โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ถอดสลักกับดักหนี้ครัวเรือน ภาคเหนือ 6 แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มิ.ย. 2565 เวลา 03.10 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. 2565 เวลา 00.45 น.

หนี้ครัวเรือนของไทยมีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยไตรมาส 2 ปี 2564 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 14.27 ล้านล้านบาท ภาพปัญหาใหญ่ระดับมหภาคก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19 พฤติกรรมการก่อหนี้ทุกระดับ เหมือนฝีที่รอแตกปะทุ

เมื่อโฟกัสหนี้ครัวเรือนภาคเหนือมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่รุนแรงนัก มีสัดส่วนเพียง 6% ของทั้งประเทศ หรือราว 6 แสนล้านบาท แต่ทำให้เกิดหลุมรายได้ในระบบเศรษฐกิจของภาคเหนือ

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “ธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์” ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ มาวิเคราะห์แนวทางการถอดสลักทางออกกับดักหนี้ครัวเรือนภาคเหนือ และชี้ทางแก้หลุมรายได้ที่กว้าง และลึก ต้องถมอย่างไร

หนี้ครัวเรือนเหนือ 6 แสนล้าน

ธาริฑธิ์บอกว่า ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยปัจจุบันราว 14 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ที่อยู่ในระบบสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) ราว 10 ล้านล้านบาทในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนภาคเหนือเพียง 6%

หรือราว 6 แสนล้านบาท ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่เหลืออีก 4 ล้านล้านบาท เป็นหนี้จากโรงรับจำนำ กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ ซึ่งไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดในส่วนนี้ของภาคเหนือ

“ปัญหาหนี้ครัวเรือนภาคเหนือมี 2 ส่วน คือ หนี้ที่เร่งตัวขึ้นจากวิกฤตโควิด เป็นปัญหาระยะสั้น สามารถใช้เครื่องมือทางการเงินได้ และจะคลี่คลายเมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดีขึ้น อีกส่วนคือ หนี้ที่สะสมมาก่อนเกิดโควิด เป็นปัญหาระยะยาว ต้องแก้ไขเชิงโครงสร้าง”

โดยหนี้ครัวเรือนสะท้อนเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาค ภาคเหนือมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญ 3 ส่วน คือ ท่องเที่ยว เกษตร และอุตสาหกรรม ซึ่งท่องเที่ยวทั้งระบบได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิด-19 นักท่องเที่ยวหาย รายได้ไม่มี คนตกงาน

เป็นจุดที่ทำให้คนที่อยู่ในภาคธุรกิจนี้ต้องก่อหนี้ หลุมรายได้จึงมาก กว้างและลึก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังคงขับเคลื่อนไปได้ แทบไม่มีปัญหาเรื่องหนี้ ส่วนภาคเกษตรได้รับผลผลิตที่ค่อนข้างดี แม้มีหนี้สะสม แต่หลุมรายได้ไม่ลึก

สำหรับหนี้ครัวเรือนภาคเหนือที่เร่งตัวขึ้นในช่วงโควิด แบ่งเป็นหลายส่วน ได้แก่ “หนี้บ้าน” เป็นการกู้เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ พบว่ามีการชะลอตัวลง จากที่เคยเติบโตสูงมากก่อนช่วงโควิด

เนื่องจากสถาบันการเงินมีการคัดกรองลูกหนี้มากขึ้น หนี้บ้านมาจากความต้องการที่อยู่อาศัยจริง และไม่น่ากังวล ขณะที่ “หนี้รถ” มีการชะลอตัวลงตามกำลังซื้อที่ลดลง สำหรับหนี้บัตรเครดิตมีการเติบโตไม่สูงนัก ตามการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงในช่วงโควิด

“ภาพรวม NPL ของภาคเหนือมีน้อยมาก ปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไม่ค่อยน่าห่วง”

