โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตีตอนร้อน!! 3 หุ้น ใหญ่กลุ่มเหล็ก กับทิศทางอนาคตที่สดใสจริงหรือ?

Wealthy Thai

อัพเดต 06 ส.ค. 2566 เวลา 03.47 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 08.49 น. • Maratronman

หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังถูกจับตามอง ณ ขณะนี้คงจะหนีไปพ้นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กของไทย ที่สร้างกระแสฮือฮา ด้วยการที่ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นยกแผง ชนิดที่เรียกได้ว่าไม่มีหุ้นเหล็กตัวไหนไม่เขียว โดยเฉพาะในวันที่ 26 เม.ย.64 โดยราคาหุ้นในกลุ่มเหล็กต่างทะยานปรับเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นที่ หุ้นบางตัวราคาปรับขึ้นไปแตะเพดานซิลลิ่ง โดยเฉพาะหุ้นใหญ่อย่างบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TSTH ที่ราคาพุ่งไปปิดตลาดที่ 1.89 บาทต่อหุ้น ขณะที่หุ้นใหญ่อย่าง บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ TMT ก็ไม่น้อยหน้าราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 20.39% ปิดตลาดที่ 12.40 บาท
สำหรับสาเหตุที่หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น มาจากการที่ราคาเหล็กในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด ระบุว่า ทิศทางของราคาเหล็กยังเป็นช่วงขาขึ้น จึงคาดว่าจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทเหล็กดีต่อเนื่องไปถึงช่วงไตรมาส 2/64
โดยล่าสุดเดือนเม.ย.ราคาเหล็กรีดร้อน (HRC) ในจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีการบริโภคเหล็กครึ่งหนึ่งของโลกยังมีทิศทางร้อนแรง เพราะราคาขายเพิ่มขึ้น 17% จากเดือนก่อน มาอยู่ที่ระดับ 865 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่เพียง 749 เหรียญสหรัฐต่อตัน จึงมีโอกาสที่จะได้เห็นแรงเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มเหล็ก อย่างไรก็ตามด้วยปัจจัยดังกล่าวจึงส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มเหล็กสะท้อนของการเก็งกำไรรับข่าวดีล่วงหน้าของผลประกอบการในอนาคตไปแล้ว
ขณะเดียวกันต่อเนื่องไปวันที่ 27 เม.ย.64 กลุ่มหุ้นอุตสาหกรรมเหล็กยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงเช้า แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายมีปัจจัยที่เข้ามากระทบ จากการที่เป็นเหล็กแข็งราคาวิ่งแรง จนกลายเป็นเหล็กไหล (ลง) ปิดตลาดราคาหุ้นรูดกันยกแผง หลังจากที่มีข่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ เข้าไปดูแลปัญหาราคาเหล็กที่เพิ่มขึ้น เพื่อลดกระทบต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีเหล็กเป็นวัตถุดิบหลัก
แต่อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด มองว่าราคาหุ้นเหล็กทั้ง sector ที่ปรับลงเมื่อวาน ASPS ประเมินเป็นเพียง Sentiment ช่วงสั้น ยังแนะนำซื้อ TMT, MCS โดยราคาหุ้นใน Sector เหล็กเมื่อวานนี้ตอนเช้าปรับตัวขึ้นแรง แต่ช่วงเที่ยงถูก TakeProfit โดยปิดตลาด อาทิ TMT -0.8% TGPRO -7.5% CSP -5.1% MILL -13.8% TSTH+1.5% INOX -4.44% หลังจากนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ เข้าไปดูแลปัญหาราคาเหล็กที่เพิ่มขึ้น เพื่อลดกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการที่มีเหล็กเป็นวัตถุดิบหลัก
