โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

"ราชาวิตามินซี" ในโลกผัก เผยชื่อสุดเซอร์ไพรส์ มีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 4 เท่า

sanook.com

เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 17.13 น. • Sanook
หลายชอบมองข้าม “ราชาวิตามินซี” แห่งโลกผักผลไม้ เผยชื่อสุดเซอร์ไพรส์ มีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 4 เท่า ไม่ใช่มะนาว หรือฝรั่ง

หลายชอบมองข้าม “ราชาวิตามินซี” แห่งโลกผักผลไม้ เผยชื่อสุดเซอร์ไพรส์ มีวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 4 เท่า ไม่ใช่มะนาว หรือฝรั่ง

ในโลกของผักผลไม้ มีผลไม้ชนิดหนึ่งที่มักถูกมองข้าม แต่แท้จริงแล้วอุดมด้วยวิตามินซีในปริมาณสูงอย่างน่าทึ่ง และถูกยกย่องว่าเป็น “ราชาวิตามินซี” ของผักผลไม้

ในโลกของผักผลไม้ "พริกหวาน" โดดเด่นด้วยสีสันสดใสและรสสัมผัสกรอบอร่อย มักถูกใช้เป็นสีสันเพิ่มความน่าสนใจในจานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเมนูผัดสีสันสดใส หรือสลัดที่แต่งด้วยพริกหวาน หลายคนมองว่ามันเป็นเพียงตัวประกอบ ที่อาจใส่หรือไม่ใส่ก็ได้

อย่างไรก็ตาม พริกหวานซ่อนพลังทางโภชนาการที่น่าทึ่งไว้ จึงเป็นการลดคุณค่าของมันอย่างมากที่มองข้ามไปเป็นแค่ตัวประกอบบนโต๊ะอาหาร

Engin Akyurt

พริกหวาน หรือที่เรียกกันว่า พริกหยวก หรือพริกโคมไฟ มีเนื้อหนา รสหวานอร่อย หลายคนมักเรียกพริกหวานสีเขียวว่า “พริกเขียว” ส่วนพริกหวานสีแดง เหลือง และส้ม จะเรียกรวมกันว่า “พริกสี” ครอบครัวพริกหวานนี้ไม่เพียงแต่อร่อย แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก

ในบรรดาผักผลไม้ทั่วไป ปริมาณวิตามินซีในพริกหวานถือว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ จริง ๆ แล้วคือ “ราชาวิตามินซี” ที่หลายคนมองข้าม

จากข้อมูลในตารางคุณค่าทางอาหารของจีน พบว่า

  • พริกหวานสีเขียวมีวิตามินซีสูงถึง 130 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม

  • ขณะที่ส้มในปริมาณเท่ากันมีวิตามินซีเพียง 33 มิลลิกรัม

  • มะนาวมีเพียง 22 มิลลิกรัม

วิตามินซีในพริกเขียวจึงสูงกว่ามะนาวถึงเกือบ 6 เท่า และสูงกว่าส้มเกือบ 4 เท่า รวมถึงสูงกว่ามะเขือเทศสดเกือบ 10 เท่าเลยทีเดียว

สมาชิกในครอบครัวพริกหวานชนิดอื่น ๆ เช่น พริกสี ต่างก็มีปริมาณวิตามินซีสูงไม่แพ้พริกเขียว บางชนิดยังมากกว่าด้วยซ้ำ เพียงแค่กินพริกเขียวขนาดกลาง 1 ลูก หรือพริกสีครึ่งลูก ก็เพียงพอต่อความต้องการวิตามินซีในแต่ละวันของผู้ใหญ่แล้ว

ตามคำแนะนำของแพทย์โภชนาการ การรับวิตามินซีจากพริกหวานนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักเพิ่ม เพราะพริกสีมีพลังงานเพียงประมาณ 30 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม ส่วนพริกเขียวต่ำกว่านั้นคือ 18 กิโลแคลอรี ต่ำกว่าผักกะหล่ำปลีด้วยซ้ำ ดัชนีน้ำตาลในเลือด (GI) ของพริกหวานอยู่ที่ 15 ถือเป็นอาหารที่มี GI ต่ำ และมีคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก ต่ำกว่า 7% ทำให้แม้แต่ผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดก็สามารถทานได้อย่างสบายใจ

Victoria Bowers

ความแตกต่างของพริกหวานตามสีสันต่าง ๆ

พริกหวานมีสีสันหลากหลาย เช่น เขียว แดง เหลือง ส้ม บางชนิดยังมีสีม่วงหรือสีน้ำตาลช็อกโกแลตด้วย สีของพริกหวานเปลี่ยนไปตามปัจจัยหลายอย่าง เช่น ระยะเวลาสุกของผล ปริมาณสารเคมีในพืช รวมถึงพันธุกรรมของแต่ละสายพันธุ์

พริกหวานทุกสีเริ่มต้นจากสีเขียว สีของผลที่สุกแตกต่างกันเกิดจากชนิดและปริมาณของแคโรทีนอยด์ที่สะสมในผล โดยแคโรทีนอยด์หลักเป็นตัวกำหนดสี เช่น พริกแดงมีสารสีหลักคือแคปแซนทินและแคปซอรูบิน ส่วนพริกเหลืองไม่สามารถสร้างสารแคปแซนทินและแคปซอรูบินได้เนื่องจากขาดเอนไซม์ ทำให้มีสารซีแซนทินมาก จึงมีสีเหลือง