หนี้ส่วนบุคคล-หนี้นอกระบบพุ่ง

ธาริฑธิ์ชี้ให้เห็นว่า ช่วงโควิดหนี้ที่เติบโตสูงชัดเจนและน่าห่วงคือ “หนี้ส่วนบุคคล” โดยสินเชื่อส่วนบุคคลของทั้งประเทศเติบโตถึงร้อยละ 8 ส่วนหนึ่งนำมาใช้เพื่อเติมสภาพคล่องของผู้ประกอบการขนาดเล็ก

หรือครัวเรือนที่ต้องปรับตัวจากการถูกเลิกจ้างหรือลดเงินเดือน รวมถึง “หนี้นอกระบบ” พบว่าเร่งตัวสูงขึ้น จากเศรษฐกิจที่ซบเซาและสถานการณ์โควิดที่เป็นตัวบีบรัด แต่ตอบยากว่าเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของหนี้ครัวเรือนภาคเหนือ

ประเมินเบื้องต้นว่ากลุ่มที่เข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบ อาจเป็นกลุ่มคนตกงานจากภาคบริการ กลุ่มผู้ประกอบการรายเล็ก หรือกลุ่มที่เคยกู้หนี้จนเต็มเพดานแบงก์ อาจมีความเป็นไปได้ที่ต้องเข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบ

โดยส่วนที่น่ากังวลคือ “ภัยการเงิน”ที่มาในรูปการเสนอให้กู้ แต่ที่จริงเป็นการหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือหลอกให้โอนค่าธรรมเนียมไปก่อน

ส่วนหนี้ที่สะสมก่อนช่วงโควิด ภาคเหนือมีสัดส่วนครัวเรือนเกษตรและสัดส่วนผู้ไม่ได้ปฏิบัติงานเชิงเศรษฐกิจ (คนชรา) สูงกว่าสัดส่วนประเทศ ซึ่งสองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ

โดยกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน/ครัวเรือน สูงถึงราว 75% เทียบกับเกษตรกรทั้งหมด และคนชราที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน/ครัวเรือน สูงถึงราว 80% เทียบกับกลุ่มคนชราทั้งหมด

ทั้งสองกลุ่มนี้จะมีความเปราะบางสูง เนื่องจากมีการออมต่อเดือนต่ำมาก หากมีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้นมากระทบจะไม่สามารถรับได้ ต้องเป็นภาระของรัฐหรือครอบครัว หรือต้องก่อหนี้เพิ่ม

ทั้งนี้ หนี้กลุ่มเกษตรและกลุ่มคนชรา (ซึ่งเป็นเกษตรกร) ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อทำการเกษตร การให้ความรู้และปลูกฝังวินัยทางการเงินอย่างเดียวจะไม่ช่วย เพราะไม่ได้เป็นหนี้อุปโภคบริโภคมาก

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เพิ่มขึ้นมา คือ ผู้ประกอบการรายย่อย SSME ที่มีปัญหาเรื่องการหารายได้และการปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ที่มีการแข่งขันสูงและเป็นโลกดิจิทัล ในขณะที่รายจ่ายค่าครองชีพยังคงสูงขึ้น

ทำให้ไม่พอดำรงชีพ ต้องกู้หนี้มาชดเชยส่วนที่ขาด โดยหนี้กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ธุรกิจ และหนี้บ้าน การให้ความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอ ทั้งสองกลุ่มนี้ต้องเน้นการปฏิรูปเพื่อให้หารายได้มากขึ้น ลดรายจ่ายได้มากขึ้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการออกจากกับดักหนี้

หลุมรายได้ต้องถมด้วยรายได้

ธาริฑธิ์บอกว่า “หลุมรายได้” ต้องถมด้วยรายได้ ไม่ใช่ถมด้วยหนี้ ปัญหาทางการเงินที่เกิดในช่วงโควิดเป็นปัญหาของหลุมรายได้ มากกว่าปัญหาสภาพคล่อง การมีมาตรการพยุงให้เกิดการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำมาค้าขายได้ การปรับตัวของครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กที่จะหาทางเพิ่มรายได้ในรูปแบบอื่น

และลดรายจ่าย เป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหา อย่างมาตรการภาครัฐ เช่น คนละครึ่ง หรือมาตรการช่วยการจ้างงาน ถือว่ามาช่วยอุดหลุมรายได้ ซึ่งเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเหมือนเดิมทุกอย่างจะ run ไปได้ มีเงินมาจ่ายหนี้ที่สะสมช่วงโควิดได้

อีกประการคือ “ปรับโครงสร้างหนี้” ให้สอดคล้องกับรายได้ ขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หลายธุรกิจกลับมาเดินได้ปกติขึ้น ลูกจ้างบางส่วนได้กลับเข้ามาทำงาน การลดภาระหนี้ให้เร็วที่สุดจะผ่อนภาระในอนาคต สร้างความมั่นคงได้

สำหรับกลุ่มที่รายได้ยังกลับมาไม่เหมือนเดิม การลดภาระโดยการปรับโครงสร้างหนี้ให้ยาวขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ นอกจากนี้การลดภาระหนี้โดยโครงการรวมหนี้ หรือโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารรัฐก็ช่วยลดภาระหนี้ได้เช่นกัน

“ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวเป็น K-shaped (การฟื้นตัวแบบรูปตัว Kกรณีของไทยกลุ่มหนึ่งฟื้นตัวได้ดี เช่น ธุรกิจส่งออก ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งยังไม่ฟื้น เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว เหมือนเส้นทแยงมุมของตัวอักษร K ที่ชี้ขึ้นและชี้ลง)

ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว แรงงานในภาคเหนือยังกลับมาได้ไม่หมด จึงยังคงมีปัญหารายได้อยู่ โดยเฉพาะในจังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวสูงอย่างเชียงใหม่”

ไขวังวน ‘หนี้นอกระบบ’ ดัน ‘เกษตรกร-ธุรกิจขนาดเล็ก’ ปรับตัว

ธาริฑธิ์บอกด้วยว่า หนี้ที่สะสมก่อนเกิดโควิดถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างต้องได้รับการดูแล โดยเฉพาะใน 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SSME ต้องเพิ่มศักยภาพการหารายได้

โดยระดับนโยบายกลุ่มเกษตรต้องครอบคลุมตั้งแต่การมีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบการบริหารจัดการน้ำที่ดี ทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม ระบบข้อมูลเพื่อให้วางแผนการเกษตรได้ล่วงหน้า การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทั้งดิจิทัลและเทคโนโลยีการเกษตร เป็นต้น

สำหรับกลุ่ม SSME ต้องสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงเข้าถึงตลาดยุคใหม่ นอกจากนี้ digital finance ที่ ธปท.กำลังส่งเสริมจะช่วยให้ SSME เข้าถึงการเงินทั้งสินเชื่อ การชำระเงินในประเทศและข้ามแดนได้มากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ต้องบูรณาการให้ความรู้ผู้ประกอบการ SSME และเกษตรกร เพื่อให้เกิดการปรับตัวขนานใหญ่ เป็นสิ่งที่ต้องทำในพื้นที่ ไม่สามารถออกนโยบายมาอย่างเดียวได้ รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันทางการเงิน ให้มีการปรับตัวทางการเงินอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการSSME แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม มีทางออกปรับตัวทางการเงินต่างกัน ได้แก่ 1.กลุ่มสมัยใหม่ ได้ปรับตัวไปแล้ว สามารถไปต่อได้เอง เช่น เกษตรกรรุ่นใหม่ SSME รุ่นใหม่ กลุ่มนี้มีความเสี่ยงในการชำระหนี้ต่ำ

2.กลุ่มที่ต้องการสนับสนุนให้ปรับตัว ควรมีการสนับสนุนจากภาครัฐให้ต้นทุนในการปรับตัวต่ำที่สุด เพื่อให้เกิดแรงจูงใจให้ปรับตัว 3.กลุ่มที่ไปต่อไม่ได้ เนื่องจากอายุมากทำงานไม่ไหวหรือไม่สามารถปรับตัวได้

ต้องให้มีการเปลี่ยนผ่านสู่ทางเลือกในการหารายได้ใหม่โดยเร็ว และอาจจะต้องพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถในการหารายได้

