โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"พระมหาไพรวัลย์" เตือนสติ ปมวิจารณ์หญิงขึ้นโบสถ์วัดดังเชียงใหม่ ชี้เชื่อไม่เหมือนกันแต่ไม่ควรดูถูกกัน

Khaosod

เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 11.55 น.

กลายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือด สำหรับคลิปวิดีโอ หญิง 3 คน เข้าไปในอุโบสถวัดศรีสุพรรณ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จนดูคนดูแลวัดไล่ลงมา เนื่องจากทางวัดมีประกาศติดหน้าวัดอย่างชัดเจนว่า โดยฝ่ายหนึ่งวิจารณ์ว่ากฎดังกล่าวเป็นเรื่องล้าหลัง ขัดกับสิทธิด้านเพศสภาพ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรเคารพจารีต และความเชื่อดั้งเดิมของชาวบ้านไว้

ต่อเรื่องดังกล่าว พระมหาไพรวัลย์ วรรณบุตร ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊ค ใจความว่า คนส่วนมากในสังคมเวลาเรามองอะไรสักอย่าง หรือจะวิจารณ์สิ่งใดต้องหาข้อมูลและชุดความรู้ ก่อน ไปวิพากษ์ ชี้ผิดถูก ควรทำความเข้าใจก่อน ว่ามันมีเหตุผลอะไร มีชุดความเชื่ออะไร เขาถึงเชื่อแบบนั้น และสืบต่อความเชื่อจารีตอย่างนั้นมา คนปัจจุบันไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เวลาที่เราไม่ศึกษาข้อมูล แต่เราไปตัดสินอะไรบางอย่างนั้น อาตมาคิดว่ามันไม่เป็นธรรมกับเขา เหมือนกับว่าทำไมเรานับถือศาสนาต่างกัน เพราะคนมีพื้นฐานความเชื่อมีที่มาไม่เหมือนกัน

บางคนนับถือศาสนาที่มีพระเจ้า แล้วคนจะไปบอกว่าการนับถือของเขาเป็นเรื่องไร้สาระ และไม่ถูกต้อง จนถึงขั้นไประรานเขา ไปทำลายสัญลักษณ์ที่เป็นความเชื่อของเขา จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ทำให้มีกรณีพิพาทของคนต่างศาสนาอยู่เรื่อย

เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ที่ทำไมในบางพื้นที่ห้ามผู้หญิงเข้าโบสถ์ หรือพื้นที่ที่ชุมชนระบุว่าควรได้รับการยกเว้น หรือได้รับการเคารพ ชุดความเชื่ออย่างนี้มีที่มา

อย่างเรื่องห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าโบสถ์ ในชุมชนโบราณ หรือคนสมัยก่อน มีความเชื่อเรื่อง ขึด ในอีสาน ขะลำ เป็นข้อห้ามที่ไม่ควรทำ ไม่ใช่เป็นข้อห้ามแบบปัจเจก แต่เป็นข้อตกลงของชุมชน ว่าถ้าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างนี้ ชุมชนต้องสร้างพื้นที่ที่หนึ่งขึ้นมาเพื่อประกอบพิธีกรรม ไม่ว่าทางศาสนา หรือความเชื่อ

พื้นที่ทางความเชื่อของคนสมัยก่อน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาเดียว ไม่ได้เป็นพุทธ 100% แต่อาจเชื่อทั้งพุทธ และผี ซึ่งมีเรื่องของความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง บางกรณีอาจมีผู้หญิงที่มีระดู เข้าไปในพื้นที่ แล้วเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น เลยต้องมีข้อห้าม เพื่อคงความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นการข้อร้อง และข้อตกลงที่ทำร่วมกัน

อาตมาคิดว่าเรื่องนี้มีคนตั้งคำถามเรื่องเพศ เป็นเรื่องที่มีแนวโน้มไปทางเหยียดเพศสภาพ ทุกคนสามารถตั้งคำถามได้ แม้แต่พุทธศาสนายังถูกตั้งคำถาม ความเชื่อทุกศาสนาดำรงอยู่ภายใต้การถูกท้าทาย ถูกตั้งคำถาม ถูกเสียดสีอยู่แล้ว

อย่างการที่มีคนเข้าไปในโบสถ์ทั้งที่มีการขอร้อง และมีป้ายห้ามเตือนอยู่แล้ว แง่หนึ่งถือเป็นการดูหมิ่นความเชื่อเขา เป็นการไม่ให้เกียรติคนในพื้นที่ ถึงสิ่งที่เขานับถือ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ใช่ว่าอยู่ในโลกสมัยใหม่ แล้วเราจะทำอะไรก็ได้ เวลาไม่เชื่ออะไรสักอย่างแล้วไปดูถูกความเชื่อ และระรานคนอื่นนั้นถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง คือจะท้าทายก็ได้ แต่ก็ต้องอยู่ในพื้นที่ของเรา

ในกรณีนี้ เหมือนกับการไปก้าวล่วงพื้นที่ทางความเชื่อของคน ถ้าโบสถ์ที่เกิดเรื่องไม่ได้ติดป้ายห้าม ก็ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถ้าหากคุณจะขึ้นไป อย่างบางชุมชนถ้าเราเข้าไป แล้วพบว่ามีความเชื่อโบราณที่เราคิดว่างี่เง่า และไร้สาระมาก เราในฐาสนะคนนอก ที่เข้าไป ก็ไม่ควรไปทำร้ายความรู้สึกของเขา

ถ้าไม่เชื่ออะไรก็ไม่ต้องไหว้ ไม่อยากบูชาสิ่งใดก็ไม่ต้องทำ แต่ต้องไม่ไปทำลายน้ำใจ และทำลายความเชื่อเขา จะอ้างเรื่องสิทธิอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเราไปบ้านเขา

แต่ถ้าคุณเป็นคนในชุมชนแล้วไม่เห็นด้วยกับวิธีการอย่างนี้ ก็สามารถรวมตัวเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เป็นอยู่ ซึ่งอาตมาคิดว่าทำได้ มันเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ไม่ใช่ไปละเมิดความเชื่อของคนอื่นเลย การที่เข้าจะเชื่อต้องใช้เวลาในการเชื่อแบบนี้ ถ้าเราจะเปลี่ยนความเชื่อต้องทำความเข้าใจเขา อย่างจะเปลี่ยนคนนับถือพระเจ้า เราก็ต้องทำความเข้าใจให้เขา

เราต้องเข้าใจสิ่งที่เขานับถือให้ชัดก่อน ถึงจะเปลี่ยนเขาได้ ไม่ใช่อยู่ดีๆไปดูถูกเขา ถ้าเริ่มต้นด้วยการดูถูก ยิ่งยากที่จะคุยกันรู้เรื่อง และก็จะเป็นการด่ากันไปด่ากันมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...