โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จ๋าจ๊ะ วรรณคดี : นกเงือก : 'รักแท้ หรือ รักลวง' / ญาดา อารัมภีร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 ส.ค. 2564 เวลา 10.26 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2564 เวลา 10.26 น.
ขอบคุณภาพจาก อีจัน

 

 

นกเงือก : ‘รักแท้ หรือ รักลวง’

 

‘นกเงือก’ เป็นนกตัวใหญ่ ปากทั้งใหญ่ทั้งยาว สวยงาม แข็งแรง เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร กวีสมัยอยุธยา ทรงเล่าถึงนกเงือกไว้ใน “กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง” ว่า

“นกเงือกอยู่โพรงไม้                        ผัวฟักไข่เมียผันผาย

เล่นชู้อยู่เสบยสบาย                               ผัวหมายไว้ให้รวงรัง ฯ

นกเงือกอยู่ซอกไม้                          เรียงราย

ผัวฟักเมียผันผาย                                  ด่วนได้

เล่นชู้อยู่เสบยสบาย                               ลืมคู่

ผัวอดอาหารให้                                    อยู่เฝ้ารวงรัง ฯ”

นกเงือกอาศัยในโพรงไม้ กวีมองว่านกเงือกตัวเมียเป็นนกหลายใจ แทนที่จะทำหน้าที่เมียและแม่ กลับโยนภาระให้ผัว ตัวเองไปสำราญกับผัวใหม่ ทิ้งให้ผัวเก่าอดอาหาร อยู่โยงเฝ้ารัง ก้มหน้าก้มตาฟักไข่แทน

ในนิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ สุนทรภู่ให้หัสไชยคุยเรื่องนกเงือกให้สร้อยสุวรรณและจันทร์สุดาฟังขณะเดินทางในป่า

“ส่วนเจ้าพี่ชี้พนมชมนกไม้                          นางซักไซ้เสียงเพราะเสนาะสนอง

พระเชษฐาว่านกเงือกเลือกคู่ครอง                ครั้นคลอดฟองของตัวให้ผัวฟัก

ปิดโพรงไม้ไว้ช่องพอมองเห็น                      กลัวจะเล่นชู้ชั่วหึงส์ผัวหนัก

ตัวเมียไปได้ชู้เป็นคู่รัก                               ลืมผัวฟักฟองไข่ทิ้งให้ตาย” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

รายละเอียดที่เพิ่มขึ้นทำให้พฤติกรรมนกเงือกตัวเมียถึงขั้น ‘แรดเรียกพี่’ ทำเป็น ‘หึง’ กลัวผัวจะไป ‘เล่นชู้’ กับนางนกอื่น ก็เลย ‘ปิดโพรงไม้ไว้ช่องพอมองเห็น’ ขังผัวไว้ในโพรง ตัวไป ‘ได้ชู้เป็นคู่รัก’ เพลินกับผัวใหม่จนลืมผัวที่ ‘ฟักฟองไข่’ และ ‘ทิ้งให้ตาย’

นางนกเงือก ‘ร้าย’ ขนาดนี้เลยหรือ?

 

มุมมองของกวีทั้งสองน่าจะเป็นดังที่ “สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน” โดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 1 บันทึกไว้ว่า

“…ชาวบ้านเชื่อกันว่า นกเงือกตัวผู้จะเจาะรูทำรัง เลี้ยงลูก และให้ตัวเมียมาหาเลี้ยง แต่แท้ที่จริงแล้ว นกเงือกตัวเมียจะเข้าไปวางไข่ กกไข่อยู่ในโพรงไม้ มันจะอุดโพรงที่เข้าไปเสีย เหลือแต่รูเล็กๆ สำหรับมีอากาศหายใจ และคอยยื่นหัวออกมารับอาหารจากตัวผู้เท่านั้น ธรรมชาติจะช่วยทำให้ขนของมันร่วงจนหมด เพราะร้อนอุดอู้อยู่ในโพรง ตัวผู้จึงมีหน้าที่บินหาอาหารมาป้อนลูกและเมียของมันในโพรงไม้ หากตัวผู้ตายไป ลูกและเมียที่อยู่ในโพรงไม้ย่อมตายตามไปอย่างไม่มีปัญหา เพราะตัวเมียไม่สามารถจะบินออกหากินได้ พอลูกโตเต็มที่ ขนนกจะงอกออกมาอีกทั้งแม่และลูก แล้วมันจึงช่วยกันกับพ่อนกทลายโพรงไม้และออกบินหากินกันต่อไป…”

อันที่จริงนกเงือกผัว-เมียเป็น ‘คู่ทุกข์คู่ยาก’ โดยแท้ ร่วมด้วยช่วยกันอย่างแข็งขัน แบ่งหน้าที่รับผิดชอบต่อครอบครัว ตัวเมียสร้างรังโดยมีตัวผู้สนับสนุนวัสดุและอาหาร ดังที่คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล เล่าไว้ใน “สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 7” ว่า

“ชีวิตที่น่าสนใจของนกเงือกนี้ คือ วิธีที่ทำรัง ฟักไข่และเลี้ยงลูกอ่อน ซึ่งเป็นวิธีที่แหวกแนวผิดจากนกอื่นๆ ทั้งหมดในโลก คือ พอถึงฤดูผสมพันธุ์ นกคู่ผัวตัวเมียจะแยกออกจากฝูง พากันไปเที่ยวหาโพรงไม้เป็นคู่ๆ โพรงไม้ที่นกเงือกเลือกมักจะต้องเป็นโพรงที่ค่อนข้างใหญ่ พอหาได้แล้วตัวเมียจะเข้าไปอยู่ในโพรงเอาปากเขี่ยมูล และสิ่งซึ่งตัวสำรอกออกมาผสมกับดินที่นกตัวผู้จะคาบบินขนมาส่ง ผสมแล้ว นางนกตัวเมียก็จะใช้ปากโบกไล้ตามปากโพรงจนกลายเป็นผนังแข็งปิดปากโพรง จะทำอยู่หลายวันจนปากโพรงปิดเกือบหมด คงเหลือแต่ช่องเล็กๆ พอที่ปลายปากจะสอดออกมารับอาหารที่ตัวผู้จะบินมาส่งให้ต่อไปได้เท่านั้น ผนังที่ปิดปากโพรงนี้พอแห้งแล้วจะแข็งมาก

นางนกเมื่อขังตัวเองเสร็จแล้วก็จะเริ่มวางไข่ ครั้งหนึ่งราว 1-4 ฟองเป็นอย่างมาก นางแม่ในระยะวางไข่และกกไข่นี้ จะผลัดขนของนางเองด้วย”

นกเงือกตัวผู้สมเป็น ‘Family man’ ตัวจริง เมียท้องก็ดูแลเอาใจใส่จนคลอดตลอดเวลาไม่ว่างเว้น คุณหมอบุญส่งเล่าว่า

“นกผัวจะคอยหาอาหาร เช่น ลูกไม้ สัตว์เล็กๆ เช่น กิ้งก่า จิ้งเหลน และงูมาคอยส่งให้ พอมาเกาะที่ลำต้นไม้ใต้ปากรังแล้วจะส่งเสียงเรียก นางเมียจะร้องรับแล้วก็ยื่นปากมาจากโพรงคอยรับอาหาร นกผัวจะขยอกอาหารออกมาจากลำคอแล้วคาบยื่นให้นางเมียและลูกๆ กินจนอิ่ม ตลอดระยะนี้นกตัวผู้จะต้องทำงานเหนื่อยและจะกินไม่ใคร่อิ่ม เพราะต้องคอยขยอกอาหารให้เมียและลูกๆ หมดอยู่เรื่อยๆ ฉะนั้น ในระยะนี้ นกตัวพ่อจึงมักจะผอม”

“ซึ่งผิดกับนกแม่และลูกๆ ซึ่งกินอิ่มและไม่ใคร่ได้ออกกำลัง มักจะอ้วนกลมอยู่ในโพรงนั้น”

 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในบทความเรื่อง “นกเงือก สัญลักษณ์แห่งรักแท้และผู้บ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า” หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 เกี่ยวกับความอยู่รอดของนกเงือก นอกจากขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของมนุษย์ ยังขึ้นอยู่กับธรรมชาติของนกเงือกเองด้วย

“เป็นนกชนิดเดียวที่ทำรังปิดโพรง ตัวผู้ออกไปหาอาหารมาป้อนให้ลูก-เมีย ถ้าตัวผู้ถูกล่า ตัวเมียอยู่ในโพรงปิดกับลูกนกก็อาจตาย ซึ่งเรื่องนี้เราช่วยแทบไม่ได้เลย เราเคยเอาอาหารปีนขึ้นไปป้อน แม่นกก็คายทิ้ง เพราะตัวเมียเขาไม่รับอาหารจากคนแปลกหน้า”

นกเงือกมีคู่เพียงครั้งเดียว ใช้ชีวิตคู่ผัวเดียวเมียเดียวตลอดอายุขัย ว่ากันว่าถ้าคู่ของมันตาย อีกตัวจะพลอยตรอมใจตายตามไปด้วย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พิไล พูลสวัสดิ์ กล่าวถึงสถานการณ์ที่นกเงือกขึ้นบัญชีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ว่า

“ป่าไม้ถูกทำลายทำให้รังของนกเงือกหายไปด้วย และลูกนกก็ถูกล่านำไปขายซึ่งเป็นสองสาเหตุของการสูญพันธุ์…ปัจจุบันนกเงือกในประเทศไทยมีทั้งหมด 13 สายพันธุ์จากทั้งหมด 50 กว่าสายพันธุ์ที่มีอยู่ทั่วโลก…นกเงือกปากย่นและนกเงือกดำ สองพันธุ์นี้เสี่ยงใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง เพราะอาศัยอยู่ในป่าที่ราบต่ำ จำนวนพันธุ์ละ 20 กว่าตัวเท่านั้นเอง ซึ่งประชากรที่จะอยู่รอดปลอดภัยสืบสายพันธุ์ได้นั้นจะต้องไม่น้อยกว่า 500 ตัว”

ชะตากรรมนกเงือก สัญลักษณ์รักแท้ ฤๅจะ ‘พ่ายแพ้’ สันดานเห็นแก่ได้ของมนุษย์?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...