและค่อนข้างบ่อยที่จะต้องทำต่อไปตอนกลางคืน ในตอนเช้าฉันยกร่างกายอันอ่อนแอขึ้นอย่างยากลำบากและนำพาร่างกายที่อ่อนเปลี้ยไปสู่โรงงานที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง เสียงดังและถ้อยคำด่า และเมื่อฉันกลับบ้านในตอนกลางคืน ฉันก็เหนื่อยเกินไปที่จะอาบน้ำและกินข้าว เป็นอย่างนี้ซ้ำๆ ทุกวันเรื่อยไป ฉันอดไม่ได้ที่จะบอกตัวเองว่า ‘โอ! ฉันนั้นแย่กว่าเครื่องจักร’ ฉันกลัวว่าฉันคงจะต้องตายไปในวันใดวันหนึ่งที่มีชีวิตเช่นนี้” (คิม คยอง-ซุก และคนอื่นๆ 1986, 154 อ้างจาก ฮาเกน คู, 2552, น.79)
แม้ว่าจะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานกลับมิได้เปลี่ยนไปเลย จนทำให้แรงงานหนุ่มที่สนใจการศึกษาคนหนึ่ง คือ ช็อน แทอิล (Jeon Tae-il, 전태일; 28 September 1948 – 13 November 1970) ลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบที่กดขี่แรงงานด้วยชีวิตของเขา
แม้จะไม่มีโอกาสเรียนต่อ แต่ช็อน แทอิล ก็ใส่ใจเรื่องการศึกษา เขาร่วมก่อตั้งสมาคมคนโง่ (Fool’s Association : 바보회) ในปี 1969/2512 เพื่อทำการศึกษาปัญหาแรงงานและกฎหมายแรงงาน ในประเด็นต่างๆ
เมื่อข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานถูกมองข้าม เขาตัดสินใจกระทำการบางอย่าง ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 1970/2513
ช็อน แทอิล ที่หน้าตลาดพยองฮวา (Pyeonghwa Market ตลาดสันติภาพ) ย่านคลองช็องเกช็อน เทน้ำมัน (kerosene) บนร่างของเขา แล้วจุดไฟเผา พร้อมกับตะโกนว่า “จงปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานแรงงาน” “พวกเราไม่ใช่เครื่องจักร!” “ให้เราได้พักในวันอาทิตย์!” คำพูดสุดท้ายของเขาก็คือ “อย่าให้การตายของผมสูญเปล่า!”
ร่างที่ถูกเผาไหม้ของเขาถูกนำไปยังโรงพยาบาลเซนต์แมรี่ และเสียชีวิตในวันถัดมา (13 พฤศจิกายน)
ในบันทึกส่วนตัวของช็อน แทอิล ตลอดจนจดหมายต่างๆ ถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนในหน้าหนังสือพิมพ์โชซ็อนอิลโบ (Chosun Ilbo) ว่าเขาได้เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีพัค จองฮี ว่า
“กราบเรียนท่านประธานาธิบดี กระผมเป็นช่างตัดเสื้อมาห้าปีในโรงงานเสื้อผ้า ที่ทำงานของผมอยู่ที่ตลาดพยองฮวา ย่านทงแดมุนในโซล ที่มีชื่อว่าเป็นย่านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอุตสาหกรรมเสื้อผ้า แน่นอนว่าผมรู้ว่าบริษัทต้องทำตามกฎหมายมาตรฐานแรงงาน อย่างไรก็ดี พวกคนงานอย่างเราไม่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายมาตรฐานแรงงานเลย และกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนคนงานสองหมื่นคนเป็นผู้หญิงที่มีอายุเฉลี่ย 18 ปี มีชั่วโมงทำงานเกินกว่าวันละ 15 ชั่วโมง ส่วนบรรดาคนงานผู้ช่วยที่นับเป็นคนกลุ่มร้อยละ 40 ของคนงานกว่าสองหมื่นคนนี้ต่างมีอายุน้อยมาก เพียง 15 ปี ได้โปรดปกป้องหัวใจที่บริสุทธิ์เหล่านี้ก่อนที่พวกเขาจะพังทลายไปกว่านี้ด้วยเถิด”
ความเสียสละของช็อน แทอิล ทำให้เสียงของขบวนการแรงงาน “ได้ยิน” และมีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น แต่การเมืองเกาหลียังคงอยู่ภายใต้ระบอบที่นำโดยพัค จองฮี ที่ใช้แนวทางปกครองประเทศตามแบบเผด็จการ
เพื่อที่จะทำความเข้าใจระบอบของพัค จองฮี เราอาจจะต้องทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีในช่วงก่อนพัค จองฮี เสียก่อน
เผด็จการในยุคสงครามเย็น
กับสงครามเกาหลี
ประเทศเกาหลีภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้ถือกำเนิดใหม่จากการที่ฝ่ายสัมพันธมิตรมีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง ประกอบกับมีขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชจากญี่ปุ่นทั้งภายในและนอกประเทศ จึงได้สถาปนาสาธารณรัฐเกาหลี โดยนับเอาวันที่ 15 สิงหาคม 1945/2488 เป็นวันเอกราช
แต่ถึงกระนั้นเกาหลียังตกอยู่ในเงื้อมเงาของสงครามอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีนิยมและโลกสังคมนิยม ซึ่งภายหลังสงครามโลกสิ้นสุด ฝั่งเกาหลีเหนือถูกปลดปล่อยโดยสหภาพโซเวียต ขณะที่ตอนใต้มีกองกำลังของสหรัฐอเมริกาเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น
ผลก็คือฝั่งเกาหลีเหนือบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 มายังกรุงโซลในวันที่ 25 มิถุนายน 1950/2493 เกิดเป็นสงครามเกาหลี การสู้รบระหว่างฝ่ายหนึ่งได้รับอิทธิพลจากสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ กับอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ข้างโลกเสรี โดยทั้งสองฝ่ายมีชาติมหาอำนาจหนุนหลัง
จนกระทั่งมีการลงนามในสนธิสัญญาหยุดยิงในวันที่ 27 กรกฎาคม 1953/2496
สงครามเกาหลีทำให้ประเทศไทยและประเทศเกาหลีมีความใกล้ชิดกันอย่างมาก ในฐานะที่เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ส่งกำลังไปร่วมรบและส่งเสบียงบำรุงในสงครามเกาหลีในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา มีการฝึกทหารเตรียมความพร้อมและความร่วมมือด้านอื่นๆ จนกระทั่งสงครามสิ้นสุด
อย่างไรดี ปรากฏการณ์ร่วมประการหนึ่งของประเทศในเอเชียหลังสงครามโลกครั้งที่สองคือการเป็นประเทศที่ปกครองแบบเผด็จการอำนาจนิยม เช่น เกาหลีใต้ เมียนมา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งประเทศไทย
นั
บแต่เป็นเอกราชเกาหลีต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก แต่ก็มีความหวาดระแวงภายใน เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ทำให้ในฝั่งเกาหลีใต้ก็ไม่หลุดพ้นจากการปกครองแบบอำนาจนิยม
ในช่วงสงครามเย็น เกาหลีตกอยู่ภายใต้เผด็จการอันยาวนาน ตั้งแต่ยุคนายรี ซิงมัน (이승만, Rhee Syngman หรืออี ซึงมัน) ซึ่งอยู่ในอำนาจเกือบ 12 ปี แต่มีความผันผวนในช่วงที่ประธานาธิบดีรี ซิงมัน ถูกประชาชนประท้วงการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 1960/2503 ว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกทั่วประเทศทำให้มีการสั่งการปราบปรามประชาชน ที่เมืองมาซาน ตำรวจปราบจลาจลใช้แก๊สน้ำตาจนทำให้นายคิม จูยอล (김주열, Kim Joo-yeol) นักเรียนพาณิชย์ชั้นมัธยมปลายเสียชีวิต
ทำให้ประชาชนโกรธแค้นจนเป็นการชุมนุมใหญ่ระหว่างวันที่ 19-26 เมษายน 1960/2503 แต่รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามประชาชนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 186 คน บาดเจ็บอีกกว่า 6,026 คน
จนประธานาธิบดีรี ซิงมัน ต้องลาออกและลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา ต่อมามีการเรียกว่าเป็นการ “ปฏิวัติเดือนเมษายน” (April Revolution)
การปฏิวัติเดือนเมษายน เปิดพื้นที่ให้กับการถกเถียงเรื่องการรวมชาติเกาหลี (reunification) อีกครั้งหนึ่ง เพราะในยุคนายรี ซิงมัน แทบจะไม่เปิดโอกาสให้เอ่ยถึงเลยด้วยซ้ำ
กระแสการเมืองโลกในเวลานั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนหนึ่งร่วมกันตั้งขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ซึ่งแม้ว่าเกาหลีใต้จะไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็ทำให้กระแสเรียกร้องให้มีการรวมชาติทั้งจากภายในและจากชุมชนเกาหลีโพ้นทะเล การต่อต้านอเมริกัน (anti-American sentiment)