โดยในอดีตราคาเหล็กเส้นของไทยเคยปรับตัวขึ้นไปสูงถึง 38 บาท/กก. ในปี 255 1 ซึ่งสูงกว่าราคาปัจจุบันที่อยู่บริเวณ 22-23 บาท/กก. มาก แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ จึงต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบ ( Billet ,Slap, Scrap) จากต่างประเทศทั้งหมดมาแปรสภาพเป็นเหล็กเส้นและเหล็กแผ่น ในขณะนั้นกลไกที่ภาครัฐใช้ในการควบคุมราคาเหล็กประกอบไปด้วย 1. กลไกของกรมการค้าภายใน ผ่านการประกาศราคา 2. มาตรการช่วยเหลือผู้รับเหมาที่ได้รับผลกระทบ หลักๆคือ ผู้รับเหมาที่รับงานจากภาครัฐ ผ่านค่า
ดังนั้นโดยรวมราคาหุ้นเหล็กที่ปรับลงมา คำแนะนำ ASPS ยังเชื่อมั่นว่าประเด็นนี้น่าจะกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานจำกัด ยังให้น้ำหนักไปที่ ทิศทางราคาเหล็กโลกที่ยังเป็นช่วงขาขึ้นดัง โดยปัจจัยหนุนราคาทางพื้นฐานของอุตสาหกรรม ยังมีแรงหนุนจาก ฝั่งซัพพลายคือ สินแร่เหล็กต้นน้ำในออสเตรเลียที่ขาดแคลน
รวมถึงจีนต้องการลดคาร์บอนไดออกไซด์ในอุตสาหกรรมเหล็กลง 30% ให้สำเร็จภายในปี2568 (เร็วขึ้นจากแผนเดิม 5 ปี) ส่งผลให้โรงเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานต้องปิดตัวลง ขณะที่ฝั่ง Demand เหล็กทั่วโลกฟื้นตัวกลับมาระดับสูง ขับเคลื่อนจากภาคการผลิตและภาคก่อสร้าง แต่ Supply เหล็กในจีน (Steel Consumption คิดเป็น 50% ของโลก) ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการเพราะเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ทำให้ฝ่ายวิจัยคาดว่าราคาเหล็กยังมีทิศทางที่เป็น Upside Trend ได้ต่อเนื่องไปอีก 3 เดือนหน้าเป็นอย่างน้อย ขณะที่ผู้ผลิตเหล็กกลางน้ำในไทยปัจจุบันได้เร่งกำลังการผลิตขึ้นเป็น 50-60%จากเดิม 30% ในช่วงก่อนหน้า เพราะต้องการส่งออกสินค้าไปขายในตลาดต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกาที่ปัจจุบันราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนอยู่ที่ราว 1,100 เหรียญสหรัฐต่อตัน เทียบกับราคาขายในประเทศที่ 900 เหรียญสหรัฐต่อตัน แม้จะปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี แต่ยังต่ำกว่าตลาดต่างประเทศถึงตันละ 200-300 เหรียญสหรัฐ
ในส่วนคำแนะนำลงทุนหุ้นที่ฝ่ายวิจัยทำการศึกษา แบ่งเป็น TMT ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 14.80 บาท โดยใช้ PER ใช้ 12 เท่า ราคาหุ้นที่ปรับฐานลงมากลับมาเปิดอัพไซด์ราว 20% ยังคงคำแนะนำซื้อ เพราะประมาณการกำไรทั้งปี 2564 คาด 1,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.5% จากปีก่อนคาดมีโอกาสเป็นไปได้ โดยปัจจัยขับเคลื่อนจากราคาเหล็กโลกฟื้นตัวสูง หนุนราคาเหล็กเฉลี่ย TMT งวดไตรมาส1/64 พุ่งแรง 21.8% มาที่ 24.8 บาทต่อกิโลกรัม
ขณะที่ MCS ยังคงคำแนะนำซื้อ ประเมินมูลค่าเหมาะสม 21.9 บาท โดยลักษณะธุรกิจคล้ายบริษัทรับเหมาก่อสร้างมากกว่าเหล็ก โดยเหล็กเป็นต้นทุนหลักในการผลิต MCS ได้ป้องกันความเสี่ยงโดยซื้อเหล็กล่วงหน้าเมื่อเซ็นสัญญารับงาน โดยอัตรากำไรของ MCS จะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของงานที่เข้าไปรับมากกว่าการเปลี่ยนแปลงราคาเหล็ก ซึ่งปีนี้จะส่งมอบงานมาร์จิ้นสูงที่เป็นงานที่ต้องใช้บริษัทที่ได้รับใบรับรองระดับ S grade (ใบรับรองระดับสูงสุดของญี่ปุ่น) ทั้งโครงการ Toranomon และ Azabudai, ซึ่งทำให้ราคาขายเฉลี่ยในงวดไตรมาส 1/64 ของ MCS สูงขึ้นมาที่ 3 แสนเยนต่อตัน จากราคาเฉลี่ยปี 63 ที่ 2.4 แสนเยนต่อตัน โดย ราคาหุ้น MCSปัจจุบันมีค่า PER ต่ำเพียง 7 เท่า
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า ราคาขายเหล็กเส้นขนาด SD-40T 16มม. เดือน เม.ย.64 เพิ่มขึ้นเป็น 21,800 บาทต่อตัน เทียบกับ เดือน ม.ค. – มี.ค. 64 เฉลี่ย ประมาณ 20,500 บาทต่อตัน คาดจะหนุนผลประกอบการไตรมาส 1/64 ( เม.ย. – มิ.ย. 2564) ยังเด่น แต่จะต่ำกว่าไตรมาสก่อน
ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ ผู้บริหารTSTH ประเมินความต้องการเหล็กในตลาดปี 64 จะเติบโตมากกว่า 10% เพิ่มเป็น 18-19 ล้านตัน แรงหนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล จะเป็นปัจจัยบวกช่วยหนุนยอดขายของ TSTH ปี 2564/65 เติบโตต่อ
โดยเฉพาะสถานการณ์เหล็กจากจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทยลดลงมาก จากความต้องการที่สูงในจีน หนุนราคาปรับตัวสูงขึ้น จากสถานการณ์ปัจจุบันราคาเหล็กที่ปรับเพิ่มขึ้น เราปรับประมาณการเพิ่มขึ้นอีก คาดกำไร ปี 64/65 (เม.ย. 2564 – มี.ค. 2565) เท่ากับ 806 ล้านบาท โต 28%
สำหรับคำแนะนำการลงทุน คำแนะนำการลงทุน เนื่องด้วยสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กดีขึ้น หลังเหล็กจีนออกมาตีตลาดลดลงมาก จะหนุนผลประกอบการดีขึ้น จึงประเมินราคาเป้าหมาย โดยอิงกับมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นได้เท่ากับ 1.20 บาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ค่าเฉลี่ย 10 ปี Forward P/BV – 1SD = 0.65x ได้เท่า 0.75 บาท
ทั้งนี้ราคาหุ้นปัจจุบันพุ่งขึ้นจากต้นปีราคาหุ้นปรับเพิ่มมาแล้ว 69% มองว่าขึ้นมารับมากแล้ว และ มีอัพไซด์ไม่มาก เราลดเกรดคำแนะนำลงเป็น ถือ จาก TRADING BUY โดยสินค้าเหล็กในอดีตมีความผันผวนสูง และ เป็นอุตสาหกรรมที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินมาก
ด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองว่า ขณะนี้ไม่ควรที่จะเข้าไปไล่ราคาหุ้นกลุ่มเหล็กแล้ว ถึงแม้ว่าผลประกอบการในงวดครึ่งแรกของปี 64 จะออกมาอย่างแข็งแกร่งจากดีมานด์และราคาขายเหล็กที่สูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีความชัดเจนในภาพของระยะยาวว่าราคาเหล็กจะทรงตัวในระดับสูงแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน
ส่วนกรณีที่ภาครัฐจะเข้ามาควบคุมราคาเหล็กในประเทศนั้น มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ เพราะประเทศไทยมีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตเหล็กจากภายนอก ซึ่งเมื่อต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้นก็ส่งผลต่อราคาเหล็กในประเทศให้สูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ราคาหุ้นกลุ่มเหล็กหลายตัว โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาเพิ่มขึ้นมาเท่ากับ P/BV แล้ว แต่หุ้นขนาดเล็กที่ราคายังต่ำก็มีการเก็งกำไรเพื่อให้เพิ่มขึ้นตามหุ้นในกลุ่ม ดังนั้นนักลงทุนควรจะระมัดระวัง
“ภาพขณะนี้เป็นเรื่องของการเก็งกำไรแล้ว นักลงทุนควรที่จะมีจุด Stop Loss ของตัวเอง จึงอยากแนะนำว่าไม่ควรที่จะไล่ราคาหุ้นแล้ว ถึงแม้ว่าผลประกอบการจะออกมาดี และราคาหุ้นก็ปรับเพิ่มไปกว่า 200-300% แล้วจากจุดต่ำสุด” นายกิจพณ กล่าว
ขณะที่นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คำแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มเหล็กขณะนี้ แนะนำให้ขายทำกำไร และไม่ควรที่จะเข้าไปไล่ราคาแล้ว เพราะว่าราคาหุ้นหลายตัวร้อนแรงเกินมูลค่าที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามนักลงทุนจะต้องมีความระมัดระวัง เพราะกำไรของผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากราคาเหล็กที่มันเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณขายอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...