“เกษตรกรต้องมีหัวธุรกิจมากขึ้น ปัจจุบัน Gen ใหม่ เข้ามาทำอาชีพเกษตรกรมากขึ้นจะพลิกโฉมในอนาคตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ ที่พ่วงความเป็นนักการตลาด ขณะที่ SSME ต้องเข้าสู่ดิจิทัลให้มากขึ้น การทำบัญชีและระบบภาษีคือสิ่งสำคัญ”

ปัจจุบัน ธปท.สำนักงานภาคเหนือได้ส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินกับกลุ่มเกษตรกร และ SSME มากขึ้น โดยในภาคเหนือมีการร่วมมือกับมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ นำร่องโครงการแก้หนี้เกษตรกรปลูกมะนาวและกาแฟในพื้นที่จังหวัดน่าน

เน้นการให้ความรู้ทางการเงิน การทำบัญชี การรวมกลุ่มเพื่อขายผลผลิต ซึ่งโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และสามารถเป็นโมเดลให้กับพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งจะทำต่อเนื่องในปี 2565 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พะเยา เชียงราย แม่ฮ่องสอน

นอกจากนี้ ธปท.สำนักงานภาคเหนือยังได้ร่วมมือกับสมาพันธ์ SMEs ภาคเหนือ ในการให้ความรู้ทางการเงินเช่น การเปรียบเทียบราคาผลิตภัณฑ์ระหว่างธนาคาร สิทธิในการได้รับบริการอย่างเป็นธรรม (market conduct ) เป็นต้น

ธาริฑธิ์บอกว่า ครัวเรือนที่ประสบปัญหาช่วงโควิดจะเป็นกลุ่ม SSME และแรงงานในภาคบริการโดยเฉพาะท่องเที่ยว กลุ่มนี้สามารถแก้ปัญหาโดยการลดหลุมรายได้โดยใช้มาตรการรัฐจนกว่ารายได้จะกลับคืนมาเหมือนเดิมและใช้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะจุดของ ธปท.

เมื่อประคองตัวจนรายได้เริ่มกลับมาแล้ว กลุ่มนี้จะสามารถลดภาระหนี้ลงได้เอง ในช่วงนี้กลุ่มเกษตรซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้ดี อาจใช้โอกาสนี้ในการปรับลดภาระหนี้ หรือนำเงินมาใช้ลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการหารายได้

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวครัวเรือนกลุ่มเกษตรและ SSME ต้องปรับตัว โดยมีภาครัฐเข้ามาช่วยเพื่อเพิ่มศักยภาพการหารายได้เป็นหลัก และให้ความรู้ทางการเงินเสริม ในขณะที่กลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มที่มีรายได้ประจำ ต้องใช้วิธีให้ความรู้และปลูกฝังให้มีวินัยทางการเงินเป็นหลัก

“ช่วงไตรมาส 3 ปี 2564 เป็นจุดต่ำสุดหลังจากเกิดโควิด และ Q4 เริ่มขยับดีขึ้น ส่วนในปี 2565 เศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่เป็นปีที่ต้องปรับตัว ถ้าโฟกัสหาง K ต้องดูว่าเราจะปรับตัวอย่างไร

หากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับมา จะทำอะไรต่อไปในปี 2566 เพื่อแก้ปัญหาหลุมรายได้ ออกจากกับดักหนี้ ด้วยการเติมรายได้”

มวลหนี้ครัวเรือนภาคเหนือ 6 แสนล้านบาท เกี่ยวข้องกับกลุ่มประชาชนหลากหลาย จึงเป็นเรื่องท้าทายเชิงนโยบายที่จะต้องดำเนินการทันที มิเช่นนั้นจะเกิดวิกฤตกับดักหนี้เมื่อผู้ก่อหนี้ถลำลึก

และไม่หยุดวังวนการก่อหนี้ซ้ำ โดยเฉพาะการเข้าสู่หนี้นอกระบบ จะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนทวีความรุนแรงขึ้น และสุดท้ายจะส่งผลกระเทือนต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในอีกไม่นาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...