ขณะที่มีกระแสการต่อต้านคอมมิวนิสต์ไปพร้อมกันในเกาหลีเรียกว่า “ปมแดง” (red complex) ซึ่งส่งผลให้เกิดการรัฐประหาร 16 พฤษภาคม 1961/2504 ซึ่งในยุคของนายรี ซิงมัน ได้จับตาควบคุมกองทัพอย่างใกล้ชิด
แต่เมื่ออยู่ในมือรักษาการประธานาธิบดีคนต่อมากลับไม่ได้มีอำนาจเหนือกองทัพซึ่งเติบโตอย่างมากอันเนื่องมาจากภาวะสงครามทั้งภายในและภายนอก
จึงเป็นช่องว่างให้เกิดการรัฐประหารได้
พัค จองฮี กับระบอบยูชิน
ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีเคนเนดี้ที่เพิ่งจะล้มเหลวในปฏิบัติการทางทหารในคิวบาทำให้สหรัฐตัดสินใจรับรองการรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า “สภาสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูชาติ (Supreme Council for National Reconstruction)”
พัค จองฮี (Park Chung Hee) ปกครองประเทศตั้งแต่ 24 มีนาคม 1962/2505 โดยมีหน่วยสืบราชการลับ “สำนักประมวลข่าวกลางเกาหลี (Korean Central Intelligence Agency : KCIA) ที่ขึ้นตรงต่อสภาสูงสุดนี้
แม้สถานะของ KCIA จะเป็นการประมวลข่าวสารและข้อมูล สืบสวน ทั้งยังมีอำนาจอื่นๆ ทำให้ KCIA มีอิทธิพลเหนือสภาสูงสุด และผู้อำนวยการ KCIA นายคิม จ็องพิล (Kim Jong Pil) มีอำนาจรองจากนายพัค จองฮี เท่านั้น
ในช่วงที่นายพัค จองฮี ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี มีการกวาดล้างอันธพาล จับกุมมาประจานต่อสาธารณะแล้วส่งไปใช้แรงงานที่เกาะเจจู มีการควบคุมเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นภายใต้การปราบปรามคอมมิวนิสต์ ไม่ว่านักหนังสือพิมพ์หรือนักการเมืองที่สนับสนุนการรวมชาติต่างถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพวกสมคบคิดกับเกาหลีเหนือ หลายคนถูกจับกุมและประหารชีวิต
ในช่วงนี้การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์กับการสอดส่องควบคุมภายใต้ KCIA ทำให้ฝ่ายที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดขั้วมีอำนาจและอิทธิพลมากกว่ายุคนายรี ซิงมัน เสียอีก ทำให้ KCIA เสมือนรัฐบาลซ้อนรัฐบาล
ถึงแม้ว่านายพัค จองฮี จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่เขาได้ก่อการรัฐประหารในวันที่ 17 ตุลาคม 2515 โดยยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา
คณะรัฐมนตรีมีการประชุมฉุกเฉินเพื่อรับรองการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการลงประชามติในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1972/2515
ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่ารัฐธรรมนูญยูชิน (Yushin Constitution หรือระบอบยูชิน) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติถึงหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด
อีกทั้งประธานาธิบดียังสามารถแต่งตั้งตุลาการและประธานตุลาการศาลฎีกา เท่ากับว่าประธานาธิบดีมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสามารถประกาศภาวะฉุกเฉิน ยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติและยับยั้งกฎหมายได้ ส่วนที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดก็คือการออกแบบให้มีองค์กรที่ทำหน้าที่เลือกตั้งประธานาธิบดีคือ สภาแห่งชาติเพื่อการรวมชาติ ซึ่งเป็นเสมือนหน่วยที่เลือกตั้งองค์อธิปัตย์ทางอ้อมโดยมีประธานาธิบดีเป็นประธาน โดยประชาชนไม่ได้มีส่วนในการลงคะแนนเลือกตั้ง
