โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

สะตอพันธุ์“ตรัง 1” ปลูก 3 ปี ให้ฝักนอกฤดู พ.ย.-เม.ย. ขายได้ราคาสูงกว่าในฤดู 2-3 เท่า

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 23 พ.ค. เวลา 06.19 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. เวลา 04.19 น.

สะตอ เป็นผักพื้นเมืองทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากสะตอเป็นพืชผักที่มีรสชาติดี สามารถปรุงอาหารได้หลายรูปแบบ มีคุณค่าทางอาหารสูง มีคุณค่าทางเภสัชวิทยา คือช่วยลดความดันโลหิต ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และยังช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้อีกด้วย

สะตอ เป็นพืชพื้นเมืองขึ้นอยู่ตามป่าภาคใต้ เกษตรกรจะเก็บมาปลูกแซมกับพืชอื่น ในอดีต สะตอ ที่ขึ้นชื่อที่สุด จะเป็น สะตอบ้านแร่ สะตอดีจากพัทลุง

จาก สะตอบ้าน พัฒนามาเป็น สะตอตรัง

คุณบุญชนะ วงศ์ชนะ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า ก่อนจะมาเป็น ผอ.ศวส. เชียงราย เป็นนักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง เห็นว่าผลผลิตสะตอในอดีตได้จากการเก็บจากในป่าทางภาคใต้ และเกษตรกรได้นำมาปลูกแซมกับพืชหลักชนิดอื่นๆ จนปัจจุบันมีผู้รู้จักและนิยมรับประทานสะตอกันมาก จึงทำให้ความต้องการของตลาดมีแนวโน้มสูงขึ้น และได้มีการปลูกสะตอกันอย่างแพร่หลายไปเกือบทุกภาคของประเทศ ถึงอย่างไรก็ตาม ผลผลิตสะตอในปัจจุบันก็ยังไม่พอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากสะตอให้ผลผลิตเป็นช่วงฤดู คือจะให้ผลผลิตมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เท่านั้น

คุณบุญชนะ บอกว่า นอกจากนี้ ยังมีการส่งออกเมล็ดสะตอไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน คือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีการส่งออกเมล็ดสะตอสดวันละ 1 ตัน ดังนั้น จึงมีปริมาณการส่งออกมากกว่า 200 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่า การส่งออกเมล็ดสะตอจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น

เมล็ดสะตอพันธุ์ตรัง 1 อายุ 2 วัน หลังเพาะเมล็ด

เนื่องจากการขยายพันธุ์สะตอของเกษตรกร จะใช้วิธีการเพาะเมล็ด ทำให้ได้ผลผลิตช้า ลักษณะประจำพันธุ์ก็จะแตกต่างกันไป และการให้ผลผลิตสะตอในรอบปีหนึ่งจะมีปีละ 1-2 ครั้ง เท่านั้น ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง จึงมีความคิดที่จะปรับปรุงสะตอพื้นบ้าน เพื่อให้ได้พันธุ์สะตอที่สามารถให้ผลผลิตทั้งในฤดูและนอกฤดูที่สูง และมีคุณภาพดี

เริ่มสำรวจคัดเลือกสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตนอกฤดู

คุณบุญชนะ และคณะจึงเริ่มดำเนินการสำรวจคัดเลือกสายต้นสะตอ (Clone) ที่ให้ผลผลิตนอกฤดู คือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เมษายน จากจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ คือจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้มาทั้งหมด 118 ต้น แล้วบันทึกประวัติการให้ผลผลิตนอกฤดูของสะตอที่ได้มาทั้งหมด

เมล็ดสะตอพันธุ์ตรัง 1 อายุ 10 วัน หลังเพาะเมล็ด

“พวกเราดำเนินการสำรวจตั้งแต่ ปี 2540-2543 และติดตามบันทึกประวัติจนสามารถคัดเลือกสะตอข้าวที่มีลักษณะเด่น ให้ผลผลิตนอกฤดู ได้จำนวน 12 ต้น จากจังหวัดสงขลา 2 ต้น พัทลุงเป็นสะตอข้าว 6 ต้น สตูล 1 ต้น นครศรีธรรมราช 2 ต้น และปัตตานี 1 ต้น” คุณบุญชนะ เล่า

สะตอที่คัดมาจากจังหวัดดังกล่าว 12 ต้น นำมาปลูกเปรียบเทียบสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตนอกฤดู ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2544-2545

ปี 2554-2556 เก็บข้อมูลการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต โดยมีหลักการคัดเลือกคือ สามารถให้ผลผลิตนอกฤดูและให้ผลผลิตรวมต่อต้นต่อปีสูง ซึ่งสามารถผ่านเกณฑ์การคัดเลือกได้ 6 ต้น คือ สะตอจากสงขลา 1 ต้น สตูล 1 ต้น พัทลุง 3 ต้น และนครศรีธรรมราช 1 ต้น

