Citigroup ชี้ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ยังไปต่อได้ กระแสเงินลูกค้ามั่งคั่งไหลเข้าทำสถิติสูงสุด
Citigroup ชี้ยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่ในตลาดหุ้น นักลงทุนมั่งคั่งทั่วโลกเร่งนำเงินเข้าตลาดผ่านสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ทำสถิติเงินไหลเข้ารายไตรมาสสูงสุดในเอเชีย
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้บริหารสายความมั่งคั่งของ Citigroup Inc. ระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังมีพื้นที่ให้เติบโตต่อ แม้ความผันผวนเพิ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน โดยลูกค้ารายมั่งคั่งทั่วโลกยังคงนำเงินเข้าไถ่ถอนสินทรัพย์สถิติสูงสุดในปีนี้
แอนดี ซีค ประธานฝ่ายบริหารความมั่งคั่งของซิตี้ กล่าวในการให้สัมภาษณ์จากฮ่องกงว่า “ตอนนี้ยังไม่เห็นความคลั่งไคล้แบบปลายวัฏจักรตลาดกระทิง ที่นักลงทุนทุ่มเงินใส่หุ้นโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง”
ดัชนี S&P 500 ร่วงลงราว 2% ในเดือนพฤศจิกายน กำลังมุ่งหน้าสู่เดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ขณะที่ความผันผวนในตลาดพุ่งสูงขึ้น การเทขายหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กลับมาสร้างความกังวลเรื่องการประเมินมูลค่าอีกครั้ง แม้หุ้นสหรัฐจะดีดตัวขึ้นท้ายสัปดาห์หลังแนวโน้มผลประกอบการเชิงบวกของ Nvidia แต่แรงซื้อก็แผ่วลงในเวลาต่อมา
ตลาดยังไม่ถึงจุดเปลี่ยน ลูกค้ารายใหญ่ทยอยเข้าซื้อด้วยกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง
ซีคระบุว่า Citigroup ยังไม่เห็นจุดพลิกผันของตลาด เนื่องจากคาดการณ์กำไรบริษัทยังแข็งแกร่ง ลูกค้ารายมั่งคั่งยังคงถือเงินสดจำนวนมาก และมุ่งเน้นการเข้าซื้อสินทรัพย์แบบมีการป้องกันความเสี่ยง เช่น Structured Notes
ซีคย้ายจาก Bank of America มาร่วมงานที่ Citigroup ในปี 2566 เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นแกนสำคัญในแผนฟื้นฟูกิจการของซีอีโอ เจน เฟรเซอร์ ภายใต้การนำของเขา ธุรกิจความมั่งคั่งของซิตี้ได้ปรับน้ำหนักจากการปล่อยกู้หันไปสู่ธุรกิจบริหารสินทรัพย์มากขึ้น มูลค่าสินทรัพย์เพื่อการลงทุนของลูกค้าเพิ่มขึ้น 14% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กระแสเงินไหลเข้ารวม 3 ไตรมาสแรก สูงถึง 3.71 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำสถิติใหม่ในไตรมาส 3
โดยเอเชียโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยมีกระแสเงินไหลเข้าแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้โบนัสของผู้ดูแลความมั่งคั่งในภูมิภาคเพิ่มขึ้น ซีคกล่าวว่“เอเชียเป็นพื้นที่ที่เรามีเงินไหลเข้าสุทธิดีที่สุดในโลก
ซิตี้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ พร้อมย้ำไม่ถอนธุรกิจ Citigold ในเอเชีย
เฟรเซอร์กำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ รวมถึงแผนลดพนักงาน 20,000 คน เพื่อพลิกภาพลักษณ์บริษัทที่ถูกมองว่าล้าหลัง ซิตี้ยังคงเป็นธนาคารใหญ่รายเดียวที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อโครงสร้างธุรกิจ
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Citigroup ทยอยถอนตัวจากธุรกิจธนาคารรายย่อยในหลายตลาดเอเชีย เช่น จีน อินเดีย และไต้หวัน ทำให้เกิดคำถามว่าจะมีการถอนธุรกิจเพิ่มเติมอีกหรือไม่ โดยซีคย้ำว่า ธนาคารยังคงมุ่งมั่น 100% ต่อการทำธุรกิจ Citigold ในเอเชีย ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์ราว 200,000 ดอลลาร์ และไม่มีแผนขายธุรกิจนี้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Citigroup ยังประกาศรวมธุรกิจธนาคารรายย่อยเข้ากับฝ่ายความมั่งคั่ง โดยแต่งตั้ง เคต ลุฟท์ (Kate Luft) เป็นหัวหน้าธุรกิจธนาคารรายย่อยสหรัฐและ Citigold รายงานต่อซีคโดยตรง ในฮ่องกงและสิงคโปร์ สองฮับความมั่งคั่งหลักของซิตี้ ลูกค้าจากจีนยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่อินเดียมีแรงหนุนจากลูกค้าที่เป็นชาวอินเดียพำนักในสิงคโปร์ ดูไบ และลอนดอน โดยซิตี้ไม่มีแผนขยายธุรกิจในอินเดียแบบ onshore
หลังการเยือนปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ล่าสุด ซีคกล่าวว่าเห็นพลังงานเชิงบวกด้านพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ไม่เคยเห็นระดับนี้ตั้งแต่ก่อนโควิด พร้อมเสริมว่าธนาคารรู้สึกดีมากกับธุรกิจในจีน
ซีคตอบข่าวลือปัญหาภายใน ปฏิเสธข้อกล่าวหากดดันพนักงาน
ซีคยังต้องเผชิญข้อครหาภายในองค์กร หลังมีรายงานว่าเขาใช้พฤติกรรมกดดันพนักงาน จนบริษัทต้องจ้างสำนักงานกฎหมาย Paul Weiss ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เฟรเซอร์กล่าวในสัมภาษณ์กับ Bloomberg TV ว่ามั่นใจกับผลสอบสวน
ซีคตอบว่า “ข่าวเหล่านั้นสะท้อนบุคลิกและวัฒนธรรมการทำงานของผมไม่ถูกต้อง… การเปลี่ยนแปลงมันยาก และเรากำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จริง ๆ”
อ้างอิง : bloomberg.com