นายพัคเรียกระบอบยูชินว่า “ประชาธิปไตยแบบเกาหลี (Korean style democracy)”
ในแง่การเมืองในชีวิตประจำวัน ระบอบยูชินทำการสอดส่องพลเมืองตั้งแต่ควบคุมการพิมพ์ การผลิตเพลงและแผ่นเสียง ละครเวที เพลงยอดนิยม รวมถึงการห้ามผู้หญิงนุ่งกระโปรงสั้นและห้ามผู้ชายไว้ผมยาว
ถึงกับมีตำรวจคอยจับและตัดผม ในโรงภาพยนตร์ผู้ชมต้องยืนเคารพเพลงชาติและชมภาพยนตร์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ก่อนจะรับชมภาพยนตร์จริงๆ ทุกวันตอน 6 โมงเย็นจะมีการเป่าแตรสัญญาณเพื่อให้ประชาชนยืนเคารพบนท้องถนนและเคารพธงชาติ
ในช่วงระบอบยูชินมีการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งแม้ว่าจะมีความก้าวหน้า แต่การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจทำให้อำนาจการต่อรองของแรงงานต่ำ เกิดการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ทำให้พวกเขาต้องใช้แรงงานยาวนานกว่ากฎหมายกำหนดโดยได้รับค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด สภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น
ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าความคับแค้นใจนี้ทำให้นายช็อน แทอิล (Jeon Tae-Il) อายุ 23 ปี ผู้นำกรรมกรกลุ่ม ซัมดงฮเว (Samdonghoe) ตัดสินใจประท้วงการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 1970/2513
นายช็อน แทอิล ถือกฎหมายแรงงานในมือขณะที่เขาทำการเผาร่างตัวเองจนเสียชีวิต ความตายของเขาทำให้สังคมเกาหลีสะเทือนใจอย่างมาก
และเป็นรากฐานในการต่อสู้ของขบวนการแรงงานซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตยในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ การขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม ทำให้ประชาชนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงโซลต้องพักอาศัยริมแม่น้ำและเชิงเขา ต่อมาที่พำนักของพวกเขาถูกไล่รื้อและบังคับให้ย้ายถิ่นฐานไปยังเขตซองนัม ในจังหวัดคยองกี แต่รัฐบาลไม่ได้ดูแลความเป็นอยู่และแก้ปัญหาจากการบังคับย้ายถิ่นฐาน
จนเกิดการชุมนุมและถูกปราบปรามโดยรัฐบาล (มีต่อ)
หมายเหตุ ผู้เขียนเป็นรองศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานพิเศษชุดนี้เกิดจากการที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยเกาหลีแห่งชาติ (National Museum of Korean Democracy: 민주화운동기념관) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณคิม ชานโฮ (김찬호, Kim Chan-ho) คุณอี ฮยอนยุน (이현윤 Yoon Lee) และ Global Alliance Team ศ.ดร.ชิน เจฮยอก (신재혁, Prof. Shin Jae-hyeok) และคุณเจมส์ อี จองอู (Lee Jeong-woo, 이정우) สำหรับความรู้ มิตรภาพและความช่วยเหลือตลอดมา ขอบคุณคุณดนย์ ทาเจริญศักดิ์ ชลลดา เฉลิมไพโรจน์ และคุณบัณฑิตา เดชอนันต์ ที่แบ่งปันประสบการณ์หลายเรื่อง ตลอดจนเพื่อนๆ ที่ May 18 Foundation ทุกท่าน
1 Korea Herald. 2025. Remains of former President Chun find no resting place after death. September 14, 2025. https://www.koreaherald.com/article/10575075
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความทรงจำบางเรื่องไม่เคยเยียวยาได้ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน จาก Reply 1988 ถึง พิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยแห่งชาติของเกาหลี (1)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly