คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง : Japan Sinks : 2020 ญี่ปุ่นวิปโยค
ประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศกำลังจะจมน้ำหายไป…
นี่คือเรื่องราวมหันตภัยที่ปรากฏในนวนิยายเรื่องดังของญี่ปุ่น “Nihon Chinbotsu” หรือ “Japan Sinks” เขียนโดย “ซาเคียว โคมัตสึ” โดยนิยายตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1973 ซึ่ง “โคมัตสึ” ใช้เวลาถึง 9 ปี จนเขียนนิยายเรื่องนี้เสร็จ
“Japan Sinks” ถูกนำไปสร้างเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์และละครทีวีตั้งแต่ช่วงกลางยุค 70 และมีการรีเมกอีกครั้งในปี 2006 รวมทั้งยังมีฉบับมังงะที่ตีพิมพ์ในช่วงปี 2006-2009
ขณะที่ล่าสุด Japan Sinks ปรากฏตัวในฐานะซีรีส์แอนิเมชั่น 10 ตอนจบ ที่ออกฉายบนเน็ตฟลิกซ์ในชื่อ “Japan Sinks : 2020”
การเดินทางของเรื่องราวที่ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหนก็ยังคงส่งผลให้คนดูรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงกับภัยพิบัติแผ่นดินจมทะเลของญี่ปุ่น โดยอ้างอิงในทฤษฎีที่ว่าประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” หรือ Ring of Fire ซึ่งเป็นแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่เคลื่อนมาชนกัน และมุดตัวซ้อนกันในแต่ละทวีปเมื่อหลายล้านปีก่อน และยังคงมีการเคลื่อนไหวโดยตลอด ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดในญี่ปุ่นโดยทั่วไป
“Pacific Ring of Fire” หรือ “The Ring of fire” คือบริเวณในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง มีลักษณะเป็นเส้นเกือกม้า ยาวประมาณ 40,000 กิโลเมตร พาดผ่านแนวร่องมหาสมุทร ภูเขาไฟ และขอบแผ่นเปลือกโลก โดยมีประเทศที่อยู่ในพื้นที่ “วงแหวนแห่งไฟ” ทั้งหมด 31 ประเทศ
ซีรีส์แอนิเมชั่น Japan Sinks : 2020 ยังคงดำเนินเรื่องโดยยึดเค้าโครงดั้งเดิมถึงวิกฤตแผ่นดินไหวที่เกิดการยุบตัวของแผ่นเปลือกโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และนั่นก็ทำให้ผืนแผ่นดินญี่ปุ่นแทบจะจมลงไปทั้งประเทศได้
เรื่องราวตลอด 10 ตอน จึงเป็นการพยายามหนีเอาตัวรอดและรับมือกับวิกฤตของครอบครัวหนึ่งท่ามกลางภัยพิบัติที่ไล่ล่าชีวิตพวกเขา
ซีรีส์เล่าเรื่องผ่านครอบครัว “มุโต้” ที่ประกอบด้วย “โคอิจิโร่” ในฐานะคุณพ่อหัวหน้าครอบครัวผู้สดใส มองโลกในแง่บวก “มาริ” แม่ที่เป็นชาวฟิลิปปินส์ มีจิตใจโอบอ้อมอารี เข้มแข็ง พร้อมกับมีทักษะการเอาตัวรอดในแบบฉบับอดีตนักกีฬา “อายูมุ” ลูกสาววัยมัธยม ตัวแทนนักวิ่งของโรงเรียนที่มีอนาคตไกลระดับประเทศ และ “โก” น้องชายคนเล็กตัวแทนเด็กรุ่นใหม่ที่ฉลาดเฉลียวในเทคโนโลยี
ตลอดเรื่องราวเราจะได้สัมผัสถึง “พลังบวก” ของการมองโลกในแง่ดีที่พ่อและแม่พยายามส่งต่อถึงลูกๆ ในยามวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และการถ่ายรูปกลุ่มท่ามกลางซากปรักหักพังด้านหลังและอนาคตที่ไม่รู้ชะตากรรมของพวกเขา
ขณะเดียวกันกลุ่มตัวละครต่างก็ต้องเผชิญกับมหันตภัยหลากหลายตั้งแต่แผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด กับระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ดิน ก๊าซพิษ น้ำท่วม แผ่นดินแยก และภัยอันตรายอื่นๆ ที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ด้วยกัน
กระนั้นเรื่องราวก็ไม่ได้ดำเนินไปในรูปแบบการผจญภัยแอ๊กชั่น หรือเพียงแค่การพยายามเอาตัวรอดของกลุ่มตัวละครหลักกันอย่างเดียว แม้ตัวซีรีส์จะเล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตาม ทั้งยังมีฉากชวนช็อกคนดูแบบคาดไม่ถึงหลายต่อหลายครั้ง
แต่ “Japan Sinks : 2020” ดำเนินเรื่องหลักบนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การพูดถึงธรรมชาติอันหลากหลายของมนุษย์เมื่อเกิดวิกฤต การช่วยเหลือเกื้อกูล การมีมนุษยธรรม ความรักความเมตตา ความเสียสละ การมองโลกอย่างมีความหวัง ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อสถานะของประเทศในขณะที่กำลังเผชิญวิกฤตและไร้การควบคุม
“Japan Sinks : 2020” ยังสะท้อนให้เราเห็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเรียนรู้และเติบโตของตัวละครที่เปรียบเสมือน “จิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่น” เพราะแม้ประเทศต้องเผชิญสภาพไร้กฎเกณฑ์ควบคุม จนดูเหมือนว่าเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ทำญี่ปุ่นแผ่นดินหายไปเกือบทั้งประเทศจะดูน่าหดหู่เพียงใด
แต่ความเป็นจิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่นก็นำพาให้เกิด “ความหวัง” ที่จะเยียวยาฟื้นคืนแผ่นดินแห่งอาทิตย์อุทัยให้กลับคืนมา เฉกเช่นประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ผ่านมรสุม และบทพิสูจน์มากมายจนก่อร่างสร้างประเทศกลับขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการพ่ายแพ้ย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือการที่ประเทศต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงหลายครั้งหลายครา แต่ญี่ปุ่นก็ฟื้นกลับคืนมาได้ทุกครั้ง และเป็นการกลับมาด้วยวิถีแห่งจิตวิญญาณที่เข้มแข็งของคนญี่ปุ่นไม่ว่าจะยังมีชาติหรือแผ่นดินหลงเหลืออยู่หรือไม่
ในด้านหนึ่ง “Japan Sinks : 2020” ได้ฉายภาพ “ความภูมิใจ” และ “ความหวัง” ในการฟื้นคืนชาติ ผ่านความรู้สึกชาตินิยมทางบวกเพื่อปลุกพลังใจ แต่ขณะเดียวกันซีรีส์ยังได้สอดแทรกและท้าทายแนวคิดชาตินิยมสายสุดโต่งที่ว่า “คนญี่ปุ่นโดยแท้” ในบริบทว่า “ต้องแท้แค่ไหน” ผ่านการสร้างตัวละครหลักครอบครัวมุโต้ ที่มีภรรยาเป็นชาวฟิลิปปินส์ และลูกๆ คือเด็กลูกครึ่ง
เป็นการจงใจใช้ภาพแทนของการเชื่อมต่อ และความลื่นไหลทางชาติพันธุ์ที่ไม่ควรปิดกั้นหรือหลีกเลี่ยงได้ในโลกปัจจุบัน
ขณะเดียวกันซีรีส์ยังจงใจสอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมและสังคมของญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปมุมมองของคนภายนอกที่มีต่อสังคมวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่หลายครั้งต่างชื่นชอบและชื่นชม ขณะที่คนญี่ปุ่นก็ภูมิใจในอัตลักษณ์นี้
แต่เมื่อเพ่งมองไปที่เหรียญอีกด้านจะพบว่าคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยก็อึดอัดกับสิ่งที่พวกเขาถูกหล่อหลอม โดยหนึ่งในฉากสำคัญของซีรีส์เรื่องนี้ที่สะท้อนการวิพากษ์แนวคิดดังกล่าวคือ ฉากที่กลุ่มตัวละครหลักร้องดวลเพลงแร็พใส่กันด้วยการระเบิดความในใจในฐานะประชากรและพลเมืองญี่ปุ่น โดยแต่ละท่อนแร็พที่ร้องออกมานั้นมีทั้งแง่มุมตั้งคำถาม ระบายอารมณ์ ภาคภูมิใจ ชื่นชม และมุมมองต่างวัย
ภาพรวมซีรีส์แอนิเมชั่น “Japan Sinks : 2020” ที่แม้เกินครึ่งเรื่องจะดำเนินเรื่องด้วยความหม่นหมอง พร้อมกับความสนุกน่าติดตามในแบบฉบับหนังมหันตภัยเอาตัวรอด แต่ตลอดระยะทางของซีรีส์ 10 ตอนเรื่องนี้ก็ได้สร้างคุณค่าที่ดีส่งถึงคนดู เพราะเรื่องราวที่เติมพลังบวกและความหวังไว้ตลอดเวลา โดยเฉพาะตัวละคร “อายูมุ” ลูกสาววัยมัธยมที่เสมือนเป็นภาพแทนของความเป็น “จิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่น” ตลอดเรื่อง
ในท้ายที่สุด ไม่ว่าญี่ปุ่นจะจมลงไปหรือไม่ แต่จิตวิญญาณและความทรงจำนั้นยังคงอยู่ตลอดกาลไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด และมันจะเป็นญี่ปุ่นอันหลากหลายโดยปี 2020 คือจุดสตาร์ตตั้งต้นออกวิ่งใหม่อีกครั้ง