ลักษณะฝักตรง เมล็ดมีขนาดสม่ำเสมอเรียงชิดติดกัน

จากการนำพันธุ์สะตอจากจังหวัดต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นมาขยายพันธุ์โดยการติดตา ปลูกทดสอบเปรียบเทียบพันธุ์ เพื่อศึกษาการเจริญเติบโต การให้ผลผลิตนอกฤดู และคุณภาพของผลผลิตในศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2544 จนถึงปัจจุบัน คุณบุญชนะ บอกว่า สะตอที่นำมาจากจังหวัดสตูล ที่นำมาปลูกทดสอบเปรียบเทียบพันธุ์ที่ ศวส. ตรัง ให้ผลผลิตที่ดีที่สุด ทั้งในฤดู นอกฤดู ผลผลิตสูง และรสชาติดี

“เนื่องจาก สะตอจากสตูล ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง จึงตั้งชื่อสะตอสายต้นสตูล เป็นสะตอพันธุ์แนะนำ โดยให้ชื่อว่า สะตอพันธุ์ตรัง 1 (Trang 1)” คุณบุญชนะ บอก

ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ได้ทำแปลงต้นพันธุ์ และเพาะต้นกล้าพันธุ์ตรัง 1 ไว้สำหรับติดตาขยายพันธุ์ เพื่อที่จะเผยแพร่ให้เกษตรกรนำไปปลูกเป็นการค้า เป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

ลักษณะฝักสะตอพื้นบ้านต่างกับสะตอพันธุ์ตรัง 1 ฝักและเมล็ดไม่สม่ำเสมอกัน

ลักษณะเด่นของ พันธุ์ตรัง 1

  • ให้ผลผลิต 2 ครั้ง ในรอบปี คือระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม และนอกฤดูระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เมษายน การให้ผลผลิตนอกฤดูเป็นลักษณะประจำพันธุ์ที่สำคัญ เพราะราคาผลผลิตนอกฤดูสูงมากกว่าในฤดู 2-3 เท่า
  • จำนวนเมล็ดมากกว่า 15 เมล็ด ต่อฝัก ลักษณะฝักตรง เมล็ดมีขนาดสม่ำเสมอเรียงชิดติดกัน ทำให้ง่ายต่อการบรรจุฝักลงภาชนะขนส่ง
  • ให้ผลผลิตเร็ว เริ่มออกดอกเมื่ออายุ 3 ปี หลังปลูก ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ

คุณบุญชนะ อธิบายเพิ่มเติมว่า การให้ผลผลิตของสะตอพันธุ์ตรัง 1 จะเพิ่มขึ้นตามอายุ เมื่ออายุ 10 ปี ความสูงของต้นเฉลี่ย 5 เมตร ขนาดทรงพุ่มเฉลี่ย 8 เมตร ให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 200 ฝัก/ต้น/ปี

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดสำหรับสะตอพันธุ์ตรัง 1 คือ การปลูกปีแรกลำต้นจะมีลักษณะเลื้อยเอน ต้องใช้ไม้ค้ำยัน ประคองลำต้นให้ตรง ต้องคอยตัดยอดจัดทรงพุ่มให้มีลักษณะที่สมดุล และไม่ควรปลูกในพื้นที่มีน้ำท่วมขัง

สร้างเครือข่ายผู้ผลิตสะตอพันธุ์ตรัง 1

คุณฉัตรชัย กิตติไพศาล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มียอดสั่งจองสะตอพันธุ์ตรัง 1 เข้ามาจำนวน 75,000 ต้น ซึ่งทางศูนย์วิจัยพืชสวนตรังยังไม่สามารถผลิตพันธุ์สะตอตรัง 1 ให้ทันกับความต้องการของเกษตรกรได้ ศูนย์จึงจัดทำโครงการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตต้นพันธุ์สะตอพันธุ์ตรัง 1 เพื่อจะได้ช่วยกระจายแหล่งผลผลิตให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยตั้งเครือข่ายจากกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเป็นเครือข่ายผลิตสะตอพันธุ์ตรัง 1 หนึ่งกลุ่ม กับกลุ่มสหกรณ์การเกษตรจังหวัดตรังอีก 4 กลุ่ม คาดว่าเครือข่ายแหล่งผลิตพันธุ์สะตอพันธุ์ตรัง 1 จะช่วยผลิตต้นพันธุ์สะตอพันธุ์ตรัง 1 ให้ทันกับความต้องการของเกษตรกร

ขณะนี้จังหวัดตรังกำลังดำเนินการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน สะตอพันธุ์ตรัง 1 ให้เป็นสินค้า GI ตามนโยบายพัฒนาสินค้าเกษตรของจังหวัดตรังให้ดังกว่าเดิม ซึ่งได้แต่งตั้งคณะทำงาน พร้อมจัดงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงาน คาดว่าจะทำให้สะตอเป็นพืชเศรษฐกิจตัวหนึ่งที่ชาวตรังภาคภูมิใจต่อไป

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง 92150 โทร. 081-373-0930

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 10 มิ.ย. 2021

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สะตอพันธุ์“ตรัง 1” ปลูก 3 ปี ให้ฝักนอกฤดู พ.ย.-เม.ย. ขายได้ราคาสูงกว่าในฤดู 2-3 เท่า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.khaosod.co.th/technologychaoban

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...