กระบวนการเปลี่ยนสีของพริกหวานมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสารอาหาร โดยเฉพาะแคโรทีนอยด์ที่เพิ่มขึ้น พริกเขียวมีแคโรทีนอยด์รวม 134 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม พริกเหลือง 196 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม ส่วนพริกแดงสูงถึง 367 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม มากกว่าพริกเขียวเกือบ 3 เท่า การรับประทานอาหารที่มีแคโรทีนอยด์สูงช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา

นอกจากแคโรทีนอยด์แล้ว พริกสีเข้มยังมีโพแทสเซียมสูงด้วย พริกเขียวมีโพแทสเซียม 163 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม พริกเหลือง 197 มิลลิกรัม และพริกแดงสูงสุดที่ 213 มิลลิกรัม การเพิ่มอาหารที่มีโพแทสเซียมในมื้ออาหารช่วยควบคุมความดันโลหิต และรักษาการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจให้อยู่ในสภาพปกติ

เหตุผลที่พริกหวานไม่เผ็ดเหมือนพริกชนิดอื่น

แม้พริกหวานจะจัดอยู่ในตระกูลเดียวกับพริก แต่กลับไม่เผ็ดเลย เพราะแทบไม่มีสารแคปไซซิน (capsaicin) แต่มีสารชนิดหนึ่งชื่อ “แคปเซียต” (capsiate) ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายแคปไซซิน แต่กระตุ้นความรู้สึกน้อยกว่า จึงไม่รู้สึกเผ็ดหรือตื่นตัวที่ปากและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

แม้แคปเซียตจะไม่เผ็ด แต่ก็ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพไม่ต่างจากแคปไซซิน โดยช่วยควบคุมการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ต่อต้านเซลล์มะเร็ง เพิ่มความทนทานระหว่างออกกำลังกาย และช่วยปกป้องร่างกายจากมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าแคปเซียตจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันได้บ้าง แต่ก็อย่าคาดหวังว่าจะช่วยลดน้ำหนักโดยตรง เพราะมันมีเพียงผลเสริมที่อาจเป็นประโยชน์เท่านั้น แคปเซียตสามารถเร่งการสลายไขมันในคนที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) สูงผิดปกติได้ แต่จะไม่มีผลต่อสมดุลการเผาผลาญไขมันในคนที่มี BMI ปกติ

Hashtag Melvin

วิธีเลือก ทาน และเก็บพริกหวาน เพื่อรักษาวิตามินซีให้ครบถ้วน

พริกหวานมีสีสันสดใส รสกรอบอร่อย และกินได้เยอะ การเลือกและเตรียมพริกหวานอย่างถูกวิธีจึงสำคัญมาก เพื่อไม่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

เมื่อเลือกซื้อพริกหวาน ควรใส่ใจ 5 ข้อสำคัญนี้

  • ดูสีสัน: เลือกพริกที่สีสดใส ไม่มีจุดดำหรือรอยย่น

  • ตรวจก้าน: พริกสดจะมีก้านสีเขียวสด ไม่แห้งหรือเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

  • สัมผัสความแน่น: พริกที่ตึงและมีความยืดหยุ่นเมื่อกดเบา ๆ แสดงว่ายังสดใหม่

  • ดมกลิ่น: พริกสดจะมีกลิ่นหอมสดชื่น หากมีกลิ่นบูดหรือหมัก แสดงว่าไม่สด

  • ชั่งน้ำหนัก: พริกที่มีขนาดเท่ากันแต่หนักกว่าจะมีน้ำมากและสดกว่าพริกลูกที่เบา

วิธีการปรุงอาหารส่งผลโดยตรงต่อคุณค่าทางโภชนาการของพริกหวาน การล้างให้สะอาดและกินสดหรือใส่ในสลัด จะช่วยรักษาปริมาณวิตามินซีไว้ได้ดีที่สุด

หากไม่ชอบรสชาติของพริกหวานเมื่อกินสด การผัดด้วยไฟแรงในเวลาสั้น ๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะระยะเวลาปรุงสั้น ทำให้สูญเสียสารอาหารน้อยลง และการใส่น้ำมันขณะผัดยังช่วยเพิ่มการดูดซึมแคโรทีนอยด์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปรุงพริกด้วยความร้อนสูงนานเกินไป เพราะจะทำให้วิตามินซีสูญเสียมาก

สำหรับผักผลไม้ส่วนใหญ่ การเก็บในตู้เย็นช่วยยืดอายุได้ แต่พริกหวานซึ่งมาจากเขตร้อนจะไวต่อความเย็นจัด หากเก็บในอุณหภูมิต่ำเกินไป อาจเกิดอาการเย็นจัด ทำให้ผิวเป็นรอยบุ๋มหรือจุดดำคล้ายเน่าเสียได้

อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเก็บพริกหวานคือ 9–12 องศาเซลเซียส ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรีบนำพริกหวานที่ซื้อมาเก็บในตู้เย็นทันที สามารถวางไว้ในที่เย็นและถ่ายเทอากาศได้สะดวกในบ้าน และควรบริโภคให้หมดในเร็ววัน

หากซื้อพริกหวานมาเยอะและกังวลว่าจะกินไม่หมดก่อนเน่าเสีย สามารถใช้วิธีการแช่ความร้อนแล้วแช่แข็งเก็บรักษาได้ โดยนำพริกหวานจุ่มในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 35–55 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 นาที เพื่อฆ่าเชื้อหรือยับยั้งแบคทีเรีย สร้างโปรตีนความร้อน ลดการทำงานของเอนไซม์ในผักผลไม้ ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...